formumandme.com  
   การศึกษาทางเลือก…ประตูสู่ความหลากหลายทางการศึกษา  

pic_no_1842_syudy.jpgการศึกษาทางเลือก…ประตูสู่ความหลากหลายทางการศึกษา

สารพัดความทุกข์ที่บรรดาเด็กน้อยของเราได้ประสบเมื่อไปโรงเรียน นำไปสู่การไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากเรียนหนังสือ หรือเรียนไปแกนๆ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนบั่นทอนความสดใสตามวัย ความสนใจใคร่รู้ต่อสิ่งต่างๆ รวมทั้งประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของเด็กๆทั้งสิ้น พ่อแม่ได้แต่มองภาพเหล่านี้ด้วยความสงสารลูกจับใจ แต่เหมือนไม่มีทางเลือก ในเมื่อระบบการศึกษาบ้านเรามันเป็นอย่างนี้

แต่ปัจจุบันด้วยกระแสปฏิรูปการศึกษาที่ก่อให้เกิดพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับล่าสุด เปิดโอกาสให้พ่อแม่มีทางเลือกทางการศึกษามากขึ้น เกิดความหลากหลายทางการศึกษาที่นอกเหนือจากการศึกษาในกระแสหลัก เพื่อเด็กๆจะได้มีความสุขกับการเรียนรู้อย่างเต็มศักยภาพ ในโอกาสที่เปิดกว้างเช่นนี้ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งได้รวมตัวกันก่อตั้ง “สภาการศึกษาทางเลือก” ขึ้น
 รัชนี ธงไชย ประธานสภาการศึกษาทางเลือก ครูใหญ่โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก เป็นตัวแทนบอกเล่าที่มาของสภาฯ นี้ค่ะ

ที่เหล่านั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร

 เกิดจากกลุ่มคนที่เห็นจุดอ่อนของการศึกษาในกระแสหลัก จึงได้รวมตัวกันทำงานเรื่องการศึกษาทางเลือก มีทั้งที่ทำในรูปของโครงการเล็กๆในรูปของโรงเรียน ในรูปของพ่อแม่ที่ทำงานการศึกษากับลูก ซึ่งเป็นที่มาของสภาการศึกษาทางเลือกหรือคะ

 เราเห็นว่าเราน่าที่จะรวมตัวกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อทำความรู้จักกัน ก็เริ่มต้นขึ้นมาโดยใช้คำว่า กลุ่มเครือข่ายเสรีภาพทางการศึกษาก่อนแล้วต่อมาช่วงที่พรบ.การศึกษาแห่งชาติกำลังร่างอยู่เราพบว่าพรบ.การศึกษาแห่งชาตินั้น ไม่มีมาตราใดเลยที่จะเปิดให้ประชาชนได้ทำการศึกษา เรามักจะพูดอยู่เสมอว่าต้องคืนการศึกษาให้ประชาชน แต่การศึกษายังคงเป็นเรื่องที่รัฐให้ประชาชนเข้าไปในระบบการศึกษาที่จัดโดยรัฐ ซึ่งเราชี้อยู่เสมอว่าระบบโรงเรียนของรัฐมีปัญหาเนื่องจากสังคมเปลี่ยนแปลงแล้ว แต่ระบบโรงเรียนยังนิ่ง ไม่เปลี่ยนแปลง ยังคงครอบงำทางความรู้ความคิด และสร้างวัฒนธรรมเงียบให้กับผู้เรียน และระบบการแข่งขันก็ดึงเอาคนเก่งของชุมชนออกมาหมด ทำให้หมู่บ้านไม่มีการฟื้นตัวเลย มีแต่ทรุดลงไปเรื่อยๆ เราจะเห็นว่ามันเป็นปัญหาของระบบการศึกษาทั้งสิ้น

 เราก็เลยคิดว่าไหนๆ จะมีกฎหมายการศึกษาแห่งชาติแล้ว ก็น่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้จัดการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อแม่ หรือว่ากลุ่มผู้ที่สนใจแนวคิดและปรัชญาการศึกษาใหม่ๆ รวมทั้งกลุ่มประชาชน ซึ่งมีปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำท้องถิ่นที่มีความสนใจในเรื่องการศึกษา ก็น่าจะเปิดโอกาสให้เขาได้ทำการศึกษาให้เหมาะกับพื้นที่และชุมชนของเขา เพื่อเป็นฐานในการนำไปพัฒนาชุมชนเขาให้เข้มแข็ง เราเลยรวบตัวกันผลักดันให้เกิดกระแสทางเลือกทางการศึกษา

