formumandme.com  
   ลดภาวะเบื่ออาหาร หมั่นเติมโภชนาการให้ลูก  

pic_no_1672_bo.jpgลดภาวะเบื่ออาหาร  หมั่นเติมโภชนาการให้ลูก
 คุณเป็นคนหนึ่งที่มีลูกน้อยและอยู่ในวัยกำลังรับประทานอยู่ใช่ไหม  ถ้าใช่  แล้วเคยประสบปัญหากับภาวะลูกเบื่ออาหารหรือเปล่า  เชื่อว่าหลายคนคงเกิดความกังวลไม่น้อย  แต่เอาล่ะ  อย่าเพิ่งตกใจไปเกินเหตุ  เพราะแสดงว่าคุณกำลังประสบปัญหาไม่แพ้พ่อแม่หรือผู้ปกครองรายอื่นๆ ที่มักจะวิตกเกี่ยวกับอาการเบื่ออาหารของลูกน้อยจนต้องพาไปพบแพทย์อยู่บ่อยครั้ง  เพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอะไรไปเกินเหตุ

 ทว่าความจริงนั้นหากพิจารณาสาเหตุกันให้ดี  บางทีคุณอาจจะไม่ต้องพาลูกเข้าออกโรงพยาบาล  หรือเข้าออกคลินิกถี่ยิบอย่างเช่นทุกวันนี้ก็ได้  เพราะทุกอย่างเริ่มจากคนเป็นพ่อแม่นั่นเอง  ยิ่งถ้าปล่อยไว้เนิ่นนาน  เอะอะเด็กเบื่ออาหารก็ตรงด่งไปหาคุณหมอ  ไม่แน่ต่อไป  “ลูกอาจจะติดหมอมากกว่าติดแม่”  ก็เป็นได้  อยากให้เป็นเช่นนั้นหรือ

 นับเป็นโอกาสดีเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ได้มีการจัดประเมินภาวะโภชนาการของเด็กเป็นครั้งแรกในเมืองไทย  จัดโดยบริษัท แอ๊บบอต  ลาบอแรตอรีส  จำกัด  ผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสูตรครบถ้วนพีเดียชัวร์  และหนึ่งในหัวข้อเสวนาที่น่าสนใจคือ  “108 เคล็ดลับลูกินเก่ง”  โดยมีจุดประสงค์เพื่อต้องการเป็นสื่อกลางในการให้ความรู้ด้านโภชนาการเด็ก  เพื่อให้บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักถึงความสำคัญของอาหารทุกมื้อของลูกว่าควรได้รับสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่

ลูกเบื่ออาหารปัญหายอดฮิตของพ่อแม่

 นายแพทย์พงษ์ศักดิ์  น้อยพยัคฆ์  หัวหน้าหน่วยพัฒนาการเด็ก  วิทยาลัยแพทยศาสตร์  กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาล  กล่าวถึงปัญหาส่วนใหญ่อันดับต้นๆ ที่คุณพ่อคุณแม่จะพาลูกมาพบแพทย์  เพราะลูกไม่รับประทานข้าว  เบื่ออาหาร  ปัญหาต่อมาคือ  พ่อแม่เกิดความกังวลเพราะตัวเลขน้ำหนักของลูกลดลง  แต่หากลูกรับประทานมากมักจะไม่กลุ้มใจเท่าไร  กระนั้นเมื่อเวลาผ่านไปลูกมีน้ำหนักเยอะเกินไป  ก็จะพาลูกมาพบแพทย์  ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก

