formumandme.com  
   กฐิน  

pic_no_1753_DSC00052.jpgกฐิน

เป็นวันปวารณาออกพรรษาของบรรดาพระภิกษุทั้งหลายที่อธิษฐานพรรษาเป็นเวลา 3 เดือน  ในอารามต่างๆ
กิจกรรมของชาวพุทธในวันออกพรรษาคือการทำบุญตักบาตรเทโวโรหณะ  นิยมเรียกกันสั้นๆ ว่าตักบาตรเทโวฯ ชาวพุทธทำบุญใส่บาตรเพื่อรำลึกถึงวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ หลังจากทรงเทศนาโปรดพุทธมารดาเป็นเวลา 3 เดือน ณ สรวงสวรรค์นั้น ส่วนพระธรรมเทศนาที่เทศนาได้แก่พระอภิธรรม

หลังจากนั้นบรรดาชาวพุทธมีเทศกาลทำบุญอีกอย่างหนึ่งเรียกว่าทอดกฐิน การทำบุญทอดกฐินนั้นเป็นกาลทาน คือจำกัดเวลาเพียง 1 เดือนหลังจากออกพรรษา และวัดหนึ่งๆก็จะรับกฐินได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

 กฐินมีกี่ประเภท 

 ตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อเนื่องกันมา กฐินมีชื่อเรียกว่ามหากฐินก็มี จุลกฐินก็มี อันกฐินที่พวกเราจัดไปทอดในทั่วๆไปนั้นเรียกว่ามหากฐิน เป็นงานบุญที่ไม่ยุ่งยากเพราะเมื่อหาซื้ออัฐบริขารครบ มีปัจจัยสี่พร้อมก็ไปทอดได้เลย กฐินอีกประเภทหนึ่งเรียกว่าจุลกฐิน อันกฐินนี้แสนจะยุ่งยากมาก เช่นต้องเตรียมคนเตรียมวัตถุดิบและอุปกรณ์ในการทอผ้า เช่นฝ้ายและหูกเป็นต้น เพื่อเอามาปั่นด้ายแล้วทอเป็นผ้าผืนแล้วตัดเย็บเป็นสบงหรือจีวรก็ได้ ย้อมสีตากให้แห้งแล้วทำพิธีถวายพระสงฆ์ให้ได้ในวันนั้น เนื่องจากความยุ่งยากเหล่านี้ปัจจุบันเกือบไม่มีใครทำจุลกฐิน นอกจากบางวัดที่มีความพร้อมทุกอย่างทั้งทรัพยากรบุคคลและปัจจัยสนับสนุนก็จะทำขึ้นมา

 แต่แปลกที่มหากฐินไม่มีอะไรยุ่งยาก ทั้งที่มหานั้นแปลว่าใหญ่หรือมาก ในขณะที่จุลกฐินยุ่งยาก แม้ว่าจุลจะแปลว่าเล็กหรือน้อยก็ตาม

 กฐิน ยังจัดประเภทไปตามสถานะของผู้เป็นเจ้าภาพได้แก่ กฐินหลวง กฐินพระราชทาน กฐินที่กำหนดเป็นพระราชพิธี และกฐินต้น กฐินที่ว่านี้พระเจ้าอยู่หัวหรือผู้แทนพระองค์ หรือโปรดเกล้าฯ พระราชทานให้บุคคลหรือองค์กรเป็นเจ้าภาพนำกฐินไปทอด ส่วนกฐินราษฎร์ และกฐินสามัคคี เป็นกฐินสามัญที่คนธรรมดาทั่วไปเป็นเจ้าภาพ

 ความหมายของกฐิน

 ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ได้ให้ความหมายของกฐินไว้ว่า “กฐิน” หมายถึงผ้าพิเศษที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตแก่ภิกษุสงฆ์เฉพาะกฐินกาลตามศัพท์แปลว่า”ไม้สะดึง” คือไม้แบบสำหรับขึงเย็บจีวร ในพระวินัย ได้ให้ความหมายของกฐินไว้ว่า”กฐิน” หมายถึง พิธีกรรมที่ภิกษุผู้จำพรรษาครบ 3 เดือน ช่วยกันจัดทำผ้าที่ทายกถวายมาให้เป็นจีวร จนถึงอนุโมทนาของสงฆ์เป็นที่สุด
 พิธีกรรมจะเริ่มจากทายกเป็นผู้ถวายผ้าให้แก่สงฆ์ จากนั้นสงฆ์ก็จะมอบผ้านั้นให้ภิกษุรูปหนึ่งที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็นผู้กรานกฐิน (ทำกิจเกี่ยวกับกฐิน) ให้สำเร็จได้อย่างถูกต้อง เมื่อภิกษุผู้ได้รับมอบผ้าจากสงฆ์ กรานกฐินเสร็จแล้ว หลังจากภิกษุทุกรูปอนุโมทนาที่ตนกรานเสร็จแล้ว หลังจากภิกษุทุกรูปอนุโมทนาแล้วย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ เสมอกันทุกรูป จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 4

