formumandme.com  
   อาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์  

pic_no_1888__1_~1_resize.JPGอาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์

ความสำคัญของอาหาร
การตั้งครรภ์เป็นระยะที่มีการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆเกิดขึ้นมากว่าปกติ เพราะอัตราการเติบโตของทารกในครรภ์สูงกว่าระยะอื่นๆของชีวิต ดังนั้นความต้องการสารอาหารและพลังงานระหว่างตั้งครรภ์มากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของร่างกายมารดา ความต้องการของทารกในครรภ์การสร้างรก และการขยายตัวของมดลูก รวมทั้งการเตรียมอาหารสำรองไว้สำหรับการคลอดบุตรและการผลิตน้ำนมเลี้ยงทารก ดังนั้นความต้องการสารอาหารและพลังงานระหว่างตั้งครรภ์จึงมีมากกว่าระยะอื่นๆถ้ามารดาได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในปริมาณที่เพียงพอ มารดาจะมีสุขภาพสมบูรณ์และให้กำเนิดทารกที่แข็งแรง ในทางตรงกันข้ามถ้ามารดากินอาหารที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอมักทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เด็กคลอดก่อนกำหนดหรือแท้ง โลหิตเป็นพิษขณะตั้งครรภ์ เด็กเกิดใหม่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย มีภาวะโลหิตจาง เจ็บป่วยบ่อยและอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอาหารของมารดาในระยะตั้งครรภ์ มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายของทั้งมารดาและทารกเป็นอย่างมาก

การเปลี่ยนแปลงทางสรีระระหว่างตั้งครรภ์
ในระยะตั้งครรภ์ การทำงานของอวัยวะต่างๆ และน้ำหนักของหญิงมีครรภ์ จะเปลี่ยนแปลง ดังนี้

1.การทำงานของอวัยวะต่างๆ

อวัยวะสำคัญๆในร่างกายจะทำงานมากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ตับ ไต ต่อมใต้สมอง ต่อมธัยรอยด์ ต่อมหมวกไต และมดลูก การที่ต่อมไร้ท่อดังกล่าวทำงานมากขึ้นเช่นนี้ จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้จะมีผลต่อส่วนประกอบของเลือด ปัสสาวะ ตลอดจนการเก็บสะสมอาหารซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กและร่างกายของมารดาเอง
ในระยะแรก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ผลิตโดย ครอพัส ลูเตียม (Corpus Luteum) รกและต่อมหมวกไตชั้นนอกจะช่วยให้ผนังชั้นในของมดลูกแข็งแรงขึ้นสำหรับการฝังตัวของไข่ภายใต้การปฎิสนธิ และ โกนาโดทรอปพินส์ (Gonadotrophins) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า จะช่วยการสร้างอวัยวะและช่วยให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตตามปกติ ภายหลังการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 100 วัน จะมีการผลิตเอสโตรเจน (Estrogen) มากขึ้น ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมน้ำนมและจะทำให้โพรแลคติน (Prolatin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ายังไม่ ทำงานจนกว่าจะคลอดบุตร ในขณะเดียวกันสเตอรอยด์ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอกจะมีมากขึ้นและทำให้ร่างกายเก็บสะสมน้ำและโซเดียมไว้มากขึ้น สำหรับต่อมธัยรอยด์นั้น จะทำงานน้อยลงระหว่าง 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หลังจากนั้นจึงจะทำงานมากกว่าปกติ

