formumandme.com  
   เข้าใจเบาหวาน ใส่ใจเท้า  

pic_no_1677_q5.jpgเข้าใจเบาหวาน  ใส่ใจเท้า

 ทราบหรือไม่คะว่า  วันที่  14  พฤศจิกายน  ของทุกปี  ถือว่าเป็น  วันเบาหวานโลก (World  Diabetes  Day)  โดยเป็นวันที่กำหนดให้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดของ  Frederick  Banting  ผู้ค้นพบอินซูลิน  โดยค้นพบร่วมกับ  Charles  Best  เมื่อปี  ค.ศ. 1921

 ซึ่งในแต่ละปี  สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ  (International  Diabetes  Federation  หรือ  เรียกสั้นๆ ว่า  IDF)  จะกำหนดหัวข้อพิเศษเพื่อเน้นในการรณรงค์  ดูแลรักษาโรคเบาหวานในปีนั้นๆ  โดยในปีนี้  IDF  ได้กำหนดให้เป็นปีของการรณรงค์เรื่อง  “เบาหวานและเท้า”  (Diabetes  and  Foot  Care)  โดยมีสโลแกนที่ใช้ในการรณรงค์ก็คือ  “Put  Feet  Fist : Prevent  Amputations”  หรือ “ใส่ใจดูแลเท้า  เพื่อป้องกันการถูกตัดขา”

 ดังนั้นหมอจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับเท้าสำหรับผู้เป็นเบาหวานมาเล่าให้ฟังนะคะ  หลายท่านอาจจะสงสัยว่า  เอ๊ะ...เบาหวานกับเท้ามันเกี่ยวข้องกันด้วยหรือ  มันเกี่ยวข้องกันยังไง  การที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานๆ  (Chronic  Hyperglycemia)  มักจะทำให้เกิดการทำลายที่เนื้อเยื่อ  และอวัยวะส่วนต่างๆ  ของร่างกาย (เหมือนร่างกายถูกแช่อิ่มในน้ำเชื่อม)  ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานที่คุมปริมาณน้ำตาลในเลือดไม่ดีพอ  จะเสี่ยงต่อการที่เส้นประสาทที่ปลายเท้าถูกทำลาย (Neuropathy)  และอาจมีปัญหาของเส้นเลือดที่มาเลี้ยงบริเวณเท้า  ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่เท้าน้อยลง  (Ischemia)  ดังนั้นเมื่อเส้นประสาทถูกทำลาย  เท้าบริเวณนั้น  ก็จะสูญเสียประสาทรับความรู้สึกไป  (โดยทั่วไปผู้เป็นเบาหวานมักจะบอกกับหมดว่า “มีอาการเท้าชา”  นั่นล่ะค่ะเป็นอาการหนึ่งที่พบได้บ่อยๆ เลย)  ทำให้เมื่อมีการบาดเจ็บที่เท้าเกิดขึ้น  ผู้เป็นเบาหวานก็อาจไม่ทราบ  อ่านแล้วอาจไม่อยากเชื่อ  สมัยที่หมอยังเป็นนักเรียนแพทย์  เคยเห็นผู้เป็นเบาหวานมีแผลที่ถึงกับนำไปสู่การตัดขาหลายราย  มีอยู่ 2 ราย  ที่จำได้ไม่เคยลืมเลย  รายหนึ่งสาเหตุมาจากแช่เท้าในน้ำที่ร้อนจัด  แต่คนไข้ไม่รู้สึกว่าร้อน  รู้สึกว่าอุ่นดีแล้ว  แช่ไปแช่มา เท้าพองเลยค่ะ 