 ต้นบัญญัติกฐิน

 พระมหามงคล วชิโร วัดหาดใหญ่สิตาราม จังหวัดสงขลา เรียบเรียงเรื่องกฐินไว้น่าอ่านมากจึงขอถ่ายทอดมาดังนี้

 ในสมัยพุทธกาลพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่วัดเชตวัน ใกล้เมืองสาวัตถี ภิกษุชาวเมืองปาฐา จำนวน 30 รูป ประสงค์จะไปเฝ้าพระพุทธองค์ และร่วมจำพรรษา จึงพากันเดินทางไป แต่เมื่อเดินทางมาถึงเมืองสาเกตซึ่งอยู่ห่างจากเมืองสาวัตถีประมาณ 6 โยชน์ ก็ถึงวันเข้าพรรษาเสียก่อน จึงต้องจำพรรษาในเมืองสาเกตนั่นเอง ในระหว่างที่จำพรรษาอยู่ก็เกิดความกระวนกระวายใจ เพราะไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธองค์ตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก เมื่อออกพรรษาปวารณาเสร็จแล้ว จึงพากันเดินทางไปเมืองสาวัตถีทันที แต่ก็ประสบปัญหาในการเดินทาง เพราะช่วงนั้นยังเป็นฤดูฝนมีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินและถนนหนทางที่เดินไปเจิ่งนองไปด้วยน้ำและโคลน ร่างกายก็ดี ผ้าไตรจีวรก็ดี บริขารอื่นๆก็ดี ล้วนเปียกชุ่มและเปรอะเปื้อน นอกจากนั้นยังได้รับความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการเดินทางอีกด้วย

 เมื่อเดินทางมาถึงวัดเชตวันแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ทรงมีปฏิสันถารสอบถามถึงความเป็นอยู่  และปัญหาอุปสรรคในการเดินทาง  จึงกราบทูลตามความเป็นจริง  เมื่อทรงสดับเรื่องราวและปัญหาเหล่านั้นแล้วทรงเล็งเห็นความลำบากของภิกษุทั้งหลายที่ต้องเดินทางในขณะที่ฝนตกชุกอยู่  ทรงมีพระประสงค์จะให้ภิกษุทั้งหลายไม่ต้องลำบากด้วยการเดินทาง  และไม่ต้องลำบากด้วยจีวร  จึงทรงบัญญัติเรื่องกฐินแก่ภิกษุทั้งหลายว่า

 “ภิกษุทั้งหลาย  เราอนุญาตให้ภิกษุผู้รู้อยู่จำพรรษาแล้วกรานกฐินได้  ภิกษุผู้ได้กรานกฐินแล้ว  ย่อมได้อานิสงส์ 5 ประการ คือ เที่ยวไปโดยไม่ต้องบอกลา  ไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบทั้งหมด  ฉันคณโภชนะได้  เก็บผ้าอื่นที่นอกจากไตรจีวรได้ตามความต้องการ  และมีสิทธิได้จีวรที่เขาถวายแก่สงฆ์ในวัดนั้น”

ประโยชน์ของการบัญญัติกฐิน

 การที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติกฐิน  โดยทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบ 3 เดือน แล้วกรานกฐินได้  เป็นการอนุเคราะห์ให้ภิกษุทั้งหลายได้รับประโยชน์ ดังนี้

1. ไม่ต้องรีบร้อนเดินทางจาริกไปในที่อื่น

ตามปกติ  หลังจากออกพรรษาแล้ว  หากไม่มีกิจกรรมอื่นๆ  ในวัดที่ตนจำพรรษา  ภิกษุทั้งหลายจะรีบเดินทางจาริกไปในที่ต่างๆ  เพื่อแสวงหาจีวรใหม่บ้าง  เพื่อไปเฝ้าพระพุทธองค์  หรือเยี่ยมพระอุปัชฌาย์อาจารย์บ้าง  เพื่ออนุเคราะห์ญาติมิตร และประชุมในท้องถิ่นอื่นๆ บ้างทำให้ได้รับความลำบาก  ประสบปัญหาในการเดินทางเพราะยังอยู่ในช่วงฤดูฝน  หนทางยังเต็มไปด้วยน้ำและโคลนตม  แต่เมื่อภิกษุทั้งหลายมีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกันเกี่ยวกับกฐินจะเป็นการยืดระยะเวลาในการเดินทางออกไปอีก  และเมื่อกรานกฐินแล้วอยู่ในช่วงสิ้นสุดฤดูฝน  ทำให้เดินทางได้สะดวกสบายขึ้น