 ต่อมาเราก็ทำเป็นองค์กร โดยที่เราจะให้ชื่อว่า “สภาการศึกษาภาคประชาชน” เพราะความรู้สึกว่าถ้าชื่อนี้มันเข้าถึงประชาชนได้ทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็นคนยากคนจน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ หรือคนชั้นกลาง หรือคนร่ำรวย ซึ่งคนร่ำรวยนั้นเขาก็มีทางเลือกอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่เรียนโรงเรียนรัฐ ก็ไปโรงเรียนนานาชาติหรือไม่ก็ไปต่างประเทศเลย ทางเลือกเขาเยอะว่า แต่ถึงอย่างไรการศึกษาภาคประชาชนก็อยากให้เข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ คนร่ำรวยเขาต้องรู้จักประเทศเขา รู้จักคนยากจน ถ้าไม่รู้จักเลย ถ้าวันไหนที่เขาเข้ามาเป็นผู้มีอำนาจ เช่นเป็นฝ่ายรัฐบาลดูแลบริหารประเทศ จะรู้จักคนยากคนจนในจินตนาการเท่านั้นว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่รู้จักจริงๆ เพราะฉะนั้นจึงมองว่าการศึกษาภาคประชาชนน่าจะเข้าถึงคนทุกกลุ่ม

 แต่ความคิดเรื่องการศึกษาทางเลือกก็ยังมีอยู่และในตอนที่เราร่างพรบ.การศึกษา เรารวมตัวกันเป็น “คณะกรรมาธิการการศึกษาภาคประชาชน” ตอนนั้นเราใช้ชื่อ เพื่อร่างกฎหมายของเรา ส่งเข้าไปกับคณะอนุกรรมการร่างพรบ.การศึกษาแห่งชาติ เราก็พบว่าถ้าเราไม่ใช้คำว่า “ทางเลือก” คนก็จะเข้าใจสับสนว่าเป็นภาคประชาชน แต่ไม่ใช่ทางเลือก คนจะมองว่าจะมีการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่งเท่านั้น คือถ้าไม่ใช่ของรัฐก็จะเป็นแบบนี้ ซึ่งก็จะเป็นแบบเดียวอีก เพราะฉะนั้นเราหันมาใช้คำว่า “ทางเลือก” ดีกว่าคนจะได้รู้สึกว่ามันหมายถึงระบบการศึกษาที่หลากหลายนะ ไม่ได้มีเพียงทางสองทางเท่านั้น

 พอใช้คำว่า “ทางเลือก” แล้วก็กลายเป็นว่าการจัดการศึกษาโดยระบบของรัฐที่มีอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นรูปของโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชนซึ่งก็มีหลักสูตรเดียว ระบบเดียว จะกลายเป็นทางเลือกหนึ่งของประชาชน หมายความว่าคนที่คิดว่าตัวเองสามารถจะอยู่ในระบบการศึกษาระบบเดียว ที่เราเรียกว่า ระบบการศึกษากระแสหลัก ซึ่งเขาสามารถเป็นผู้ชนะ และเรียนอย่างมีความสุขได้ เขาก็เลือกทางนี้ แต่ถ้าผู้เรียน หรือพ่อแม่ที่รู้จักลูกดีแล้วแล้วอยากจะเลือกโรงเรียนให้กับลูก แล้วคิดว่าเอ๊ะ...ถ้าไม่ใช่ในระบบรัฐบาล จะมาทางอื่นดีมั้ย เช่น มาทางปรัชญาอื่นๆ ปรัชญาวอลดอร์ฟ มอนเตสซอรี่หรือปรัชญาพุทธศาสนา หรือปรัชญาศาสนาอื่นๆ ที่เขาอยากจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับศาสนา วัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเขา พ่อแม่ก็อาจจะเลือกให้ลูกเขาได้
 เราก็เลยคิดว่านำเสนอเป็นทางเลือกก็แล้วกันเลยใช้ชื่อว่า “สภาการศึกษาทางเลือก”

สภานี้มีจุดหมายในการทำงานอย่างไร

 จุดหมายในการทำงานของเรานั้นจะมี 2 ส่วน คือ ทำงานในส่วนของ hot issue เช่น มีการเคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ที่เราทำไปแล้วก็คือ เรื่องพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ตอนนี้เรามาทำงานเคลื่อนไหวเรื่องกฎหมายลูก คือ

กฎหมายที่จะสอดคล้องกับมาตร 12 ของพรบ.การศึกษาแห่งชาติที่เปิดการทำการศึกษาทางเลือกได้มาตร 12 พูดว่า “นอกเหนือจากรัฐแล้ว บุคคล ครอบครัว องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน สถานประกอบการ สถาบันศาสนา สถาบันทางสังคมอื่นๆ ก็สามารถจัดการศึกษาได้” นี่หมายถึงว่าทุกคนสามารถจัดการศึกษาได้ตามแนวคิด ปรัชญา หรือความเชื่อของตัวเองเราก็มารวมตัวกันร่างกฎหมายลูกของมาตรานี้ โดยเราเสนอตัวเข้าไปทำงานร่วมกับคณะกรรมการร่างกฎหมายประกอบมาตร 12 ซึ่งเราก็ได้รับความร่วมมือจากประธานฯ อย่างดี ให้เราเข้าไป 9 คน เป็นจำนวนเท่าเทียมกันกับที่มาจากหน่วยงานของรัฐ เราก็เริ่มร่างกฎหมายของโฮมสคูลก่อน

