formumandme.com  
   การเลี้ยงดูเด็ก  

pic_no_1894_imagesCAOJ5SS0.jpgการเลี้ยงดูเด็ก

วัยก่อนเข้าเรียน (Pre-school)

 เด็กก่อนวัยเรียน หรือวัยก่อนเข้าเรียน หมายถึง เด็กที่อยู่ในช่วงอายุตั้งแต่ 3-6 ปี ซึ่งเป็นเด็กเจริญเติบโตเป็นอิสระจากพ่อแม่มากขึ้น เด็กจะเริ่มพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง (Sense of autonomy) อัตราการเจริญเติบโตของร่างกายช้าลงกว่าวัย 1-3 ปี แต่รูปร่างและสัดส่วนของร่างกายได้ส่วนขึ้น แขน ขา ยาวขึ้น ศีรษะดูยาวและเล็กลงได้ขนาดกับลำตัว ลำตัวยาวและกว้างกว่าเป็น 2 เท่า ของแรกเกิด ด้านพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อสามารถทรงตัวได้ดี มั่นคงขึ้น การควบคุมระบบขับถ่าย อุจจาระและปัสสาวะได้ดีขึ้น จนอายุ 6 ปี จะควบคุมได้อย่างสมบูรณ์ เด็กในวัยนี้จะมีนิสัยรักสนุก ชอบเล่น พยายามใช้มือ แขน ขา ในการทำกิจกรรมต่างๆมากขึ้น และทำได้ดีขึ้น ความอยากรู้อยากเห็น ช่างซักถาม ชอบทดลอง ตรวจสอบดูสิ่งต่างๆ พยายามติดต่อกับผู้อื่น อยากมีเพื่อน และจะเล่นรวมกับเพื่อนเป็นกลุ่ม มีการสร้างเพื่อสมมุติเล่นเลียนแบบคนใกล้ชิด รู้จักปฏิบัติตนให้เป็นที่รักของผู้ใหญ่ รู้จักใช้คำพูดขอโทษ ขอบคุณ พฤติกรรมเจ้าอารมณ์จะค่อยๆลดลงแต่จะมีอารมณ์โกรธ กลัว วิตกกังวล อิจฉาริษยา เกิดได้บ่อย ด้านพัฒนาการของเซลล์สมองรวดเร็วมาก และจะพัฒนาสมบูรณ์เต็มที่เมื่ออายุ 6 ปี เด็กวัยนี้จะรับประทานอาหารน้อย ชอบอาหารที่พบเห็นบ่อยๆ จากโปสเตอร์ และโฆษณาทางโทรทัศน์ หรือวิทยุ

 พัฒนาการทางร่างกาย
 ในระยะที่เด็กเริ่มพ้นจากสภาพวัยทารก การเจริญเติบโตช้าลงแต่สม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยน้ำหนักตัวของเด็กวัยนี้จะเพิ่มประมาณ 2-2.5 กิโลกรัม ส่วนสูงจะเพิ่มประมาณ 2.5-3.5 นิ้วฟุตต่อปี การเพิ่มน้ำหนักและส่วนสูงของเด็กวัยนี้ มีความแตกต่างกันด้วยลักษณะต่างๆตามพันธุกรรม ภาวะทางโภชนาการและการเลี้ยงดูของบิดามารดา ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย เด็กวัยนี้สามารถเดินขึ้นลงบันไดได้เหมือนผู้ใหญ่ ท่าทางการยืน และเดินมั่นคง การส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย วัยก่อนเรียนนี้ แม้อัตราการเจริญเติบโตจะลดลง แต่สภาพร่างกายก็ต้องพัฒนาอีกมากมาย การให้พลังงานและโปรตีนอย่างเพียงพอจึงเป็นสิ่งจำเป็น ระยะนี้เป็นระยะของการฝึกใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น การเดิน วิ่ง ขี่จักรยาน หรือการใช้มือในการขีดเขียน การหยิบจับสิ่งของเล็กๆ ควรให้โอกาสเด็กทำกิจกรรมและการเล่นตามความต้องการ โดยจักสถานที่ในการกระทำกิจกรรมและการเล่นตามความเหมาะสม คอยดูแลความปลอดภัย สนับสนุน และให้กำลังใจ

