formumandme.com  
   ความรู้ทั่วไปเรื่องโรคเบาหวาน  

pic_no_1744__hhheart.jpgความรู้ทั่วไปเรื่องโรคเบาหวาน

โรคเบาหวานคืออะไร

โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ  เกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลในเลือดไปใช้ได้ตามปกติ  ถ้าน้ำตาลในเลือดสูงอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ  เช่น  ตา  ไต  และระบบประสาท

โรคเบาหวานเกิดได้อย่างไร

คนปกติเมื่อรับประทานอาหาร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารประเภทแป้งจะถูกย่อยสลายเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระเพาะอาหารและดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  เพื่อใช้เป็นพลังงานของร่างกาย  โดยต้องอาศัยฮอร์โมนจากตับอ่อน  คืออินสุลินเป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย  ดังนั้นถ้าตับอ่อนสร้างฮอร์โมนดินสุลินไม่ได้  หรือสร้างได้ไม่พอ  เนื่องจากความต้องการอินสุลินเพิ่มขึ้นจากอินสุลินออกฤทธิ์ไม่ได้ดี  ทำให้มีน้ำตาลในเลือดเหลือค้างมาก  และมีระดับสูงกว่าปกติ  จึงเกิดอาการและอาการแสดงของโรคเบาหวาน

อาการของโรคเบาหวานมีอะไรบ้าง

คนปกติก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับพลาสม่ากลูโคส 70-100 มก./ดล.  หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชม.  ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มก./ดล.  ในผู้ป่วยเบาหวานเมื่อระดับน้ำตาลสูงมากจนเกินความสามารถของไตในการกั้นมิให้น้ำตาลออกมาในปัสสาวะ (พลาสม่ากลูโคสในเลือดมากกว่า 180 มก./ดล.)  จะมีน้ำตาลออกมากับปัสสาวะ  ซึ่งจะดึงน้ำตามมา  ทำให้สูญเสียน้ำไปด้วย  ผู้ป่วยจึงมีอาการ ปัสสาวะบ่อยและมาก  ปัสสาวะกลางคืน  คอแห้ง  กระหายน้ำ  ดื่มน้ำมาก  มีอาการหิวบ่อนรับประทานจุแต่น้ำหนักลด  เนื่องจากร่างกายเอาน้ำตาลกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานไม่ได้  มีการสลายพลังงานออกมาจากไขมันและกล้ามเนื้อ  อ่อนเพลีย  ถ้าเป็นแผลจะหายยาก  มีการคันตามผิวหนัง  มีการติดเชื้อราโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณช่องคลอดของผู้ป่วยเพศหญิง  ชาปลายมือปลายเท้า  ตามัว

ผู้ป่วยเบาหวานบางรายอาจไม่มีอาการชัดเจน  แต่ระดับน้ำตาลที่สูงกว่าปกติเป็นระยะเวลานานๆ  ก็สามารถทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนเรื้อรังได้

วินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร

จากการตรวจระดับพลาสม่ากลูโคสตามเกณฑ์  ดังนี้

 ก.  กรณีมีอาการโรคเบาหวานชัดเจนดังกล่าวแล้วข้างต้น  วินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานเมื่อระดับพลาสม่ากลูโคส (อดอาหารหรือไม่ก็ได้)  เกิด 200 มก./ดล.  เพียงครั้งเดียว

 ข.  ไม่มีอาการ  ต้องการตรวจเช็คร่างกาย  วินิจฉัยเบาหวานเมื่อระดับพลาสม่ากลูโคสก่อนรับประทานอาหารเช้ามากกว่า  126 มก./ดล.  2 ครั้ง

 ค.  กรณีสงสัยว่าเป็นเบาหวานแต่ระดับพลาสม่ากลูโคสก่อนรับประทานอาหารเช้าไม่ถึง  126 มก./ดล.  ให้ตรวจโดยดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม  เจาะเลือดก่อนดื่มและ  2 ชั่วโมงหลังดื่ม  วินิจฉัยว่า

 -  เป็นเบาหวาน  เมื่อระดับพลาสม่ากลูโคสที่  2 ชม.  มากกว่า  200 มก./ดล.
 -  ปกติ  เมื่อระดับพลาสม่ากลูโคสที่  2 ชม.  น้อยกว่า  140 มก./ดล.
 -  บกพร่องต่อการคุมระดับน้ำตาล  เมื่อระดับพลาสท่ากลูโคสที่  2 ชม.  อยู่ระหว่าง  140-199 มก./ดล.
 ง.  ระดับน้ำตาล  10-125 มก./ดล.  ถือว่าอาจมีความผิดปกติ  ให้ติดตามต่อไป  กรณีที่ปัจจัยเสี่ยงสูง  สงสัยเบาหวานให้ตรวจดู  ตามข้อ ค.