2. ได้ความสามัคคี

เนื่องจากกิจกรรมเกี่ยวกับกฐินพระพุทธองค์ทรงกำชับให้ภิกษุทุกรูปร่วมมือกันทำจีวร  จะถือตนว่าเป็นอุปัชฌาย์อาจารย์  หรือเป็นพระเถระผู้ใหญ่ไม่ได้  แม้พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ก็ทรงทำเป็นแบบอย่าง ทรงร่วมทำกิจกรรมกับพวกภิกษุในการเย็บผ้าทำจีวร  สำหรับกรานกฐิน  เช่น  พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ  ทรงร่วมกับพวกภิกษุทำจีวรสำหรับกรานกฐินของพระ   สุชาติเถระผู้เป็นพระอัครสาวก  ดังนั้น  การที่ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้เสมอกันไม่ถือตัวร่วมกันจัดทำและช่วยเหลือกันอยู่เช่นนี้จึงก่อให้เกิดความสามัคคี  สนิทสนม  คุ้นเคยกัน  นำความผาสุกมาสู่หมู่คณะ

3. ได้รับความสะดวกในการแสวงหาจีวร

ก่อนที่จะมีการบัญญัติกฐิน  พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้ภิกษุผู้จำพรรษาครบ 3 เดือนแล้ว  แสวงหาผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยนจีวรชุดเก่าได้  แต่ทรงกำหนดระยะเวลา  ให้แสวงหาได้เพียง 1 เดือน  นับแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไป  ภิกษุบางรูปไม่สามารถแสวงหาผ้าให้เพียงพอสำหรับทำจีวรได้  จะต้องใช้ผ้าจีวรชุดเก่าต่อไปอีก 1 ปี  แต่หลังจากนั้นที่ทรงอนุญาตกฐินแล้ว  ภิกษุผู้ได้กรานกฐินย่อมได้รับการผ่อนผันในการแสวงหาจีวรต่อไปอีก 4 เดือน

4. ได้รับความสะดวกในการใช้จีวร

ตามปกติภิกษุต้องรักษาไตรจีวร  คือใช้ผ้า 3 ผืน  แต่หลังจากได้กรานกฐินแล้ว  จะเก็บจีวรผืนใดผืนหนึ่งไว้  แล้วใช้เพียง 2 ผืนก็ได้ 

ผ้ากฐิน

ผ้าถือเป็นสิ่งสำคัญในการกรานกฐิน  ช่วยให้สำเร็จเป็นกฐินได้  ผ้าที่จะนำมาทำเป็นกฐินจึงต้องคัดเลือกให้ถูกต้องตามพระวินัย  เป็นผ้าที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้เท่านั้น 

ชนิดของผ้า

ผ้าที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตไว้  มี 6 ชนิด คือ
1. โขมะ  ผ้าเปลือกไม้
2. กัปปาสิกะ  ผ้าฝ้าย
3. โกเสยยะ  ผ้าไหม
4. กัมพละ  ผ้าขนสัตว์
5. สาณะ  ผ้าป่าน
6. ภังคะ  ผ้าที่ทำด้วยของ 5 อย่างข้างต้นเจือกัน
 ผ้าทั้ง 6 ชนิดนี้  ถูกต้องตามพระวินัยบัญญัติ  จีวรที่ทำด้วยผู้เหล่านี้  นำมาทำเป็นผ้าสำหรับกรานกฐินได้

 สีของผ้า

 เมื่อเลือกชนิดของผ้าได้แล้ว  ก็ต้องเลือกสีของผ้าด้วย  สีผ้าจีวรนั้นต้องเป็นสีที่เหมาะแก่การใช้ของนักบวช  ส่วนใหญ่เป็นสีที่ทำมาจากสีธรรมชาติ  และมีรสฝาดได้แก่  สีของเหง้า  เปลือกไม้  แก่นไม้  ใบไม้  ดอกไม้  หรือผลไม้  นำส่วนใดส่วนหนึ่งมาต้มเคี่ยว  ให้ได้สีตามต้องการ  การย้อมผ้ากฐินจะใช้สีเหล่านี้ก็ได้  หรือจะใช้สีเคมีที่มีขายในปัจจุบันก็ได้