 อีกอย่างเราก็ทำในเรื่องของศูนย์ทรัพยากรการศึกษาเลือก นั่นคือเป็นแหล่งรวบรวมความรู้ในเรื่องของปรัชญาการศึกษาทั่วโลกและเมืองไทยด้วย และเป็นแหล่งข้อมูลให้รู้ว่าในเมืองไทยมีแหล่งการศึกษาทางเลือกอยู่ที่ไหนบ้าง ทำแบบไหน และมีปรัชญาอย่างไรบ้าง ใครสนใจปรัชญาไหนก็จะไปศึกษาได้ อีกอย่างที่เราอยากจะทำคืองานวิจัยและพัฒนา นั่นคือเราพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในแง่ของการเข้าไปช่วยวิจัย เพื่อเอาข้อมูลมาทำงานพัฒนาการศึกษาทางเลือก ทั้งที่อยู่ในรูปของโรงเรียนทางเลือก โครงการเล็กๆ หรือรวมทั้งพ่อแม่ นี่เป็นความฝันของศูนย์ทรัพยากรการศึกษาทางเลือก จะเห็นว่าเราทำทั้ง 2 ด้านด้านหนึ่งคือรณรงค์ hot issue และด้านวิชาการ ข้อมูล

ทำไมถึงเริ่มร่างกฎหมายของโฮมสคูลก่อน

 คิดว่าตอนนี้โฮมสคูลเริ่มเป็นกระแส เราพบว่าลูกชนชั้นกลางหลายคนปฏิเสธระบบโรงเรียน เนื่องจากระบบโรงเรียนที่จัดโดยรัฐ ไม่ว่าจะเป็นในรูปของโรงเรียนรัฐบาลหรือเอกชน ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของเด็กได้ทุกกลุ่ม เช่น เด็กปัญญาเลิศ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กที่มีปัญหา พฤติกรรมอารมณ์ รวมทั้งเด็กพิการ

 พ่อแม่เด็กกลุ่มนี้บางคนจึงหันมาจัดการศึกษาให้กับลูกเอง ก็เลยกลายเป็นกระแสความต้องการของพ่อแม่ที่มีสูง ในขณะเดียวกันกลุ่มคนยากคนจนก็ต้องการการจัดการศึกษาพิเศษ แต่คนในสังคมไทยส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจเรื่องโฮมสคูล คิดว่าคงเป็นการศึกษาที่จัดเน้นเพื่อให้เด็กเข้าไปสนองตลาด เข้าไปแข่งขันในตลาด ยังคิดว่าแค่เราเอาหลักสูตรของกระทรวงมาสอนในบ้านโดยพ่อแม่สอนกับลูกตัวต่อตัว

 ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ มันเป็นการสอนที่สอดคล้องกับความต้องการของลูก แต่ในแง่ของคนยากจน ตัวเองมองว่าก็สามารถทำโฮมสคูลได้ อย่างเช่น พ่อแม่เป็นชาวนาก็สอนลูกทำนา การสอนลูกทำนา ไม่ได้แค่การเอาแรงงานลูกเข้าไปลงในนา แต่มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรม การเอื้ออาทรกัน เป็นเรื่องของสังคมโลกทัศน์ ชีวทัศน์ มันรวมกันหมดเลยในแง่ของการทำนา ในแง่ของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และยังเป็นความเป็นอยู่แบบไทยด้วยซ้ำ แถมยังได้รู้เรื่องชุมชนลูกสามารถเรียนได้หมดเลย จากการที่เขาได้อยู่ร่วมใช้ชีวิตกับพ่อ

 แต่โฮมสคูลแบบนี้คนส่วนใหญ่มักปฏิเสธ เพราะกลัวว่าพ่อแม่ที่เป็นลูกชาวนาจะเอาเปรียบลูก เอาลูกมาใช้แรงงาน ซึ่งตรงนี้ต้องเปิดทัศนคติออกไปอีกว่า คนจนก็สามารถทำโฮมสคูลได้โดยทำในเรื่องของวีถีชีวิตและการทำมาหากินของเขา ซึ่งมันจะเกี่ยวโยงกับวัฒนธรรม ศาสนา เอกลักษณ์ชุมชนทั้งหมดเลย ไม่จำเป็นต้องไปมองว่าโฮมสคูลเป็นเรื่องของชั้นกลางเท่านั้น

 ทีนี้ถ้าคนในสังคมยังมองภาพของคนยากคนจนไม่เห็นเด่นชัดแบบนี้ การทำโฮมสคูล ของคนยากคนจนก็ลำบาก ต้องมีองค์กรพัฒนาเอกชนหรือองค์กรชุมชนเข้ามารองรับ เพื่อให้การศึกษาสำหรับคนยากคนจนดำเนินไปได้ในกระแสทางเลือก