 หมายเหตุ  ในการเจาะเลือดตรวจระดับน้ำตาลพลาสม่ากลูโคสให้งดอาหารอย่างน้อย  8-10 ชม.  ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลหรือลูกอม  แต่รับประทานน้ำเปล่าได้

ผู้ใดควรได้รับการตรวจเช็คเบาหวาน

- ผู้มีอาการดังกล่าวข้างต้น
- ผู้ไม่มีอาการแต่อายุเกิน  40 ปี  ถ้าตรวจแล้วปกติให้ตรวจทุก  3 ปี
- ผู้ไม่มีอาการแต่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน
- ญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน
- น้ำหนักจัดอยู่ในเกณฑ์โรคอ้วน  (นน.(กก)/ส่วนสูง (เมตร)2 > 25)
- เคยแท้งหรือบุตรตายตอนคลอด
- คลอดบุตรน้ำหนักแรกคลอดมากกว่า  4 มก.
- เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
- หญิงตั้งครรภ์ทุกราย  (อายุครรภ์อยู่ระหว่าง 24-28 สัปดาห์)
- ผู้ที่มีโรคหลอดเลือดไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ หรือโรคหลอดเลือดในสมองตีบ

แม้ว่าบุคคลเหล่านี้ไม่มีอาการโรคเบาหวานชัดเจน  ก็ควรหมั่นตรวจสอบ  ถ้าระดับน้ำตาลอยู่ในข่ายสงสัย  ก็ควรตรวจระดับพลาสม่ากลูโครเป็นระยะทุก  1 ปี  การวินิจฉัยโรคเบาหวานได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น  และให้การรักษาควบคุมระดับน้ำตาลให้ดีจะชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนเรื้อรังได้  ในทางตรงกันข้ามผู้ป่วยที่วินิจฉัยได้เมื่อมีอาการชัดเจน  สามารถพบโรคแทรกซ้อนได้ตั้งแต่แรก  เนื่องจากอาจเป็นโรคเบาหวานมานานแล้ว

สาเหตุและโอกาสที่ทำให้เกิดโรคเบาหวาน

เบาหวานสืบทอดทางกรรมพันธุ์ได้ก็จริง  แต่ผู้ที่มีญาติสายตรง  (พ่อ  แม่  พี่  น้อง  เป็นเบาหวาน)  ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคเบาหวานทุกคน  มีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ  ที่ก่อให้เกิดโรคเบาหวาน  ได้แก่
 1.  โรคอ้วน  ทำให้การตอบสนองของเนื้อเยื่อร่างกายต่ออินสุลินไม่ดี
 2.  ผู้สูงอายุ  การสังเคราะห์และการหลังฮอร์โมนอินสุลินลดลง
 3.  ตับอ่อนได้รับความกระทบกระเทือน
  -  ตับอ่อนอักเสบ
  -  อุบัติเหตุ
 4.  การติดเชื้อไวรัสบางชนิด  หัด  หัดเยอรมัน  คางทูม  มีผลต่อตับอ่อน
 5.  การได้รับยาบางชนิด  สเตียรอยด์  ยาขับปัสสาวะ  ยาคุมกำเนิดบางชนิดทำให้มีการสร้างน้ำตาลมากขึ้น  หรือการตอบสนองของอินสุลินไม่ดี
 6.  การตั้งครรภ์  เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนจากรกหลายชนิดมีผลยับยั้งการทำงานของอินสุลิน

เบาหวานมีกี่ประเภท สามารถแบ่งได้เป็น

 1.  เบาหวานประเภทที่  1 (เบาหวานชนิดพึ่งอินสุลิน)
 2.  เบาหวานประเภทที่  2 (เบาหงานชนิดไม่พึ่งอินสุลิน)
 3.  เบาหวานจากสาเหตุอื่นๆ  เช่น  โรคของตับอ่อน  โรคทางพันธุกรรม  โรคเนื้องอกของต่อมหมวกไตที่สร้างฮอร์โมน
 4.  เบาหวานในหญิงตั้งครรภ์
 ในประเทศไทยพบ  เบาหวานชนิดที่  2  มากสุดประมาณร้อยละ  95

ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างของ  เบาหวานประเภทที่ 1 และ ประเภทที่ 2

เบาหวานประเภทที่ 1     เบาหวานประเภทที่  2
มักเกิดในคนอายุน้อย  (น้อยกว่า 40 ปี)  มักเกิดในคนอายุมากกว่า  40 ปี
ผอม อ้วน
ไม่สามารถผลิตอินสุลินได้  หรือผลิตได้เพียงเล็กน้อย 

ยังสามารถผลิตอินสุลินได้บ้าง  หรือผลิตเป็นปกติแต่

การตอบสนองต่ออินสุลินลดลง

มักเกิดอาการรุนแรง อาจมีอาการเล็กน้อย  รุนแรง หรือไม่มีอาการเลยก็ได้
การรักษาจำเป็นต้องใช้อินสุลิน

อาจรักษาโดยการควบคุมอาหารอย่างเดียว  หรือรับประทานยา

หรือบางรายอาจต้องฉีดอินสุลิน


โรคเบาหวานรักษาไม่หายขาด  แต่ถ้าปฏิบัติตัวดี  สามารถควบคุมระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์เหมาะสม  จะชะลอการเกิดโรคแทรกซ้อนได้

.............................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มา : แผ่นพับ  บริษัท  แล็บบอราทอรี่ส์  โฟนิเย่  (ประเทศไทย)  จำกัด   พ.ญ.ยุพิน  เบ็ญจสุรัตน์วงศ์

12 กันยายน 2550
เวลา 12:32 น. [A-1087]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-3490] ความเห็นของ: deksawi
เมื่อวันที่ : 09 ก.ย. 2553, 21:49 น.

แก่นตะวัน เป็นพืชที่เป็นพรีไบโอติก (prebiotics) เป็นอาหารที่มีสารเส้นใยสูง ประกอบไปด้วย อินนูลิน (Inulin) และ ฟรุคโตโอลิโกแซคคาร์ไรด์(FOS) ดังนั้นแก่นตะวัน จึงมีประโยชน์ดังนี้
- ล้างพิษลำไส้ใหญ่ และควบคุมการทำงานของลำไส้ใหญ่ให้เป็นปกติ
- FOSทำให้เกิดกรดไขมันโครงสร้างสั้น ซึ่งให้ผลในการป้องกันท้องผูก / ท้องเสีย ป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ และป้องกันกระดูกผุ
- มีบทบาทต่อภูมิต้านทานและป้องกันการติดเชื้อซัลโมเนลล่าและอีโคไล
- ป้องกันพิษของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ซึ่งจะมีผลต่อระบบประสาท
- กระตุ้นการดูดซึมแร่ธาตุหลายชนิด โดยเฉพาะแคลเซียมและธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ทำให้กระดูกแข็งแรงและสามารถฟื้นคืนสภาพจากกระดูกที่ผุแล้วกลับคืนมา
- ช่วยป้องกันอาการภูมิแพ้ และการแพ้อาหาร โดยเฉพาะในเด็ก

อินนูลิน ( Inulin )

อินนูลิน ( Inulin) เป็นคาร์โบไฮเดรต ประเภทฟรุกแทน เป็นใยอาหารธรรมชาติที่ไม่ถูกย่อยในระบบทางเดินอาหาร(กระเพาะอาหาร , ลำไส้เล็ก) ดังนั้น อินนูลิน จะตกไปลำไส้ใหญ่และมีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโต และการเพิ่มจุลินทรีย์ที่ดีต่อสุขภาพ เช่น แลคโตบาซิลัส (Lactobacillus) บิฟิโดแบคทีเรีย ( Bifidobacteria)

ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ( FOS )

เป็นน้ำตาล เชิงซ้อน มีฟรุคโตส หลายโมเลกุล เกาะกับกลูโคลส จัดเป็นสารกึ่งแป้งกึ่งน้ำตาล พบได้ในผัก ผลไม้ ตามธรรมชาติ เช่น หอมหัวใหญ่ , กระเทียม , กล้วยหอม และแก่นตะวัน