 รูปแบบของผ้า

 สำหรับรูปแบบของผ้าจีวร  ที่พระภิกษุใช้มีรูปแบบเดียวมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล  ครั้งแรกการใช้จีวรของภิกษุยังไม่มีรูปแบบดังที่เห็นในปัจจุบัน พระภิกษุใช้จีวรที่เป็นผ้าผืนเดียวตลอดทั้งผืน ต่อมาพระพุทธองค์ทรงให้พระอานนท์  ออกแบบจีวรเสียใหม่โดยทรงใช้ให้ดูผืนนาที่ต่อเนื่องกันของชาวมคธ ที่มีคันนาคั่นผืนนาแต่ละผืนออกจากกัน โดยมีผืนนาใหญ่บ้างเล็กบ้าง ซึ่งมีขนาดแตกต่างกันไป  พระอานนท์จึงนำมาเป็นแบบอย่างในการตัดจีวร  โดยนำผ้ามาตัดเป็นแผ่นเล็กแผ่นน้อย  เย็บต่อกันเข้าเป็นรูปจีวร  ที่มีผืนใหญ่ผืนหนึ่งและผืนเล็กผืนหนึ่ง  จากนั้นนำผ้าทั้ง 2 ผืนมาต่อกัน  โดยมีผ้าแผ่นเล็กอีกผืนหนึ่งคั่นในระหว่าง  เรียกผ้าผืนเล็กคั่นกลางนั้นว่า  อัฑฒกุสิ (คันนาขวาง)  ก็จะได้ผ้าคู่หนึ่ง  ทางด้านตั้งที่ประกอบด้วยผ้าผืนใหญ่ผืนหนึ่ง  และผืนเล็กผืนหนึ่ง  โดยมีผ้าแผ่นเล็กคั่นกลางเรียกว่า ขัณฑ์

 เมื่อนำผ้าที่เย็บติดกันเป็นคู่ จำนวน 5 คู่มาเย็บต่อกันเป็นผืนยาว  โดยมีผ้าผืนเล็กคั่นยาวตลอดแนวของแต่ละคู่ก็จะได้จีวรที่มีรูปผ้า 5 คู่  มีผ้าเล็กคั่น  ระหว่างผ้าผืนใหญ่และผืนเล็กรวมกันเป็นคู่ๆ  เรียกว่า ขัณฑ์  ส่วนผ้าแผ่นเล็กคั่นระหว่างขัณฑ์  เรียกว่า กุสิ (คันนายาว)  หลังจากนั้นก็ติดชายผ้าให้เป็น 2 ชั้น  ตรงขอบรอบนอกแล้วเย็ยห่วงและลูกดุมสำหรับเกี่ยวเพื่อไม่ให้ผ้าหลุดจากกัน  หลังจากที่ห่มแล้ว  ซึ่งเมื่อห่มจีวรแล้วห่วงและลูกดุมจะติดอยู่บริเวณชายผ้า  ตรงกับหัวเข่า  รูปแบบการเย็บดังกล่าวนี้  เป็นรูปแบบจีวรที่สืบทอดมาถึงปัจจุบัน  ดังที่พระภิกษุสามเณรใช้ห่มในปัจจุบัน

 การออกแบบจีวรให้มีลักษณะดังกล่าว  นับว่าเป็นประโยชน์แก่ภิกษุมาก  ทำให้ภิกษุไม่ถูกลักจีวรเหมือนเมื่อก่อน  เพราะคนทั่วไปนิยมใช้ผ้าที่เป็นผืนเดียวตลอดทั้งผืนไม่นิยมผ้าที่ตัดเช่นนั้น  เพราะถือว่าเป็นกาลิกิณี  และการใช้จีวรที่มีรูปแบบดังกล่าว  ทำให้สัมผัสที่มาถูกตัวภิกษุไม่อ่อนนุ่ม มีความหยาบกระด้าง  ทำให้ความคิดไม่โน้มเอียงไปในทางกามคุณ  แต่โน้มเอียงไปในการประพฤติปฏิบัติธรรมเพื่อคลายกามคุณผ้าจีวรที่พระภิกษุใช้นุ่งห่มเป็นประจำมี 3 ผืน  เรียกว่า ไตรจีวร  ได้แก่ผ้าสังฆาฏิ  ผ้าอุตราสงค์  และผ้าอัตรสาวก