 ส่วนอีกรายเห็นแล้วก็ไม่อยากจะเชื่ออีกเหมือนกัน  คนไข้มาหาหมอโดยที่ยังมีตะปูตำอยู่ในฝ่าเท้าโดยที่ไม่รู้สึกเจ็บเลย  มาหาเพราะว่ามีแผลมานาน  ทำไมไม่หายสักที  ต่อมาเมื่อจบมาเป็นแพทย์ดูแลผู้เป็นเบาหวานแล้ว  ก็ยังพบเหตุการณ์ณ์เหล่านี้อยู่ไม่ใช่น้อยค่ะ  การที่เลือดมาเลี้ยงบริเวณที่เท้าลดลงก็ทำให้แผลหายช้า  หรือหายยาก (โดยมากก็เกิดจากเส้นเลือดตีบลง)  แบบเดียวกันกับที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจตีบแล้วทำให้เกิดอาการหัวใจขาดเลือด  หรือเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองตีบแล้วทำให้เป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั่นแหละค่ะ  ซึ่งภาวะการณ์ตับของเส้นเลือดส่วนปลายนั้นแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยได้ด้วยเครื่องตรวจ  ABI (Ankle  Brachial  Index)  การที่เส้นประสาทที่เท้าเสื่อมและหลอดเลือดที่มาเลี้ยงเท้าตีบ  เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเป็นแผลที่เท้า (Foot  Ulcer)  ได้ง่าย  ถึงตรงนี้เมื่อมีแผลแล้วก็จะเกิดการอักเสบติดเชื้อ (Infection)  พอแผลหายยากก็เริ่มลุกลามมากขึ้น  นำไปสู่การตัดขาได้  (Amputation)  ทีนี้ท่านผู้อ่านคงพอจะนึกภาพออกแล้วนะคะว่า  เบาหวานกับเท้านั้นเกี่ยวข้องกันอย่างไร

ขอนำสถิติที่น่าสนใจจาก  IDF  มาเล่าให้ฟังนะคะ

• ทุก  30 วินาที  จะมีคนหนึ่งคนในโลกนี้ถูกตัดขาอันเนื่องมาจากโรคเบาหวาน (อ่านมาถึงตรงนี้นี่กี่วินาทีแล้วคะ)

• 70%  ของการถูกตัดขาทั้งหมดมีสาเหตุจากโรคเบาหวาน

• ในประเทศที่พัฒนาแล้ว  มีเพียง 5%  ของผู้เป็นเบาหวานเท่านั้นที่มีปัญหาเรื่องเท้า  (ดังนั้นปัฐหาเรื่องเท้าส่วนใหญ่มักจะเกิดในประเทศที่กำลังพัฒนาอย่าเรา  หรือประเทศด้วยพัฒนาค่ะ)

• ปัญหาเรื่องเท้า  เป็นสิ่งที่นำไปสู่การนอนโรงพยาบาลบ่อยที่สุดในผู้ป่วยเบาหวาน

• ในประเทศที่กำลังพัฒนา  ปัญหาเรื่องเท้สใช้ถึง 40%  ของทรัพยากรทางด้านสาธารณสุขที่มี

• ค่าใช้จ่ายโดยตรงที่เกี่ยวข้องกับการตัดขาในผู้เป็นเบาหวานในสหรัฐอเมริกานั้นสูงถึง  30,000-60,000  ดอลล่าร์

• ส่วนใหญ่ของการถูกตัดขา  เริ่มต้นด้วยการเป็นแผลที่เท้า  และไม่ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง

• หนึ่งในหกของผู้เป็นเบาหวานจะมีแผลที่เท้าอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต  และในแต่ละปี  จะมีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก 4 ล้านคนที่มีแผลที่เท้า

• ส่วนใหญ่การเกิดแผลที่เท้าและการถูกตัดขาสามารถป้องกันได้  มีการประมาณว่า 80% ของการถูกตัดขานั้นสามารถหลีกเลี่ยงได้

• การที่จะลอดัตราการตัดขาที่ได้ผลดีจะต้องประกอบด้วย  ทีมดูแลเท้าให้กับผู้ป่วยเบาหวานที่เป็นระบบ  การควบคุมเบาหวานที่ดีและการดูแลใส่ใจสุขภาพเท้าของผู้เป็นเบาหวานเอง