จากผลการวิ จัย พบว่า ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ เป็นน้ำตาลชนิดหนึ่งจึงไม่ส่งผลข้างเคียงต่อการบริโภค นอกจากคนที่ไม่นิยมรับประทานอาหารประเภทเส้นใย อาจมีการท้องอืด แต่ถ้าลดปริมาณการบริโภคลง ก็จะไม่เกิดอาการดังกล่าว

สำหรับบางท่านที่ยังไม่รู้จักแก่นตะวัน เราได้รวบรวมคำถามที่ผู้ห่วงใยสุขภาพและลูกค้าทุกท่านได้สอบถามเข้ามาที่ บริษัทฯ มาบอกต่อ ได้แก่

คำถาม แก่นตะวัน คืออะไร
คำตอบ แก่นตะวัน คือพืชพรีไบโอติก ที่รู้จักแพร่หลายในแถบอเมริกาเหนือและยุโรป ในชื่อ Jerusalem Artichoke ซึ่ง บริษัท แก่นตะวัน ไบโอเทค ได้ร่วมกับ คณะเกษตร ม.ขอนแก่น วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เพื่อให้ปลูกได้ดีในประเทศไทย

คำถาม พรีไบโอติก คืออะไร
คำตอบ พรีไบโอติกคือ เส้นใยอาหารที่ไม่ถูกย่อยในระบบทางเดินอาหาร แต่จะตกเป็นอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ส่งผลให้จุลินทรีย์เหล่านั้นเจริญเติบโต เพิ่มปริมาณและทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

คำถาม แก่นตะวันเกี่ยวข้องกับพรีไบโอติกอย่างไร
คำตอบ ส่วนหัวของแก่นตะวันประกอบไปด้วยสารสำคัญ คืออินนูลิน ( Inulin ) , ฟรุคโตโอลิโกแซคคาไรด์ ( FOS ) ซึ่งจัดเป็นใยอาหารชนิดละลายน้ำ หรือ พรีไบโอติก แก่นตะวันสดจะมีสารทั้ง 2 นี้ 15-20% หากทำให้แห้งจะมีถึง 60-80%

คำถาม การรับประทานพรีไบโอติกจากแก่นตะวัน มีประโยชน์อย่างไร
คำตอบ ส่วนประกอบซึ่งเป็นพรีไบโอติกของแก่นตะวัน จะช่วยให้จุลินทรีย์ชนิดดีในลำไส้ ได้แก่ Bifidobacteria และ Lactobacilli เจริญเติบโต ลดจำนวนแบคทีเรียก่อโรคลง จนลำไส้เกิดความสมดุล ต่อเนื่องไปถึงระบบขับถ่าย จึงไม่เกิดการหมักหมม เน่าบูดของกากอาหารที่เหนียวติดที่ผนังลำไส้ใหญ่ จนก่อสารพิษและแก๊สที่เป็นโทษต่อร่างกาย

คำถาม เมื่อทานต่อเนื่องแล้ว จะทราบได้อย่างไร ว่าระบบในร่างกายเกิดความสมดุล
คำตอบ ขั้นแรก สังเกตจากระบบขับถ่าย ว่าเป็นปกติมากขึ้น ไม่มีอาการท้องผูกหรือท้องเสีย นอกนั้นในระยะต่อมา ผิวพรรณจะสดใส ไม่เป็นผดผื่น หรือสิวบ่อยๆ อาการปวดศรีษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามร่างกายลดลง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นภูมิแพ้อาการจะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

คำถาม ผู้ป่วยโรคเบาหวานและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำตาลทานได้หรือไม่ ในเมื่ออินนูลิน และ FOS มีรสหวาน
คำตอบ สารสำคัญเหล่านี้จะไม่ถูกย่อยและดูดซึมในลำไส้เล็ก จึงไม่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด และพบว่าการบริโภคอาหารที่มีเส้นใยสูง มีผลต่อการลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยในการสร้างน้ำดีจากตับได้อีกด้วย

คำถาม นอกจากจะมีผลดีต่อระบบลำไส้และระบบขับถ่ายแล้ว ยังมีประโยชน์ด้านอื่นอีกหรือไม่
คำตอบ การรับประทานแก่นตะวัน ยังช่วยกระตุ้นการดูดซึม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก และแคลเซียมมากขึ้นถึง 20% รวมถึงเพิ่มการสร้างวิตามินต่างๆ เช่น B1 , B2 , B6 , B12 , Nicotinic acid และ Folic acid และมีบทบาทต่อภูมิต้านทาน ป้องกันการติดเชื้อซัลโมเนลล่าและอีโคไล ทั้งยังป้องกันพิษของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบประสาทได้อีกด้วย
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
0839660759
0807349759
p_srp@hotmail.com

[C-2698] ความเห็นของ: yai
เมื่อวันที่ : 19 มิ.ย. 2552, 08:27 น.