 ตามพระวินัยผ้าที่ภิกษุใช้ทั้ง 3 ผืน  ต้องตัดเย็บให้เป็นรูปผืนนาที่เรียกว่า ขัณฑ์  อย่างน้อย 5 ขัณฑ์  ห้ามเป็นขัณฑ์คู่  คือ 6 ขัณฑ์เป็นต้น  หากผ้าไม่พอจะตัด 2 ผืน  ไม่ตัดผืนหนึ่งก็ใช้ได้ 

 ลักษณะของผ้าที่ใช้เป็นผ้ากฐินได้
 ลักษณะของผ้าที่จะนำมาถวายเป็นผ้ากฐิน  ตามที่พระพุทธองค์ตรัสไว้มีดังนี้

1. ผ้าใหม่  หมายถึงผ้าที่ยังไม่เคยถูกใช้
2. ผ้าเทียมใหม่  หมายถึงผ้าที่เคยผ่านการสักมาแล้ว 2-3 ครั้ง
3. ผ้าเก่า  หมายถึงผ้าที่เก็บไว้นานโดยที่ไม่ได้ใช้
4. ผ้าบังสุกุล  หมาถึงผ้าที่ไม่มีเจ้าของทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ
5. ผ้าที่ขายไม่ได้  หมายถึงผ้าที่เจ้าของร้านทิ้งแล้ว

ผ้าที่สงฆ์จะนำมากรานกฐินได้ต้องเป็นผ้าที่ไม่มีพันธะผูกพันหรือเป็นผ้าที่มีลักษณะไม่ผิดวินัยอย่างใดอย่างหนึ่ง  ถึงแม้ผ้านั้นจะเป็นผ้าที่ได้มาอย่างบริสุทธิ์ถูกต้องตามกฎหมายของบ้านเมืองก็ตาม  หากไม่ถูกต้องตามข้อกำหนดเกี่ยวกับกฐินในพระวินัย  ก็ถือว่าเป็นโมฆะไป  ไม่สามารถนำมาใช้กรานกฐินได้

 อานิสงส์ของผู้ถวายผ้ากฐิน

 การถวายผ้ากฐิน  จัดเป็น “กาลทาน”  ทายกผู้ประสงค์จะถวายผ้ากฐินต้องเป็นผู้เห็นอานิสงส์ หรือประโยชน์ที่ภิกษุสงฆ์  จะได้รับเป็นสำคัญพร้อมทั้งต้องเป็นผู้มีศรัทธา มีความเพียร มีความตั้งใจมั่น และมีความรู้ในเรื่องกฐินเป็นอย่างดี จึงจะได้รับอานิสงส์จากการถวายกฐินอย่างสมบูรณ์  ซึ่งอานิสงส์ในส่วนของทายกผู้ถวายผ้ากฐินนี้  เป็นอานิสงส์ในส่วนของทานกุศล  กล่าวคือ  ผลที่ผู้ถวายทานจะพึงได้รับ 5 ประการ ที่พระพุทธองค์ตรัสไว้

1. ผู้ให้ทานย่อมเป็นที่รักที่พอใจของคนหมู่มาก
2. สัตบุรุษผู้สงบย่อมคบหาผู้ให้ทาน
3. กิตติศัพท์อันงามของผู้ให้ทานย่อมขจรไป
4. ผู้ให้ทาย่อมไม่ห่างเหินจากธรรมของคฤหัสถ์
5. ผู้ให้ทานหลังจากตายแล้วย่อมเกินในสุคติโลกสวรรค์

 อานิสงส์ 5 ประการเหล่านี้  เป็นอานิสงส์ที่ผู้ถวายกฐินจะพึงได้รับ  ทั้งยังเป็นผู้ไม่มีอุปสรรค  และอันตรายในการเดินทาง ไม่ต้องทุกข์ทรมานเพราะภาระหนักต่างๆ  มีอาหารการกินสมบูรณ์ รักษาสมบัติไว้ได้โดยไม่เสียหายไป  เพราะไฟและโจรเป็นต้น  ทรัพย์สมบัติพอกพูนขึ้นด้วยอำนาจของบุญ อานิสงส์เหล่านี้จะเกิดขึ้นเองตามสมควรแก่เหตุและเป็นไปเพื่อความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าแล

..........................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์  ฉบับวันอาทิตย์ที่ 16 ตุลาคม 2548

10 พฤศจิกายน 2550
เวลา 07:19 น. [A-1096]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com