 ทางด้านอาจารย์สง่า  ดามาพงษ์  นักวิชาการระดับ 9  กรมอนามัย  กระทรวงสาธารณสุข  และอุปนายกสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า  การที่ลูกเบื่ออาหารนั้น  สิ่งที่ชัดเจนคือ  คุณแม่เป็นโรควิตกกังวลไปเองต่างๆ นานา  จนคุณแม่จะลนลาน  เช่น  บางทีลูกอิ่มแล้วก็ไปบังคับลูกให้รับประทานต่อ  เมื่อลูกปฏิเสธก็กังวลไปเอง  กรณีที่ 2  เด็กไม่รับประทานอาหารเลยจริงๆ   ก็มี  ซึ่งต้องแก้ปัญหากันที่ต้นเหตุ  เช่น  คุณแม่อนามัยเกินไปไหม  ให้นมเข้าไปเต็มท้องก่อนมื้ออาหาร  จากนั้นตามด้วยอาหารหลักซึ่งไม่ถูกต้องนัก  ดังนั้น  ก่อนที่ลูกจะรับประทานไม่ควรให้เด็กกินนมก่อนมื้ออาหารหลัก

 เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเบื้องต้นที่เกิดจากคุณพ่อคุณแม่ผู้ปกครองทั้งสิ้น  ดังนั้น  ก่อนที่จะกังวลคิดว่าลูกเบื่ออาหารนั้น  ผู้เป็นพ่อแม่ควรพิจารณาพฤติกรรมการเลี้ยงลูกของตนเองว่าเป็นอย่างที่กล่างมาหรือไม่

สาเหตุลูกเบื่ออาหาร

 สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ  อันดับแรกต้องดูว่ามีโรคทางกายหรือเปล่า  อาทิ  โรคเบื่ออาหาร  โรคขาดสารอาหารบางอย่าง  เช่น  ขาดธาตุเหล็กจะทำให้เด็กหม่ำข้าวไม่อร่อย  จะฝาดๆ ลิ้น  สามารถพบในเด็กวัน 6 เดือนขึ้นไป  ที่ไม่ได้รับสารอาหารเสริมตามวัยอย่างเหมาะสม  เพราะหากอยู่ในระหว่างวัย 0-6 เดือนนั้น  ส่วนใหญ่เด็กจะได้สารอาหารครบอยู่แล้วจากนมแม่  ซึ่งในนมแม่จะมีธาตุเหล็กและสารอาหารทุกชนิด  เด็กก็จะได้รับไปเต็มๆ โดยประกาศจากกระทรวงสาธารณสุขในปัจจุบันก็หันมารณรงค์ให้คุณแม่ให้นมลูกจนถึงวัย 6 เดือนแล้ว  เพื่อเด็กจะได้รับสารอาหารอย่างสมบูรณ์

 นอกจากนี้  อาจเกิดจากขาดกรดอะมิโนบางตัว  ก็ทำให้รับประทานอาหารไม่อร่อยเหมือนกัน  หรือโรคบางโรค  กรณีเจ็บป่วยเรื้อรัง  เป็นโรคประจำตัว  เหล่านี้อาจมีผลให้เด็กไม่อยากรับประทานอาหารได้  คุณหมอกล่าว

 อย่างไรก็ดี  ในเรื่องของความเจ็บป่วยของเด็ที่ทำให้เด็กเบื่ออาหารนั้นมีน้อย  แต่ที่พบมากคือเรื่อง “พฤติกรรมการรับประทาน”  เพราะปัจจุบันมีการสื่อสารหลายทางมากขึ้น  อาทิ  หนังสือ  โฆษณาต่างๆ  ล้วนแต่เป็นสิ่งยั่งยวนมากขึ้น  ทำให้เกิดพฤติกรรมการรับประทานที่ไม่เหมาะสมตามมา  เมื่อรับประทานเข้าไปทำให้เด็กไม่อยากรับประทานอาหาร