ขอบคุณมากๆๆครับ

[C-2692] ความเห็นของ: nueng
เมื่อวันที่ : 14 มิ.ย. 2552, 10:07 น.

เพิ่งตรวจพบว่าตัวเองนำตาลในเลือดสูง 197 ตกใจมากเลยทั้งที่เราไม่ได้ทานของหวานมากนัก แต่ระยะ1-2ปีนี้เราถ่ายปัสสาวะบ่อยมากและถ้าถ่ายออกมาแล้วเจ็บด้วยเลยไปหาหมอจึงพบว่ามีนำตาลในปัสสาวะสูงและหมอขอเช็คเลือดดูและพบระดับนำตาลก็เลยเซ็งไม่รู้จะทำไงเลยพอได้อ่านบทความแล้วก็พอจะเข้าใจในการดูแลสำหรับโรคนี้
ขอบคุณนะค่ะที่เผยแพร๋ข้อมูลให้ได้รู้ จะได้นไปปรับใช้กับตัวเอง

[C-2688] ความเห็นของ: nut_balll_555@hotmail.com
เมื่อวันที่ : 09 มิ.ย. 2552, 14:31 น.

หาข้อมูลทามรายงานด้ยขอบคณค่ะ

[C-2322] ความเห็นของ: น้องปั่น
เมื่อวันที่ : 16 พ.ย. 2551, 17:10 น.

ขอบคุณมากเลยครับเนื้อหาค้นคว้าทำรายงานได้มากเลยครับ

[C-2283] ความเห็นของ: 66
เมื่อวันที่ : 15 ต.ค. 2551, 13:07 น.

ช่วยอธิบายโรคแทรกที่มันจะเกิดขึ้นให้ระเอียดกว่านี้ เช่นมันจะทำให้ใบหน้าเราเปลี่ยนจากรูปเดิมหรือเปล่า หรือทำให้ตาเปี่ยนจากรูปเดิมหรือเปล่า

[C-2116] ความเห็นของ: 111
เมื่อวันที่ : 18 มิ.ย. 2551, 20:24 น.

ขอบคณค่ะ

ได้ความรู้เอาไปทำรายงานเยอะเลย

[C-2054] ความเห็นของ: Jans
เมื่อวันที่ : 18 เม.ย. 2551, 08:04 น.

การรักษาโรคเบาหวานแบบหายขาดโดยสมุนไพรไทย
หายขาดจริงๆครับ

โดยความบังเอิญที่คุณพ่อผมได้เดินทางมาหาที่บ้านที่จังหวัดขอนแก่นแล้วมาเจอกับ คุณ ยายผมที่ป่วยเป็นเบาหวานมาหลายปี โดยการรักษาตลอด 12ปีที่ผ่านมาต้องไปรับยาทุกอาทิตย์ ตื่นตั้งแต่ตี 5เพื่อไปโรงบาล แกบอกว่าทรมานมากใครไม่เป็นไม่รู้หรอก เพื่อนๆแกได้ตัดนิ้ว-แขน-ขา บางคนตาบอด และตายไปก็หลายสิบคนแล้ว