2. การเพิ่มน้ำหนัก

มารดาควรจะมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 10-11 กิโลกรัม สำหรับน้ำหนักของมารดาที่เพิ่มในระหว่างตั้งครรภ์นั้น นักวิชาการลงความเห็นว่า ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ควรเพิ่มประมาณ 2 กิโลกรัม ช่วงที่ 2 (เดือนที่ 4-6) ประมาณ 3-4 กิโลกรัม และช่วงที่ 3 (เดือนที่ 7-คลอด) ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ถ้ามารดามีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ทารกที่เกิดมาจะมีน้ำหนักน้อยหรือตัวเล็กกว่าปกติ แต่ถ้ามารดามีน้ำหนักมากกว่าปกติ ทารกที่เกิดมาจะตัวใหญ่กว่าเด็กทารกปกติ มารดาที่ไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ดังที่กล่าวมาแล้ว มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนดได้มาก ส่วนมารดาที่มีน้ำหนักมากกว่าที่กำหนด มีโอกาสเกิดโรคครรภ์เป็นพิษได้ง่าย

ความต้องการสารอาหารของหญิงมีครรภ์

หญิงมีครรภ์มีความต้องการพลังงานและสารอาหารสูงกว่าคนปกติ โดยเฉพาะสารอาหารที่จะช่วยสร้างร่างกายเจริญเติบโตของทารก และบำรุงเลี้ยงร่างกายของมารดาสำหรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรในระยะแรกของการตั้งครรภ์ (ช่วงที่ 1) จะมีการสร้างอวัยวะต่างๆ ทารกในครรภ์เติบโตขึ้นช้าๆ น้ำหนักของทารกในครรภ์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงที่ 2 และจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ 3 โดยเฉพาะในเดือนสุดท้ายก่อนคลอด อัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์จะสูงสุด ดังนั้น โภชนาการจึงเน้นความสำคัญของโภชนาการในช่วงที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ได้เร็วเท่าใด ก็จะเป็นผลดีแก่สุขภาพของมารดาและทารกได้มากเท่านั้นสารอาหารที่หญิงมีครรภ์ต้องการได้แก่

1.พลังงาน เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีการเผาผลาญอาหารในร่างกายเพิ่มมากขึ้นและยังมีทารกในครรภ์ที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน หญิงตั้งครรภ์จึงต้องการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้นจากภาวะร่างกายปกติ 15%
เช่น ถ้าหญิงตั้งครรภ์สูง 160 ซม. หนัก 50 กิโลกรัม ก่อนท้องต้องการพลังงาน 2,100 แคลอรี่ ในขณะตั้งครรภ์ จะต้องการพลังงาน 2,400 แคลอรี่ต่อวัน กระทรวงสาธารณะสุข แนะนำว่า พลังงานที่จำเป็นสำหรับหญิงที่ไม่ตั้งครรภ์วัย 19-50 ปี ต้องการพลังงานวันละ 1,940 กิโลแคลอรี่ สำหรับหญิงตั้งครรภ์ จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 200 กิโลแคลอรี่ต่อวัน ถ้าหากได้รับไม่เพียงพอร่างกายจะดึงเอาโปรตีนมาใช้เป็นพลังงานแทนแคลอรี่ที่ได้รับ มีผลโดยตรงต่อน้ำหนักแรกคลอด ถ้ามีการจำกัดแคลอรี่จะทำให้ทารกโตช้าและน้ำหนักน้อย

2.โปรตีน เป็นสารที่ใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อในร่างกายของมารดา และอีกครึ่งหนึ่งสำหรับการเจริญเติบโตของทารก ดังนั้นความต้องการโปรตีนจึงเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่า ของความต้องการปกติแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ คืออาหารจากสัตว์ เช่น นม เนย เนื้อสัตว์ทุกชนิด ปลาและไข่ โปรตีนที่ได้จากพืช เช่น ถั่ว เป็นอาหารที่อาจใช้แทนได้ แต่โปรตีนจากพืชเป็นโปรตีนที่ไม่ครบถ้วนสำหรับความต้องการของร่างกาย ถ้าได้รับโปรตีนเพียงพอ สารอาหารอื่นๆ ยกเว้น วิตามินซี เช่น วิตามิน เอ และ ดี ร่างกายก็จะได้รับอยู่แล้ว เพราะมีความสัมพันธ์กันอยู่กับสารโปรตีนในอาหาร ถ้าหญิงตั้งครรภ์ได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ก็จะเป็นเหตุให้ได้รับ แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินบีรวมไม่เพียงพออีกด้วย การได้รับปริมาณโปรตีนไม่เพียงพอในหญิงตั้งครรภ์จะทำให้หญิงตั้งครรภ์มีอาการบวม (Nutrition edema) และทารกที่คลอดออกมาจะไม่แข็งแรง