ในผู้ที่เป็นเบาหวาน  การเป็นแผลที่เท้าอาจเป็นแล้วหายยาก  ดังนั้นหากไม่อยากมีปัญหาเรื่องเท้าสิ่งสำคัญที่สุดเลยก็คือการป้องกันไม่ให้เป็นแผล  ซึ่งสามารถทำได้ง่ายๆ ดังนี้ค่ะ

• ตรวจเท้าอย่างสม่ำเสมอ  (Foot  Examination)  การตรวจเท้านั้นเป็นส่วนหนึ่งของการตรวจสุขภาพประจำปีสำหรับผู้เป็นเบาหวาน  ซึ่งจะตรวจโดยทีมผู้ดูแล  และผู้เป็นเบาหวานเองก็ควรเรียนรู้วิธีการตรวจเท้าด้วยตนเองอย่างง่าย  จะได้ดูแลตนเองที่บ้านได้

• การตรวจคัดกรองหาลักษณะของเท้าที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผล  เช่น  เท้าที่เคยเป็นแผลมาแล้ว  เท้าที่มีกระดูกยื่นผิดรูป  (ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องวัดแบบ  Digital  ที่มีความแม่นยำและให้ความสะดวกในการวัดหาจุดที่มีแรงกดสูงบนฝ่าเท้า)  เท้าที่มีตาปลาหนาๆ  หรือเท้าที่มีเส้นประสาทเสื่อมหรือมีเส้นเลือดตีบเพื่อที่จะให้การแก้ไขก่อนที่จะเป็นแผล

• การให้ความรู้แก่ผู้เป็นเบาหวาน  จะได้สามารถดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง

• การสวมรองเท้า  ถุงเท้าที่เหมาะสม  (ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์สำหรับผู้เป็นเบาหวานโดยเฉพาะให้เลือกมากมายเลยค่ะมีแบบที่ไม่เชยด้วยค่ะ)

• การรักษาเท้าที่มีปัญหาแล้วอย่างทันท่วงที  (เพราะเวลาเป็นน้อยจะรักษาได้ง่ายกว่าปล่อยให้เป็นมากแล้วค่อยมาค่ะ)

อาการเตือนที่สำคัญมีดังนี้  หากท่านมีอาการหนึ่งอาการใดควรรีบปรึกษาแพทย์  หรือทีมดูแลผู้เป็นเบาหวานโดยเร็วค่ะ

• เท้าบวมหรือข้อเท้าบวม  โดยเฉพาะถ้ามีอาการปวด  แดง  หรือร้อน  ร่วมด้วย

• เท้าหรือขาเย็นมากๆ  (เป็นอาการหนึ่งของการที่เลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนปลายน้อยลง  เพราะเส้นเลือดตีบ)

• สีที่เท้าเปลี่ยน  ไม่ว่าจะเป็นสีแดง  น้ำเงิน  หรือดำ  (อย่ารอจนเป็นสีดำแล้วค่อยมาพบแพทย์นะคะ)

• แผลเปิด  ไม่ว่ารูเปิดจะดูเล็กๆ  แค่ไหนก็ตาม  เพราะหลายครั้งที่แผลจะดูไม่ใหญ่มาก  แต่ลึกค่ะ

• แผลหายช้า  หรือไม่หาย

• มีเล็บขบ  (In-growing  toe  nails)

• ตาปลา  (Corns  and  Calluses)

• ไม่มีขนขึ้นที่เท้า  (เป็นอาการหนึ่งของการที่มีเส้นเลือดที่มาเลี้ยงเท้าตีบ)

   ดังนั้น  ท่านผู้อ่านคงจะเห็นแล้วนะคะว่า  หากเรามีความรู้สามารถดูแลตัวเองได้ดี  ควบคุมเบาหวานและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ  ได้ดี  เราก็จะห่างไกลจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ  รวมทั้งเรื่องแผลที่เท้าและการถูกตัดขาได้ค่ะ  ก่อนจากกัน  หมอหวังว่าสิ่งต่างๆ ที่นำมาเล่าให้ฟังคงจะมีประโยชน์ต่อท่านผู้อ่านบ้างนะคะ  อยากจะให้ผู้เป็นเบาหวาน  (และญาติ)  รู้สึกว่า  “การเป็นโรคเบาหวาน  ไม่ใช่ข้อจำกัด” ค่ะ  (Having  Diabetes  Need  Not  Be  A  Limitation)

.....................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสารดิฉัน   ฉบับที่ 689   15 พฤศจิกายน  2548

10 สิงหาคม 2549
เวลา 10:07 น. [A-1020]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-4137] ความเห็นของ: รอง
เมื่อวันที่ : 09 ม.ค. 2556, 13:55 น.