 ปรัชญาการศึกษาแนวต่างๆนั้น เช่น วอลดอร์ฟ มอนเตสซอรี นีโอฮิวแมนนิส ฯลฯ ตอนนี้โรงเรียนเอกชนบางแห่งก็มีการนำไปใช้ มันแตกต่างกันอย่างไร กับที่โรงเรียนแบบการศึกษาทางเลือกนำไปใช้

 โรงเรียนเอกชนที่จัดอยู่นั้น ต้องตั้งคำถามว่าเอาแนวคิดเหล่านั้นมากี่เปอร์เซ็นต์ พ่อแม่ชนชั้นกลางและพ่อแม่ที่มีฐานะที่เอาลูกเข้าโรงเรียนเหล่านี้ คือ ผู้ชนะในระบบแข่งขันของระบบโรงเรียน คือในกระแสหลักมันเน้นการแข่งขันสูง เพราะเราต้องการผลิตคนเพื่อไปแข่งขันในระบบตลาดโลก แล้วพ่อแม่ที่เป็นชนชั้นกลางก็คือผู้ชนะ เพราะฉะนั้นเขาก็คงต้องการให้ลูกเขาเป็นผู้ชนะเช่นกัน ถึงคุณจะใช้ปรัชญาอื่นพ่อแม่ก็ต้องตั้งคำถามว่า...ลูกเขาจะเป็นผู้ชนะหรือเปล่า เพราะฉะนั้นต้องตั้งคำถามกับโรงเรียนที่บอกว่าใช้ปรัชญาโน้นปรัชญานี้ ว่าใช้กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วยังคงต้องการให้เด็กเป็นผู้ชนะกี่เปอร์เซ็นต์

 แต่ถ้าเป็นการศึกษาทางเลือก ต้องใช้ปรัชญานั้น 100 เปอร์เซ็นต์ พูดง่ายๆว่าเราไม่สนใจว่าลูกของเราจะเป็นผู้ชนะหรือเปล่า แต่เราสนใจว่าลูกเราจะพัฒนาความเป็นมนุษย์สมบูรณ์หรือไม่ ถ้าเขาสมบูรณ์ เขามีความสุข เราก็เชื่อว่านั่นแหละคือฐานที่สำคัญของชีวิต แล้วต่อไปเขาจะเป็นคนเลือกเองว่าเป็นอะไร เป็นนักดนตรี นักวิทยาศาสตร์ผู้มีความสามารถ หรือจะเป็นนักการตลาดก็ได้ เขาจะเลือกของเขาเองเมื่อเขาโตสมบูรณ์แล้ว แต่หน้าที่ของเราก็คือให้ฐานชีวิตที่มั่นคงกับเขาก่อน

 แต่บางทีอุปสรรคที่โรงเรียนจัดไม่ได้อย่างที่ต้องการ ก็เกิดจากพ่อแม่เหมือนกัน ถ้าพ่อแม่บอกว่าคุณเน้นแต่การวาดรูป เน้นแต่นิทาน ไม่เน้นเพื่อการเรียนเลย จบของคุณแล้วลูกต้องไปสอบต่อนะลูกสอบไม่ได้ เขาก็ไม่อยากให้ลูกเรียนที่นี่ เอาลูกออกมาโรงเรียนก็อยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นโรงเรียนก็ต้องจัดสัดส่วน เพราะตอบสนองความต้องการของพ่อแม่

โรงเรียนทางเลือกเหล่านี้มีใบอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการไหมคะ

 บางโรงเรียนก็ขออนุญาตเปิดกับสช.เลยค่ะ แต่ถ้าถามว่าถูกระเบียบมั้ย ก็ยังพูดไม่ได้ เพราะตามที่เราขออนุญาตเปิดจากสช. โรงเรียนที่เปิดได้จะมี 3 รูปแบบ คือรูปแบบที่หนึ่งเป็นแบบสามัญ อย่างโรงเรียนหมู่บ้านเด็กจะเป็นแบบสามัญ แบบที่สองต้องเสนอหลักสูตรให้กระทรวงพิจารณาอนุมัติ แบบที่สามคือแบบกองการศึกษาพิเศษ ซึ่งเปิดให้คนพิเศษ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนพิการ หรือเด็กที่มีปัญหาต่างๆ

 แต่ในแนวคิดของการศึกษาทางเลือก มันไม่ได้นิ่งตายตัวเหมือนโรงเรียนของรัฐที่กำหนดหลักสูตรตายตัว กว่าจะเปลี่ยนหลักสูตรทีก็ 10 – 15 ปี ไปแล้วแต่ระบบยังเหมือนเดิม ยังเป็นระบบอำนาจนิยมและก็แข่งขันเข้าสู่ตลาดอยู่เหมือนเดิม