 พัฒนาการทางสติปัญญา
 วัยนี้เป็นวัยที่สำคัญมากในกรเจริญเติบโตของสมอง จากการศึกษาพบว่าเมื่อเด็กอายุ 6 ปี เซลล์สมองจะเจริญเต็มที่เท่าผู้ใหญ่ พัฒนาการทางสติปัญญาของเด็กวัยนี้จะเริ่มจากการทดลองเลียนแบบผู้ใหญ่ เริ่มรู้จักจำภาพคน สิ่งของได้ ความคิดเด็กเริ่มมีเหตุผลขึ้น แต่ก็จะมีลักษณะรับรู้มากกว่าเข้าใจ และจะสนใจอยากรู้ พยายามซักถาม และเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่อยู่รอบข้าง เริ่มเข้าใจความคงตัวของสสาร มองเห็นความแตกต่างของปริมาณมากน้อย ยังไม่สามารถคิดย้อนกลับได้ และยังไม่สามารถใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหาได้อย่างสมบูรณ์ การส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญาโดยการให้อาหารที่ช่วยเริมสร้างเซลล์สมองให้เพียงพอ ให้ครบถ้วนห้าหมู่ จัดให้มีสีสันสวยงาม ผักกินด้วยตัวเองได้ง่าย และควรมีอาหารเสริมระหว่างมื้อหลัก เช่น ผลไม้ นม ควรจัดประสบการณ์ และกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ให้กำลังใจ ชมเชย หรือให้รางวัล เพื่อกระตุ้น และสนับสนุนพฤติกรรมการเรียนรู้ เด็กชอบค้นคว้าทดลองควรจัดทำของเล่นได้ใช้การสังเกตให้ความคิด พิจารณาเหตุผลเด็กวัยนี้จะมีความอยากรู้อยากเห็น ช่างซักถาม ผู้เลี้ยงดูไม่ควรแสดงอาการรำคาญหรือดุเด็กที่ซักถาม สนับสนุนเด็กโดยการตอบคำถามที่เด็กถามอย่างง่ายๆ พอให้เด็กเข้าใจเพื่อให้เด็กได้เกิดการเรียนรู้กว้างขวางขึ้นเรื่อยๆ

 การพัฒนาทางด้านอารมณ์
 ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กวัยนี้จะอารมณ์ดี อยากมีเพื่อน พยายามทำตัวเข้ากับผู้อื่น ชอบสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น อยากมีเพื่อเป็นกลุ่ม พยายามฝึกพูดและแสดงกิริยาท่าทางแปลกๆ โดยชอบเลียนแบบจากภาพยนตร์ และโทรทัศน์ที่เห็น รู้จักรอคอย ไม่ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล พยายามใช้ความคิดและเหตุผลมากขึ้น เข้าใจเหตุผลง่ายๆ ไม่แสดงพฤติกรรมฉุนเฉียว ก้าวร้าว การส่งเสริมพัฒนาการทางอารมณ์ ระยะนี้ควรปล่อยให้เด็กได้มีโอกาสกระทำกิจกรรมตามวัยด้วยตนเอง ให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กต้องการความช่วยเหลือ ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและความสามารถในการตัดสินใจด้วยตนเอง ในระยะที่เด็กมีพฤติกรรมเลียนแบบผู้ใหญ่ที่รักและใกล้ชิด พ่อแม่ควรใกล้ชิดให้ความสนิทสนมเป็นที่ปรึกษา ช่วยแนะนำการปรับตัว ปรับบุคลิกภาพที่ดีให้แก่เด็ก ฝึกนิสัยแกแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสม

 พัฒนาการทางสังคม
 เด็กเริ่มผละหรือแยะจากพ่อแม่ จะพยายามแสวงหาติดต่อสังคมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว อาจเป็นวัตถุสิ่งของหรือบุคคล เด็กวัยนี้จะสามารถบอกเพศของตนเองและของผู้อื่นได้ พยายามตั้งคำถามในสิ่งที่พบเห็น สามารถตอบคำถามง่ายๆได้ เข้าใจความหมายที่ผู้อื่นพูดได้และสามารถโต้ตอบได้ เริ่มรู้จักการรอคอย หรือรอคิว ชอบมีเพื่อนและเล่นบทบาทสมมุติของบุคคลในครอบครัวได้ การส่งเสริมพัฒนาการทางสังคม พฤติกรรมทางสังคมของเดกวัยนี้ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของครอบครัว ซึ่งเป็นตัวแบบในการปรับตัวของเด็ก พฤติกรรมทางสังคมที่ดีควรมาจากการปรับตัวที่ดีในครอบครัว พ่อแม่จักต้องรู้จักสร้างบรรยากาศและ สัมพันธภาพภายในครอบครัวที่ดี เด็กที่มีพี่น้อง ควรสอนให้รู้จักรักใคร่กลมเกลียวและสามัคคี รู้จักบทบาทของกันและกันในครอบครัว รู้จักแบ่งปัน การที่เด็กได้เข้าโรงเรียนอนุบาลหรือพ่อแม่พาเด็กไปคลุกคลี กับเด็กในวัยเดียวกัน เมื่อเด็กเห็นว่าเพื่อนทำบางสิ่งได้ ก็เริ่มหัดทำสิ่งนั้นด้วยตนเอง

 การส่งเสริมสุขนิสัยของเด็กก่อนวัยเรียน

 การดูแลความสะอาดทั่วไป เด็กควรอาบน้ำทุกวันจะเป็นช่วงเวลาใดขึ้นอยู่กับสภาวะของอากาศร้อน หนาวเย็น เมื่ออาบน้ำเสร็จควรเช็ดตัวให้แห้งและสวมเสื้อผ้าที่สบายตามฤดูกาล การสะสมควรสระผมให้เด็กเป็นประจำ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง มารดาอาจจะต้องหาวิธีการที่เหมาะสมเฉพาะรายเพราะเด็กส่วนใหญ่จะไม่ชอบสระผม มารดาควรจัดเตรียมอุปกรณ์ให้พร้อม มีแชมพูสำหรับเด็กไม่ทำให้แสบตา และใช้น้ำอุ่นสระผม การดูแลปากและฟัน ควรฝึกให้เด็กแปรงฟันตั้งแต่อายุ 1 ปี โดยเริ่มจากทำให้ก่อน ในเด็กวัย 3 ปีขึ้นไป ควรจะแปรงฟันได้เอง

การนอนหลับ ความตองการการพักผ่อนของเด็กจะลดลงเรื่อยๆ เด็กวัยนี้จะนอนกลางคืนวันละ 8 ชั่วโมง และนอนกลางวันวันละหนึ่งครั้ง การสอนให้เด็กเคยชินกับกิจกรรมก่อนนอน เช่น การแปรงฟันก่อนนอน การปัสสาวะก่อนนอน ก็เป็นการเสริมสร้างนิสัยที่ดีกับเด็กไปด้วย

การออกกำลังกาย เด็กวัยนี้จะสนุกกับการวิ่งกระโดด การเล่นที่ใช้กำลังกาย ผู้เลี้ยงดูจะต้องระมัดระวังให้ปลอดภัยจากอุบัติเหตุ ควรจัดสถานที่ให้ปลอดภัยจากสิ่งกีดขวาง

การดูแลด้านโภชนาการ ควรดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารได้ครบ 5 หมู่ ฝึกให้เด็กรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลายๆชนิด ไม่ควรหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภท เช่น ผักบางชนิด ควรฝึกให้เด็กรับประทานอาหารได้เอง ในระยะแรกอาจหกเลอะเทอะบ้าง มารดาต้องค่อยๆสอนโดยไม่ดุ หรือเข้มงวดมากนัก ให้รับประทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ตามเวลา ส่วนอาหารอื่นๆ จัดให้อยู่ในเวลาอาหารว่าง จัดอาหารให้น่ารับประทาน มีคุณค่า พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับประทานอาหาร


ปัญหาที่พบบ่อยในเด็กก่อนวัยเรียน

ด้านร่างกาย เช่น ภาวะอ้วน ส่วนใหญ่ของเด็กอ้วนมักเกิดจากการกินมากเกินไป และ/หรือออกกำลังกายน้อย พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูมีบทบาทสำคัญในการทำให้เด็กอ้วนได้ เด็กพวกนี้มักจะเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่า การที่เด็กมีน้ำหนักมากเกินไปจะมีผลเสียต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้อย่างมาก เพราะเด็กที่อ้วนมักจะโดนเพื่อนแกล้งหรือล้อเลียน เกิดความอายรูปร่าง ขาดความมั่นใจในตนเอง ฉะนั้นควรที่จะควบคุมน้ำหนักให้เหมาะสม โดยการควบคุมอาหาร เพิ่มการออกกำลังกาย และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยควรมีแรงสนับสนุนที่ดีจากครอบครัว ภาวะผอม จากการปฏิเสธอาหารและกินยาก ความผิดปกติในเรื่องนี้จะเริ่มต้นเมื่อเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน – 3 ปี เนื่องจากเด็กวัยนี้รู้จักแยกจากพ่อแม่ เป็นตัวของตัวเอง เด็กจะเดิน วิ่ง และทำอะไร ไปตามที่เขาชอบ และมีความอยากรู้อยากเห็น อยากทดลองในสิ่งใหม่ๆ ทำให้ความสนใจเรื่อกินน้อยลงไปด้วย จึงทำให้เกิดปัญหามากระหว่างคนจัดอาหารและเด็ก วิธีการช่วยเหลือคือ ผู้ปกครองควรเข้าใจพัฒนาการของเด็กวัยนี้ และควรมีข้อห้ามพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมระหว่างกิน โดยการกระตุ้นให้เด็กกินเอง จัดอาหารตรงตามเวลา ในระหว่างมื้อไม่ให้นมหรือขนม เพื่อให้เด็กได้มีประสบการณ์การรู้จักหิวเป็น จำกัดเวลากินอาหารให้อย่างนานที่สุด 30 นาที ถ้าเด็กไม่กิน ตั้งต้นเล่น มีปฎิกิริยาโยกโย้ต่อรอง แสดงความไม่พอใจ ให้เลิกกินก่อนเวลาทันที ทั้งนี้เพื่อจะให้เด็กได้เรียนรู้การแยกแยะในเรื่องของความรู้สึก ทางร่างกายและความรู้สึกทางจิตใจ ภาวะที่ไม่ค่อยตั้งใจและไม่ค่อยอยู่นิ่ง (Hyperactivity) อาการสำคัญ คือ สมาธิสั้นไม่ค่อยมีความตั้งใจ อยู่ไม่นิ่ง และมักจะไม่ค่อยมีความอดทน ทำอะไรแบบขาดความยับยั้งชั่งใจ สาเหตุจากงานวิจัยในปัจจุบันให้สมมุติฐานเกี่ยวกับสาเหตุว่าเป็นเรื่องของ CNS dysfunction แต่ยังไม่สามารถบอกได้แน่นอนหรือเฉพาะลงไปได้ว่ามีพยาธิสภาพตรงส่วนใดของสมอง การพยากรณ์โรคประมาณว่า ร้อยละ 50 จะมีอาการคงอยู่ไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ การรักษานั้นควรจะทำในด้านต่างๆพร้อมๆกันไป คือ จิตบำบัด จัดให้มีชั้นเรียนพิเศษเฉพาะสำหรับเด็กสมาธิสั้น ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมที่บ้านและการใช้ยากระตุ้นประสาทกลาง