พ่อผมเป็นเบาหวานด้วย ตอนนี้เท้าบวมขึ้นมาเฉยๆ และมีอาการ ร้อนๆ ที่เท้าและชาที่เท้าด้วย ควรทำอย่างไรดีคับ ช่วยชี้แนะด้วย

[C-3792] ความเห็นของ: krisadaporn
เมื่อวันที่ : 08 พ.ค. 2554, 21:02 น.

เพิ่งเข้ามาเห็น อ่านแล้วได้ประโยชน์มากค่ะ เพราะต้องดูแลคนไข้เบาหวานด้วย ยังไม่เคยเข้าใจอย่างนี้เลยค่ะ ว่าแบบฟอร์มตรวจเท้าเขาตรวจและถามอย่างนั้น เพราะมีความหมายอะไร เพราะแบบที่ถามส่วนใหญ่เป็นภาษาต่างประเทศ ก็สอนกันไป คนสอนกับคนถูกสอนก็เข้าใจพอๆกัน เลยเป็นเรื่องยากสำหรับตนเอง ตอนนี้ขอบอกว่าขอบคุณคุณหมอมากค่ะ ที่ทำให้กระจ่างขึ้นจริงๆ

[C-3483] ความเห็นของ: ปุญชิดา รดิสกัมพู
เมื่อวันที่ : 04 ก.ย. 2553, 06:06 น.

ดิฉันเป็น SLE และเบาหวาน ก็ใช้แช่น้ำห้ามร้อน ห้ามเย็น ต้องใช้น้ำอุ่น แต่มิได้แช่นาน แช่และใส่พริกไทลงไปก็ดีขึ้นค่ะ

[C-3218] ความเห็นของ: ผู้ป่วยเบาหวาน
เมื่อวันที่ : 03 เม.ย. 2553, 20:39 น.

เป็นเบาหวานมา 13 ปีค่ะ เป็นมาแต่เด็ก และตอนนี้มีอาการเท้าชาแล้วค่ะ ปวดด้วย และกินยามาตลอก จึงทำให้ดีขึ้นมาบ้าง แต่มีวันนึงค่ะ จู่ๆเท้าเกิดบวมขึ้นมา ทั้งๆที่ไม่มีปริมาณน้ำตาลในเลือดสูง แต่เท้าบวมค่ะ และได้สังเกตดูว่าตอนกลางวันหลังจากที่ตื่นนอนแล้ว เหตุใด เท้าจึงค่อยๆมีการขยายออกค่ะ จึงทำให้ดูว่าน่องดูใหญ่ขึ้นเองค่ะ รบกวนอธิบายให้ด้วยนะค่ะ t_nutty_nut@hotmail.com

[C-2119] ความเห็นของ: -------*
เมื่อวันที่ : 21 มิ.ย. 2551, 11:08 น.

สวัสดีคะ

ตอนนี้หนูอายุ17จะ18ปี แต่มีอาการเท้าชา

เวลาเดินหรือวิ่งจะยิ่งรู้สึกชามากขึ้น

อยากทราบว่าหนูเป็น1ในอาการของโรคเบาหวานรึป่าวคะ

[C-2058] ความเห็นของ: jans
เมื่อวันที่ : 23 เม.ย. 2551, 17:50 น.