 การศึกษาทางเลือกจะมีพัฒนาอยู่เรื่อยๆอย่างหมู่บ้านเด็ก เราเริ่มจากปรัชญาซัมเมอร์ฮิลล์ แต่พอเราเห็นว่าซัมเมอร์ฮิลล์ไม่ได้ให้คำตอบอะไรหลายๆ อย่างในแง่ของชีวิต เราก็เอาพุทธศาสนามาผสมผสาน แต่เราเห็นว่ายังไม่เป็นองค์รวม เราก็เอาแนวเกษตรธรรมชาติมาผสมผสาน แต่ทั้ง 3 แนว เป็นแนวคิดในการเลี้ยงดูเด็กเหมือนกันหมด แล้วเราก็ยังพัฒนาเป็นการศึกษาชุมชนอีก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเราเองพัฒนาตัวเราอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าเราทำอย่างนี้แล้วต้องทำตามกฎกระทรวง ไม่มีทางทำได้ เพราะหลักสูตรของเราจะเบนจากที่เราขออนุญาตครั้งแรกไปเรื่องยๆ แต่ปัจจุบันยังพูดไม่ได้ว่าเป็นความใจกว้าง หรือเป็นความอ่อนแอของระบบราชการของรัฐ เราจึงยังคงทำอย่างนี้อยู่ได้

 แต่ตอนนี้ในแง่ของกฎหมายของรัฐธรรมนูญเราไม่ผิด เพราะกฎหมายมาตรา 42 ใช้คำว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ การศึกษา อบรม การเรียนการสอน การวิจัย” จะเห็นได้เลยว่าเรามีเสรีภาพ เพราะฉะนั้นการศึกษาทางเลือกจึงอยู่ในมาตรา 42 นี้ เราไม่ผิดในแง่กฎหมายแม่ของประเทศและในแง่พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เพียงแต่ยังไม่มีกฎหมายประกอบว่าใครเป็นหน่วยงานที่จะรับผิดชอบเราเท่านั้น

มีคำแนะนำอย่างไรบ้างสำหรับพ่อแม่ที่สนใจจะทำโฮมสคูล

 ขณะนี้กฎหมายประกอบมาตรา 12 ของพรบ.การศึกษาแห่งชาติปี 2542 ยังไม่ออกนะคะ เราก็ใช้กฎหมายอื่นเข้ามาแทน นั่นคือว่าพ่อแม่ที่จะทำโฮมสคูลไม่ว่าจะเป็นแบบแยกเดี่ยว หรือรวมกันเป็นกลุ่มก็สามารถลงชื่อรวมกันไว้ที่โรงเรียนหมู่บ้านเด็กก่อน เพื่ออย่างน้อยพ่อแม่ไม่ผิดกฎหมาย พรบ.การศึกษาประถมศึกษาแล้วลูกก็มีโอกาสได้รับใบวุฒิบัตรเพื่อไปเทียบโอนกับโรงเรียนอื่นได้ พ่อแม่ก็เอาหลักฐานเอกสารของลูกมาที่หมู่บ้านเด็ก เราจะลงทะเบียนให้ แล้วหมู่บ้านเด็กก็จะทำหน้าที่ประสานกลุ่มเครือข่ายพ่อแม่เรื่องโรงเรียนทางเลือกให้มีโอกาสได้มาร่วมประชุมพูดคุยกันเพื่อที่จะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ได้เรียนรู้กัน ตั้งแต่เรื่องการทำหลักสูตร แนวทางการเรียนการสอน การประเมินผลผู้เรียนและคุณภาพของสิ่งที่เราทำอยู่ หมู่บ้านเด็กจะทำหน้าที่ประสานอย่างนี้ให้ก่อนจนกว่าจะมีกฎหมายออกมาแล้วมีหน่วยงานรับผิดชอบ

 คนที่จะทำโฮมสคูลในช่วงนี้ก็สามารถจะมาประสานกันได้ โดยผ่านมาทางคณะกรรมการของสภาการศึกษาทางเลือกค่ะ

สมมติว่าพ่อแม่มีลูกอยู่ในโรงเรียน แล้วรู้สึกสนใจในแนวการศึกษาทางเลือก จะมีคำแนะนำเขาอย่างไร
 พ่อแม่ที่ทำโฮมสคูลไม่ได้ อาจจะด้วยเหตุผลต้องทำงานหรืออะไรก็ตาม แต่สนใจโรงเรียนทางเลือกก็ให้แสดงความสนใจออกมานะค่ะ เพราะจะทำให้คนที่คิดอยากจะทำโรงเรียนทางเลือกมีความมั่นใจมากขึ้น หลายคนอยากทำแต่กลัวว่าจะไปไม่รอด เพราะไม่มีคนไปเรียน

 การทำโรงเรียนมันก็ต้องมีการลงทุนเหมือนกัน แต่การลงทุนมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับกฎกระทรวงที่เรากำลังร่างว่าถ้าเปิดเป็นศูนย์การเรียน.....คือ พรบ.การศึกษาแห่งชาติเขาไม่ให้ใช้คำว่าโรงเรียนนะ เราจะเปิดศูนย์การเรียน เราจะต้องลงทุน ถ้าเราลงทุนแล้วมีผู้สนใจจริง ก็น่าที่จะลงทุน เพราะคนที่มีความฝันหรือคนหนุ่มสาวอยากทำมีเยอะ