ด้านจิตใจ พฤติกรรมก้าวร้าว เด็กเล็กๆมักแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวบ้างไม่มากก็น้อย เช่น เมื่อไม่ได้ดั่งใจ อาจจะดิ้น กระทืบเท้า ฟาดแขนขา ตี หรือบางทีทำร้ายตนเอง เป็นต้น การมีพฤติกรรมก้าวร้าวเป็นครั้งคราวเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่ถ้ามีพฤติกรรมก้าวร้าวบ่อยๆ หรือเป็นระยะเวลานานก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ผิดปกติและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข สาเหตุของความก้าวร้าวมีปัจจัยมากมาย คือ ตัวเด็ก ได้แก่ เพศชายมักมีความก้าวร้าวบ่อยกว่าเพศหญิง เด็กที่มีพื้นฐานอารมณ์แบบเลี้ยงยาก มีปัญหาทางภาษา มีความบกพร่องทางสมอง มีความเครียด และมีความผิดปกติทางอารมณ์จะมีความก้าวร้าวได้มากกว่า นอกจากนี้วิธีการอบรมของพ่อแม่และปฏิสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นปัจจัยที่สำคัญของพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กในวัยนี้ด้วย วิธีช่วยเหลือคือ พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาเมื่อลูกมีพฤติกรรมก้าวร้าว ควรเข้าไปหยุดลูกทันที เบี่ยงเบนความสนใจไปดูสิ่งอื่น ไม่ใช่ตำหนิดุด่า บ่น หรือออกคำสั่ง ควรวิเคราะห์ว่าลูกอาจเกิดปัญหาใดขึ้นบ้าง และสอนให้ลูกแก้ปัญหานั้นล่วงหน้า ชมเชยเมื่อลูกมีการควบคุมตนเองที่ดี ให้ลูกมีโอกาสทำกิจกรรมที่แสดงความเมตตากรุณาต่อผู้อื่น เช่น ให้ทานคนจน หรือให้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ให้ลูกออกกำลังกายเพื่อระบายพลังงานและความก้าวร้าวอย่างสร้างสรรค์

ด้านสติปัญญา การฝึกระเบียบวินัย เด็กในวัยนี้เริ่มมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีและการควบคุมตนเองเด็กจะจดจำว่าอะไรเหมาะสมหรือไม่เหมาะสมตามที่พ่อแม่สอน และพยายามทำสิ่งที่พ่อแม่พอใจฉะนั้นการฝึกระเบียบวินัยในเด็กวัยนี้ ควรจะให้เหตุผลที่เป็นรูปธรรม มากกว่านามธรรม เพราะเด็กยังไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ การออกคำสั่งห้ามและการกำหนดขอบเขตของพฤติกรรมว่าลูกทำอะไรได้ และทำอะไรไม่ได้ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับเด็ก เมื่อจำเป็นต้องออกคำสั่งจงกระทำอย่างหนักแน่นแต่อ่อนโยนและสุภาพ ไม่ควรออกคำสั่งห้ามบ่อยๆ เพราะจะทำให้ลูกหงุดหงิดได้ อาจทำให้ลูกเกิดความกลัวไม่กล้าทำอะไรและกลายเป็นคนขี้กลัวในที่สุด ทางที่ดีควรหาวิธีช่วยป้องกันไม่ให้ลูกทำผิดหรือทำสิ่งที่เป็นอันตรายเมื่อลูกขัดคำสั่ง เมื่อสั่งลูกแล้วลูกไม่ทำก็ให้พูดอย่างหนักแน่นอีกครั้ง และถ้าลูกไม่ทำอีกก็ให้จัดการให้ลูกทำตามอย่างสงบ วิธีที่ดีที่สุดของการออกคำสั่ง คือ พ่อแม่ต้องหนักแน่นเสมอต้นเสมอปลาย เมื่อลูกอารมณ์เสียและอาละวาดบ่อยๆ พ่อแม่ควรหาสาเหตุของการอารมณ์เสีย และอาละวาดและแก้ปัญหาสาเหตุนั้นๆ การเบี่ยงเบนความสนใจก็เป็นการลดอารมณ์ที่หงุดหงิดได้ แต่ถ้าไม่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจได้แล้ว วิธีที่ดีที่สุดคือการเพิกเฉย ในที่สุดลูกก็จะเรียนรู้ว่าการอาละวาดอย่างนั้นไม่มีประโยชน์ และก็จะสงบไปเอง เมื่อไรก็ตามที่ลูกอารมณ์ดี ควรสอนลูกถึง พฤติกรรมดีๆ ที่เด็กควรทำ

.......................................................................................................................................

ขอบคุณที่มา: โครงการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ด้านการดูแลตนเองสู่ประชาชน คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กันยายน 2545

01 มิถุนายน 2554
เวลา 07:25 น. [A-1193]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com