การรักษาโรคเบาหวานแบบหายขาดโดยสมุนไพรไทย
หายขาดจริงๆครับ

โดยความบังเอิญที่คุณพ่อผมได้เดินทางมาหาที่บ้านที่จังหวัดขอนแก่นแล้วมาเจอกับ คุณ ยายผมที่ป่วยเป็นเบาหวานมาหลายปี โดยการรักษาตลอด 12ปีที่ผ่านมาต้องไปรับยาทุกอาทิตย์ ตื่นตั้งแต่ตี 5เพื่อไปโรงบาล แกบอกว่าทรมานมากใครไม่เป็นไม่รู้หรอก เพื่อนๆแกได้ตัดนิ้ว-แขน-ขา บางคนตาบอด และตายไปก็หลายสิบคนแล้ว

พ่อบอกกับแม่ว่าแกมีสูตรสมุนไพรโบราณสมัยคุณปู่ผมที่อยู่ที่มาเลย์เซียก่อนเดินทางมาไทยและนำมาผสมกับสมุนไพรของคุณตาผมที่นำมาจากไร่ที่ จังหวัดเลยผสมชงทานกัน ตอนแรกแกไม่ยอมทาน กลัวสารพัดผ่านไปหลายวันเข้าพ่อผมแกก็ชงทานทุกวันให้แกดูเป็นตัวอย่าง แกเลยยอมหลังจากทานไปสัก 3-4วันแกบอกว่าจะปัสสาวะบ่อยมากและจะมีอาการร้อนวูบวาบ และอาการชาปลายนิ้วตอนเช้าได้หายไปและหลังจากทานไปได้ 7วันแกอยากทานนั่นทานนี่(ปรกติไม่ยอมทานอะไร) ผิวพรรณจากแห้งๆเริ่มมีน้ำมีนวล และขาเริ่มมีกำลังสามารถลุกขึ้นเดินได้ จนแม่ได้พาไปตรวจที่ โรงพยาบาลขอนแก่น ผลออกมาว่าน้ำตาลในเลือดจากเดิม 230 ลดลงเหลือเพียง 115เท่านั้น เอง จนหมอเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แกทานมาได้สักประมาณ 1เดือนแล้วกลับไปวัดน้ำตาลอีกก็ได้รับผลว่าปรกติดี จวบจนถึงปัจจุบันนี้คุณหมอ ได้ทำการแจ้งว่าไม่ต้องมาตรวจแล้วครับ หายจากการเป็นเบาหวานแล้ว ก็ทำให้ทุกคนในบ้านประหลาดใจมากครับ
ผมคนนึงที่ไม่เชื่อครับ ก็เลยเอามให้น้องๆที่ทำงานที่ร้อยเอ็ดนำไปให้คนที่บ้านทาน ผลก็เป็นเช่นเดิมกับยายผมทานไปน่าจะประมาณ 83คน มีที่ไม่หาย 3คน ซึ่งจากการสอบถามแล้วได้ความว่าทานไปเพียง 1-3วันแล้วไม่กล้าทานต่อครับ
ส่วนท่านอื่นๆปัจจุบันหายขาดแล้วเพราะไม่ได้นำไปทานอีกเลย
ผมจึงบอกคนที่หายว่าถ้าทานแล้วหายให้ระลึกถึงคุณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้คิดค้นสูตรโบราณนี้ไว้ให้แก่คนรุ่นนี้ครับ
อัศจรรย์จริงๆครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อที่ คุณ ธิดา อึ้งนภารัตน์ 123/456 ม.เพรสซิเดนท์ ต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000หรือโทร 083-3459197

[C-2016] ความเห็นของ: นินจาป๋อง
เมื่อวันที่ : 03 มี.ค. 2551, 17:07 น.

วันนี้มีอาการแบบที่คุณหมอบอก เลยมาหาในเน็ต
ขอขอบคุณคุณหมอมากครับ ถึงจะหลายปีแต่ดีมากๆ

[C-1459] ความเห็นของ: ผ่านมาผ่านไปสายลมพัด
เมื่อวันที่ : 18 ส.ค. 2549, 17:58 น.

มีสาระ ดี
แต่สงสัยว่า ทำไม มันไม่มีกด ไปข้างหน้า อะครับ
เลยต้องอ่าย้อนกลับหลัง
ถ้าเราอยู่ เอกสารกลางๆๆ อะนะ

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com