 ถ้าพ่อแม่ออกมาแสดงเจตจำนงชัดเจนแบบนี้ก็น่าจะเกิดการขยายของศูนย์การเรียนการศึกษาทางเลือกขึ้นมาได้ ตอนนี้ก็มีการคุยกันอยู่ว่าน่าจะทำโรงเรียนให้คนชั้นกลางบ้างโดยค่าเรียนไม่แพง ไม่กี่พัน ตัวเองคิดว่าถ้ากฎกระทรวงออกมาเรื่องพื้นที่ เรื่องอาคาร จะทำให้เราลงทุนน้อย ทำโรงเรียนเล็กๆเด็กสัก 50 – 60 คนจะได้คุณภาพด้วย

 แต่พ่อแม่บางคนยังไม่พร้อมที่จะออกมาจัด หรือไม่ก็เห็นว่าโรงเรียนทางเลือกนั้นอยู่ไกลบ้าน พอใจปรัชญาวอลดอร์ฟ แต่อยู่โน่น...ชายแดน ส่งลูกไปไม่ไหว ก็น่าที่จะรวมตัวกันแล้วใช้สมาคมครูหรือผู้ปกครองที่มีอยู่ ให้เป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกับโรงเรียนของลูก ตัวเองมองว่าโรงเรียนของรัฐก็เป็นทางเลือกหนึ่งของพ่อแม่ ของผู้เรียน เราก็น่าจะไปผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบโรงเรียนของรัฐ

 ซึ่งตอนนี้ระบบโรงเรียนของรัฐ พรบ.การศึกษาแห่งชาติก็เปิดแล้วว่าให้มี 3 รูปแบบ คือทั้งในระบบ นอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย แล้วในมาตรา 15 ของพรบ.การศึกษาแห่งชาติ ซึ่งให้คำจำกัดความการศึกษานอกระบบ ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องของการศึกษาแบบที่กศน.จัด คือเอาวิชาสามัญที่เราเรียน 3 ปีเต็ม มาย่อให้มาเหลือแค่ 1.5 – 2 ปี แต่เขาจะมีหลักสูตรที่ยืดหยุ่นและต่อเนื่อง ซึ่งถ้าพ่อแม่เข้าใจการศึกษาข้อนี้แล้วไปผลักดันให้เปิดการศึกษานอกระบบในโรงเรียนของลูกจะทำให้สามารถปรับเปลี่ยนระบบตรงนี้ให้เข้ากับลูกเราได้

เด็กที่ผ่านการศึกษาทางเลือกมา จะไปเทียบโอนได้อย่างไรคะ

 เด็กจะได้วุฒิบัตรรับรองแล้วนำไปเทียบโอน พ่อแม่จะสนใจกันมากกว่า ลูกได้วุฒิจากโรงเรียนเหล่านี้แล้วจะไปเทียบโอนกับโรงเรียนได้อย่างไร ซึ่งเรื่องนี้เราเสนอความคิดไปในกฎหมายการเทียบโอนว่าต้องเปิดการเทียบโอนให้หลากหลาย เช่น เด็กสนใจการวาดรูป เขาก็เรียนการวาดรูปมาตลอดเลย เขาก็รู้สึกภูมิใจ มีความสามารถและได้วุฒิของหมู่บ้านเด็กในเรื่องการวาดรูป แต่เมื่อเขาอยากเข้าเพาะช่างเขาไปสอบเทียบโดยเอามาตรฐานของเพาะช่างมาประเมิน แล้วเขาก็ได้มาตรฐานของเพาะช่าง เขาก็มีสิทธิ์เข้าไปเรียน ตอนนี้เรากำลังเสนอไป ก็ตามดูอยู่ว่ากฎหมายจะออกมาแบบนี้หรือเปล่า หากเป็นแบบนี้ได้ มันจะมีทางเลือกมากมาย เกิดความหลากหลาย ที่สำคัญเราจะได้คนที่มีคุณภาพจริงๆมากขึ้น

มาถึงตรงนี้ อยากฝากอะไรถึงคนเป็นพ่อแม่บ้าง

 คิดว่าตอนนี้พ่อแม่ต้องตรวจสอบบทบาทตัวเองใหม่แล้ว เท่าที่แล้วมา ในกระแสเศรษฐกิจเฟื่องฟูบทบาทพ่อแม่เป็นแค่ตู้เอทีเอ็มให้ลูก ให้แค่เงินแต่ไม่มีจิตวิญญาณความเป็นครูให้ลูก เพราะฉะนั้นตอนนี้พ่อแม่ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตัวเองแล้ว ต้องหันมาดูว่าจะทำอย่างไรที่เราจะทำให้สิ่งมีชีวิตเล็กๆของเรา เป็นสิ่งมีชีวิตที่งดงาม ทำให้เขาเป็นสิ่งที่งดงามให้ได้ พ่อแม่ต้องหันมาสนใจเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาเท่านั้นที่จะพัฒนาลูกของเราให้เป็นชีวิตที่งดงาม เราต้องสนใจว่าการศึกษาแบบไหนที่จะเหมาะสมกับลูก และสนใจความรู้สึก ความต้องการของลูกด้วยว่าลูกต้องการการศึกษาแบบไหน