พ่อบอกกับแม่ว่าแกมีสูตรสมุนไพรโบราณสมัยคุณปู่ผมที่อยู่ที่มาเลย์เซียก่อนเดินทางมาไทยและนำมาผสมกับสมุนไพรของคุณตาผมที่นำมาจากไร่ที่ จังหวัดเลยผสมชงทานกัน ตอนแรกแกไม่ยอมทาน กลัวสารพัดผ่านไปหลายวันเข้าพ่อผมแกก็ชงทานทุกวันให้แกดูเป็นตัวอย่าง แกเลยยอมหลังจากทานไปสัก 3-4วันแกบอกว่าจะปัสสาวะบ่อยมากและจะมีอาการร้อนวูบวาบ และอาการชาปลายนิ้วตอนเช้าได้หายไปและหลังจากทานไปได้ 7วันแกอยากทานนั่นทานนี่(ปรกติไม่ยอมทานอะไร) ผิวพรรณจากแห้งๆเริ่มมีน้ำมีนวล และขาเริ่มมีกำลังสามารถลุกขึ้นเดินได้ จนแม่ได้พาไปตรวจที่ โรงพยาบาลขอนแก่น ผลออกมาว่าน้ำตาลในเลือดจากเดิม 230 ลดลงเหลือเพียง 115เท่านั้น เอง จนหมอเองก็ประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แกทานมาได้สักประมาณ 1เดือนแล้วกลับไปวัดน้ำตาลอีกก็ได้รับผลว่าปรกติดี จวบจนถึงปัจจุบันนี้คุณหมอ ได้ทำการแจ้งว่าไม่ต้องมาตรวจแล้วครับ หายจากการเป็นเบาหวานแล้ว ก็ทำให้ทุกคนในบ้านประหลาดใจมากครับ
ผมคนนึงที่ไม่เชื่อครับ ก็เลยเอามให้น้องๆที่ทำงานที่ร้อยเอ็ดนำไปให้คนที่บ้านทาน ผลก็เป็นเช่นเดิมกับยายผมทานไปน่าจะประมาณ 83คน มีที่ไม่หาย 3คน ซึ่งจากการสอบถามแล้วได้ความว่าทานไปเพียง 1-3วันแล้วไม่กล้าทานต่อครับ
ส่วนท่านอื่นๆปัจจุบันหายขาดแล้วเพราะไม่ได้นำไปทานอีกเลย
ผมจึงบอกคนที่หายว่าถ้าทานแล้วหายให้ระลึกถึงคุณของผู้ที่ล่วงลับไปแล้วที่ได้คิดค้นสูตรโบราณนี้ไว้ให้แก่คนรุ่นนี้ครับ
อัศจรรย์จริงๆครับ

รายละเอียดเพิ่มเติมกรุณาติดต่อที่ คุณ ธิดา อึ้งนภารัตน์ 123/456 ม.เพรสซิเดนท์ ต.แดงใหญ่ อ.เมือง จ.ขอนแก่น 40000หรือโทร 083-3459197

[C-2051] ความเห็นของ: ลูกที่แสนดี
เมื่อวันที่ : 10 เม.ย. 2551, 09:19 น.

สวัสดีค่ะ พอดีแม่ของหนูแกเป็นโรคเบาหวานค่ะ
แล้วโรคนี้อาจเป็นถึงลูกๆได้ มีข้อปฏิบัติอย่างไร
เพื่อให้คนในครอบครัวห่างไกลจากโรคนี้หรือป่าว
หรือมีข้อแนะนำอะไรเกี่ยวกับโรคนี้ป่าวค่ะ
ช่วยตอบด้วย ขอบคุณค่ะ

[C-1971] ความเห็นของ: น้องแสนรู้
เมื่อวันที่ : 21 ม.ค. 2551, 14:44 น.

ตอนนี้มีปัญญาเหมือนกันค่ะ เพราะว่าแม่เป็นเบาหวาน ตอนนี้จะมีอาการคันและมีตกขาว แต่ไม่มีกลิ่น เวลาปัสสาวะจะรู้สึกเสียวตรงช่องคลอดและปัสสาวะบ่อยเวลากลางคืน ไม่ทราบว่าอาการเหล่านี้จะเป็นโรคเบาหวานด้วยหรือเปล่าค่ะ ช่วยกรุณาตอบด้วยค่ะ

[C-1868] ความเห็นของ: เมย์
เมื่อวันที่ : 04 ต.ค. 2550, 13:55 น.

สวัสดีค่ะดิฉันมีอาการปัสสาวะบ่อยมากแต่ปัสสาวะของดิฉันไม่มากแต่ปวดแรงพอปัสสาวะออกมาก็ไม่มากจะปวดทุกๆ 2 วินาทีก็ว่าได้และเสียวบริเวณช่องคลอด มันอาจจะเป็นโรคเบาหวานได้หรือป่าวค่ะแต่ดิฉันเพิ่งจะอายุ 16 จะสามารถเป็ยนได้หรือป่าวคะ (ด่วนที่สุด)

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com