 คุณหมอกล่าวเสริมอีกว่า  ในเรื่องทัศนคติของพ่อแม่ผู้ปกครองนับเป็นสิ่งสำคัญ  เช่น  ถ้าลูกไม่ยอมรับประทานอาหารก้จะบอกว่า  รับประทานอันนี้ก็ยังดี  ขนมปัง  น้ำหวาน  ขนมถุงๆ  หน่อยก็ยังดีจะได้มีแรง  ทำให้เด็กไม่ได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์  ทั้งยังทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 ปัจจัยที่ 2  คือ  เด็กมีกิจกรรมที่พัฒนาการไปตามวัย  สนุกเล่นเพลินจนลืมรับประทาน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ตามพัฒนาการเจริญของเด็ก  พบมากในช่วงวัย 1-3 ขวบขึ้นไป  เด็กกำลังโตก่อนจะเข้าโรงเรียน  ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองจะกังวล  แต่เมื่อเวลาเด็กเข้าโรงเรียนไปแล้วพฤติกรรมการรับประทานก็จะเปลี่ยนไป  ด้วยว่าเด็กวัยนี้จะมีพฤติกรรมเลียนแบบเพื่อนๆ  เห็นเพื่อนรับประทานก็รับประทานด้วย

ปรุงแต่งด้วยวิถีธรรมชาติ

 สำหรับโภชนาการใน 7 วัน  คุณแม่ไม่จำเป็นต้องผิกซ์  ขึ้นอยู่กับความสะดวก  ที่สำคัญอาจารย์สง่า  มองว่าไม่อยากให้คุณแม่มานั่งเปิดตำรา  แต่อยากทำอะไรสบายๆ หาอะไรมาให้ลูกรับประทานง่ายๆ  ในมื้ออาหารควรหมุนเวียนไปรับประทานเหมือนกับคนในครอบครัว  อย่างเช่น  อาหารที่พ่อแม่ทำรับประทานควรแบ่งให้ลูกรับประทานด้วย  แต่ถ้าเด็กเล็กไม่สามรถรับประทานรสเผ็ดได้  ควรแยกตักมาให้ลูกต่างหาก  แล้วจะปรุงแต่งรสชาติอาหารของพ่อแม่ตามใจก็ค่อยว่ากัน

 และสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม คือ  ไม่ควรฝึกให้เด็กติดใจในรสผิดธรรมชาติ  เช่น  ไปติดใจในรสชาติของผงชูรส  แต่ควรติดใจรสหวานจากน้ำผักหรือน้ำต้มกระดูกหมู

 “ถ้าไม่อยากให้เด็กรับประทานผงชูรสก็ต้องฝึกเขาตั้งแต่เด็ก  โดยเริ่มต้นที่พ่อแม่ก็ต้องไม่รับประทานก่อน  ไม่ว่าจะมาในร฿ปแบบไหนก็ตาม  ควรปรุงอาหารในรสชาติกลางๆ เข้าไว้  เด็กจะได้มีความพอดี  ไม่ต้องอร่อยมาก  เพราะคุณแม่ทำก็อร่อยแล้ว  การเติมผงชูรสเป็นความรู้สึกของผู้ใหญ่เองว่าเติมผงชูรสเข้าไปทำให้อร่อย  เพราะจริงๆ แล้ว  เด็กคือผ้าขาวบริสุทธิ์  เด็กสามารถสัมผัสรสแรกของอาหารได้ด้วยความรู้สึกธรรมชาติ  ผงชูรส  หรือเครื่องปรุงอื่นๆ  ไม่ใช่ธรรมชาติ  ผู้ใหญ่คิดไปเองว่าเขาจะต้องอร่อยเหมือนตัวเอง  เพราะฉะนั้น  อย่าไปแต่งสีดำให้เด็กในเรื่องของอาหารการกิน”

 ส่วนการที่เด็กไม่รับประทานผักนั้น  อาจารย์สง่า  บอกว่า  ล้วนมาจากพฤติกรรมของผู้ใหญ่โดยที่ผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว  เพราะบางครั้งคุณแม่เองก็ไม่รับประทานผักให้ลูกเห็น  แต่เมนูบนโต๊ะมีแต่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง  ขาหมู  หมูทอด  ไก่ทอด  ดังนั้น  พ่อแม่ควรหักมาดูพฤติกรรมการบริโภคของตนเองก่อนว่าเป็นเช่นนั้นไหม

 พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถฝึกให้เด็กรับประทานผักได้ตั้งแต่ในช่วง 5 เดือน  โดยเริ่มจากหาผักที่เคี้ยงย่อยง่ายไม่ทรมาน  มีกลิ่นฉุนน้อย  ไม่ขม  รสชาติไม่จัด  เช่น  ตำลึงย่อยง่ายรสไม่จัด  ฟักทองต้มสุก  แครอตต้มสุก  ส่วนผักประเภทมีกลิ่นฉุน  เช่น  ต้นหอม  ผักชี ฯลฯ  ควรเอาไว้หลังๆ  เพราะผักกลิ่นฉุนจะทำให้เด็กไม่อยากรับประทานผัก  ที่สำคัญควรฝึกเด็กให้รับประทานได้ทุกอย่าง  เพราะพฤติกรรมการรับประทานของเด็กขึ้นอยู่กับการเริ่มต้นช่วงแรก

 อาจารย์สง่า  กล่าวเสริมว่า  จริงๆ แล้วการรับประทานน้ำพริก  คือ  กุศโลบายที่ปู่ย่าตายายมอบมรดกให้  เพราะน้ำพริก  คือ สลัดไทย  ที่ชัดเจน  สำหรับในวัยเด็กโตถ้าไม่ฝึกให้เด็กรับประทานน้ำพริก  เขาก็ไม่ชอบรับประทานผัก  และโอกาสที่เด็กจะสัมผัสก็แทบไม่มีเลย

 สำหรับเด็ก 6 เดือน  ถึง 1 ปี  พ่อแม่ควรเปลี่ยนเมนูให้ลูกรับประทาน  เช่น  ข้าวบดปลาทูนึ่ง  กับแกงจืดผักตำลึง  ข้าวบดใส่ตับไก่  ใส่แครอตบด  ข้างบดใส่ไก่บด  ฟักทองบด  บดเข้ากับมะเขือเทศ  เป็นต้น  เรียกว่าคุณแม่เองต้องรู้จักดัดแปลงเมนูด้วย

 ในส่วนของน้ำผลไม้  ถ้าเด็กวัย 4-5 เดือน  ฟันยังไม่ขึ้น  การให้น้ำส้มคั้นก็เป็นสิ่งที่ถูกต้อง  แต่ถ้า 7 เดือน  ถึง 1 ขวบขึ้นไป  เมื่อเด็กมีฟันควรเปลี่ยนให้รับประทานผลไม้ทั้งลูก  หรือทั้งกลีบแทน  เพราะมีประโยชน์มากกว่าน้ำผลไม้  และได้รับคุณค่าทางโภชนาการทันที  โดยไม่สัมผัสกับแสงแดด  ไม่สัมผัสกับเครื่องคั้น  แต่ถ้าไม่สามารถหาน้ำผลไม้ได้ให้ลูกดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด

 อย่างไรก็ดี  อาจารย์สง่า  แยะยำว่าควรหัดให้ลูกรับประทานรสชาติกลางๆ  เพื่อจะไม่ติดรสใดรสหนึ่ง  โดยเฉพาะรสหวาน  ซึ่งต่อมรับรสของคนเรา 5 รส  รสหวานมีโอกาสติดง่ายที่สุด  แล้วก็ยากที่จะแก้ได้  ดังนั้น  เคล็ดลับสุดยอดของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการให้ลูกมีสุขภาพที่ดี  ไม่เบื่ออาหาร  หากเริ่มต้นสุขวิทยาพื้นฐานที่ถูกต้องเมื่อให้ลูกน้อยได้รับสารครบ 5 หมู่ตามโภชนาการ

เคล็ดลับคุณแม่ชนะใจคุณหนูๆ

 อันดับแรก  ควรให้ลูกมีกิจกรรมมากขึ้น  เพื่อจะได้ใช้พลังงานมากขึ้น  เช่น  พาลูกไปวิ่งเล่นออกกำลังกาย  ถึงมื้ออาหารก็จะหิวเอง