 ขอให้พ่อแม่มั่นใจที่จะออกมาแสดงพลัง เพราะตัวเองเชื่อว่าพลังของพ่อแม่ก็ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าพลังของประชาชน เรายังใช้พลังของประชาชนในการทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนออกมาได้ ทำไมไม่ใช้พลังของพ่อแม่ที่จะทำเรื่องการศึกษาของลูกเราให้ได้บ้าง พ่อแม่ต้องเห็นพลังส่วนนี้ของตัวเองแล้วหันมาคิดถึงบทบาทของตัวเองให้ชัด แล้วคุณจะใช้พลังในทางที่ถูก เพื่อลูกจะได้ไม่เป็นคนเจ้าทุกข์ ไม่มีความสุขค่ะ

 “รักลูก” ขอใช้คำของคุณรัชนีเป็นบทสรุป และขอฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ให้ทบทวนตัวเองว่ากำลังจำนนต่อกระแสอยู่หรือเปล่า หากได้คำตอบแล้วขอให้ใช้พลังแห่งรักและหวังดีต่อลูก เคลื่อนไหวเพื่อให้ได้มาซึ่งเสรีภาพทางการศึกษาอย่างแท้จริงกันเถอะค่ะ

โรงเรียนแนวทางเลือกของพ่อแม่

 หากพ่อแม่สนใจโรงเรียนแนวทางเลือก ตอนนี้มีเกิดขึ้นหลายแห่งทั่วประเทศ สนใจติดต่อสอบถามกันดูนะค่ะ
โรงเรียนหมู่บ้านเด็ก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โทร 034 – 516765
บ้านทอฝัน อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี โทร 081- 8243369
โรงเรียนนิทานสะเน่พ่อง หมู่ที่ 1 ต.ไล่โว่ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี 71240
โรงเรียนริมน้ำ 40/1 หมู่ที่ 1 ต.ลุ่มสุ่ม อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี 71150
บ้านรุจนพงษ์ (รับปรับพฤติกรรมเด็กพิเศษ) อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร 02-952-9139
โครงการบ้านสวนเด็ก อ.แก่งคร้อ จ.ชัยภูมิ  โทร 081-900-5789
โครงการบ้านเรียนในป่าใหญ่ 34 บ้านปากช่อง ต.สนามชัย อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ 31150
โครงการสวนเด็กอานันตศยามะ มูลนิธินวมนุษยธรรม 45 หมู่ที่ 2 ต.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร
โรงเรียนใต้ร่มไม้ อ.ป่าบอน จ.พัทลุง โทร 074-625365 , 081-465-6098
โรงเรียนปัญโญทัย กทม. โทร 02-300-3404
โรงเรียนรุ่งอรุณ กทม. โทร 02-870-7512 , 02-426-3414
โรงเรียนมอนเตสซอรี่ เชียงราย โทร 053-758-777
โรงเรียนมอนเตสซอรี่ ภูเก็ต โทร 076-288-923 , 076-280-701
โรงเรียนห้วยจะกือ ตู้ปณ.61 ปทจ.ตาก อ.เมือง จ.ตาก 63000
ข้อมูลจาก : เสมสิขาลัย โทร 02-438-9331-2 , 02-860-2194

......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มา  - จากวารสารรักลูก ฉบับที่ 8 ประจำเดือนกันยายน 2543

 

10 มกราคม 2553
เวลา 17:05 น. [A-1154]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-4021] ความเห็นของ: iconnect
เมื่อวันที่ : 24 เม.ย. 2555, 14:57 น.

การบ้านไม่เสร็จ, เรียนไม่ทันเพื่อน, รายงานทำไม่ได้, เรียนไม่เข้าใจ, เราช่วยท่านได้!!

• ไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น เปิดติวคอร์ส สอนการบ้าน เน้นทุกวิชาทั้งคณิต อังกฤษ สังคมภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ติวเพื่อเพิ่มเกรดให้น้องๆ ตั้งแต่ ป.1 – ป.6 และ มัธยมต้น-มัธยมปลาย เราช่วยดูแลน้องหลังเลิกเรียน ให้ผู้ปกครองมีเวลามารับน้องได้ ครูผู้สอนจะช่วยเสริมทักษะต่างๆให้น้องทั้งเทคนิคการทำโจทย์และฝึกสมาธิน้อง ผลการเรียนดีขึ้นแน่นอน. โทรปรึกษาที่ครูนก 02-578-6100