 อันดับ 2  ลดอาหารที่ไม่จำเป็นประเภทขบเคี้ยว  ของหวาน  น้ำอัดลมต่างๆ  และหมั่นทำเมนูให้ดึงดูดใจเด็กๆ  เช่น  อาหารควรมีสีสันยั่วยวนตา  แต่มากด้วยคุณค่าทางโภชนาการ  โดยเฉพาะอาหารแลกเปลี่ยนสามารถช่วยได้มาก  เช่น  ก๋วยเตี๋ยว  ขนมจีน  สปาเกตตี  หรือจะเป็นมักโรนีรูปสัตว์ต่างๆ  ตัวอักษรภาษาอังกฤษ  รวมถึงขนมปัง  เพราะมีคาร์โบไฮเดรตทั้งนั้น  ซึ่งบางทีอาหารเหล่านี้ก็น่าสนใจกว่าเมนูข้าวอย่างเดียว

 อันดับ 3  บรรยากาศในการรับประทาน  ไม่ควรปล่อยให้เด็กนั่งรับประทานอยู่คนเดียว  ในขณะที่คนอื่นนั่งดูโทรทัศน์หรือไปทำกิจกรรมอื่น  อย่างที่กล่าวไปว่าเด็กจะเริ่มมีพฤติกรรมเลียนแบบ  เพราะฉะนั้น  ถ้าทุกคนรับประทานด้วยกันเด็กก็จะสนุก  ทุกคนอร่อยหมดก็จะมีความอร่อยในความรู้สึก  เรียกว่าถ้าจัดการใน 3 เรื่องนี้ได้  จะช่วยจัดการพฤติกรรมการเบื่ออาหารของเด็กได้

.......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มา : หนังสือพิมพ์  โพสต์ทูเดย์  ฉบับวันที่  11  พฤศจิกายน  2548

 

30 กรกฏาคม 2549
เวลา 07:11 น. [A-1015]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-4101] ความเห็นของ: คุณแม่มือใหม่
เมื่อวันที่ : 27 ส.ค. 2555, 19:09 น.

ลูกได้1ขวบ9เดือนแล้วไม่ค่อยกินข้าวน้ำหนัก9ก.กมีสิทธิ์ขาดสารอาหารไหมคะ

[C-4100] ความเห็นของ: คือลูกไม่คอย่กินข้าวเลย เบื่อาหาร และมีโรคประจำตัวคือลำไส้อักเสบ อายุย่าง9ขวบ เคยพบคุณหมอแล้ว คุณหมอ
เมื่อวันที่ : 27 ส.ค. 2555, 11:39 น.

[C-3916] ความเห็นของ: คุณแม่มือใหม่
เมื่อวันที่ : 02 ก.ย. 2554, 09:02 น.

ลูกได้1ปีกับ8 เดือน น้องเค้าไม่ค่อยทานข้าวเลย ไม่รู้จะทำยังไง ช่วยแนะนำด้วยนะคะ

[C-3558] ความเห็นของ: มิกกี้ พะเยา
เมื่อวันที่ : 20 ต.ค. 2553, 12:58 น.

ผมว่าอยากทราบวิธีแก้ไขปัญหา
โภชนาการตำด้วย

ผลกระทบอีคับ

[C-3555] ความเห็นของ: แม่มือใหม่
เมื่อวันที่ : 19 ต.ค. 2553, 15:51 น.

มีสาระดีค่ะแต่อยากทราบถึงอาการเบื่ออาหารของเด็กอายุประมาณ 6 เดือนค่ะ เพราะตอนนี้ลูกไม่ยอมกินนมจากขวดและอาหารก็ไม่ค่อยกินค่ะดูเหมือนว่าจะเป็นเด็กที่กินยากเสียแล้ว

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com