สนใจติดต่อ. ไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น ( โชคชัย 4 แยก 75)
02-578-6100, 02-578-6300
www.iconnect.co.th




www.iconnect.co.th

02-578-6100, 02-578-6300

ติดต่อเจ้าหน้าที่

info@iconnect.co.th

สถาบันไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น



สถาบันไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น
ถนนลาดพร้าว โชคชัย 4 ซ.75 10230
02-578-6100, 02-578-6300
Email: info@iconnect.co.th
www.iconnect.co.th








เตรียมสอบเข้าสาธิต

สถาบันไอคอนเน็ค

จัดคอร์สเตรียมความพร้อมสู่สาธิตให้กับน้องๆอนุบาล (อ.1-อ.3) ครูผู้สอนจะช่วยฝึกสมาธิและจัดระบบการคิด เพิ่มทักษะทางเชาวน์ปัญญา และเรียนรู้ทักษะชีวิต ทักษะภาษาไทย คณิตศาสตร์ และฝึกความชำนาญในการทำข้อสอบ สร้างความคุ้นเคย และวัดประเมินผลทักษะของเด็กอย่างแม่นยำ โดยทีมงานจากโรงเรียนในเครือสาธิต ซึ่งมีประสบการณ์ด้านการสอนและจิตวิทยาเด็กเป็นอย่างดี

โทรจองด่วน!!! สำหรับคอร์สเตรียมความพร้อมสู่สาธิต (สอบปี 54)
รับจำนวนจำกัด เปิดเรียนพฤษภาคมนี้ สอบถามได้ที่ครูนก
02-578-6100, 02-578-6300 (โชคชัย 4 แยก 75)

www.iconnect.co.th

02-578-6100, 02-578-6300

ติดต่อเจ้าหน้าที่

info@iconnect.co.th

สถาบันไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น



สถาบันไอคอนเน็ค เอ็ดดูเคชั่น
ถนนลาดพร้าว โชคชัย 4 ซ.75 10230
02-578-6100, 02-578-6300
Email: info@iconnect.co.th
www.iconnect.co.th


[C-3882] ความเห็นของ: ครูอัญ mind and brain
เมื่อวันที่ : 29 ก.ค. 2554, 11:56 น.

เห็นด้วยอย่างมากในการสร้างคนให้มีคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติ และของโลกนี้ โดยเราอาจเป็นจุดเล็กๆของสังคม ที่เริ่มได้จากบทบาทที่เราทำได้คือ บทบาทของการเป็น "พ่อแม่" ที่จะสามารถสร้างลูกของเราให้เขาเติบโตบนฐานอันมั่นคง คือ ให้เขาเห็นคุณค่าในความเป็นมนุษย์ และเรียนรู้จากสิ่งที่เขารักก่อน หลังจากนั้นค่อยๆขยายมุมมองทางความคิดในมิติต่างๆที่เกิดจากความอยากเรียนรู้ของเขาเอง ไม่ใช่กรอบที่คนหยิบยื่นให้ และแถมยังตีกรอบความคิดให้เรียบร้อยเสร็จสรรพ อย่างนี้ความสร้างสรรค์จะหาได้จากที่ไหน? ดิฉันเองเป็นคนหนึ่งที่กำลังคิดจะทำโฮมสคูลให้ลูกในอีกประมาณ 1-2 ปีข้างหน้านี้ ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลอยู่ค่ะ ต้องการคำแนะนำมากๆเลย กรุณาส่ง mail มาคุยกันนะคะที่ aunchusanti@gmail.com ค่ะ จักเป็นพระคุณอย่างสูง

[C-3382] ความเห็นของ: กตัญญุตา
เมื่อวันที่ : 28 มิ.ย. 2553, 10:18 น.

ดิฉันเป็นคนหนึ่งที่สนใจแนวคิดการศึกษาทางเลือก ระบบการศึกษาในกระแสหลักสร้างคุณภาพเด็กไทยเหมือนหุ่นยนต์ ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง กฏระเบียบ ที่ผู้สั่งต้องการจะให้เป็นหรือได้รับตามปริมาณโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ประเด็นการศึกษาแนวใหม่ จะต้องสร้างให้เด็กมีทางเลือก คิดได้ คิดเป็น ทำได้ ทำเป็น และแก้ปัญหาได้ ซึ่งขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ ครูและเด็ก รวมถึงพ่อแม่ จะต้องมีส่วนร่วมรับรู้ เรียนรู้สู่การปฏิบัติร่วมกัน ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่พ่อแม่จะต้องลองจัดการศึกษาหรือเลือกเส้นทางการศึกษาตามความต้องการ ความถนัดและความสามารถของลูก เป้าหมาย คือ สร้างเส้นทางชีวิตที่มีความสุขให้ลูก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น คาดหวังได้เลยว่า เขาจะเติบโต ดำรงชีวิตด้วยสติปัญญา โดยไม่ใช้วัตถุเป็นตัวตั้ง แค่นี้ ชีวิตพ่อแม่ก็หมดห่วง

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com