3.แคลเซียม เป็นสารจำเป็นในการสร้างกระดูกและฟันของเด็กสร้างน้ำนมของมารดาระหว่างตั้งครรภ์แคลเซียมของมารดาและทารกเพิ่มขึ้นในช่วงที่ 2 และ 3 และจะสูงสุดในเดือนสุดท้ายก่อนคลอด
ถ้าร่างกายมารดามีแคลเซียมต่ำหรือมารดากินแคลเซียมไม่เพียงพอ ทารกจะดึงเอาแคลเซียมจากตัวมารดามาใช้ ทำให้มารดาเป็นโรคฟันผุได้ง่าย ยิ่งถ้ามารดากินวิตามินดีไม่พอหรือได้รับแสงแดดไม่พอด้วย ก็จะทำให้เป็นโรคกระดูกอ่อน สำหรับทารกถ้าได้แคลเซียมจากมารดาไม่พอ ทารกจะเป็นกระดูกอ่อน มีลักษณะโค้งงอตามแขน และขา และถ้าขาดวิตามินดีร่วมด้วย จะทำให้มีอาการรุนแรงขึ้น ดังนั้นจึงควรเพิ่มปริมาณแคลเซียมตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ โดยปกติ หญิงตั้งครรภ์ควรกินแคลเซียม วันละ 1,000 มิลลิกรัมในช่วงที่ 3 ของการมีครรภ์

4.เหล็ก ร่างกายหญิงตั้งครรภ์ต้องใช้เหล็กเพื่อที่จะทำให้เม็ดเลือดแดงมีมากพอที่จะลำเอียงเอาออกซิเจนจากเลือดแม่ไปยังระบบไหลเวียนของลูก ธาตุเหล็กเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับทารก เพื่อนำไปสร้างเม็ดโลหิต และกล้ามเนื้อเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น ทารกต้องการธาตุเหล็กมากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 เดือนสุดท้าย ทารกจะสะสมเหล็กไว้ในตับเพื่อเก็บไว้สร้างเม็ดโลหิตในระยะ 2-3 เดือนหลังคลอดซึ่งเป็นช่วงที่นมเป็นอาหารหลัก และมีธาตุเหล็กอยู่เพียงเล็กน้อย ในช่วง 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ไม่มีความจำเป็นต้องให้ธาตุเหล็กเสริม และการให้เหล็กเสริมในช่วงนี้อาจทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียนมากขึ้นโดยไม่จำเป็นธาตุเหล็กมีมากในเนื้อสัตว์ทุกชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีมากในตับ ไข่แดง ผักขม ผักตำลึง ธาตุเหล็กที่ได้จากอาหารจะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายกว่าธาตุเหล็กในยา การดูดซึมธาตุเหล็กในระบบทางเดินอาหารจะถูกขัดขวางได้โดยแคลเซียมและแมกนีเซียม ดังนั้นจึงไม่ควรรับประทานธาตุเหล็กร่วมกับแอนตาซิด (ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร) อย่างไรก็ตามหญิงตั้งครรภ์มักจะได้ธาตุเหล็กที่ได้จากอาหารไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงต้องกินยาที่มีธาตุเหล็กเสริมด้วย มารดาที่กินเหล็กเพียงพอจะช่วยป้องกันโรคโลหิตจาง ทั้งในมารดาและทารกได้

5.ไอโอดีน สารไอโอดีนเป็นสาระสำคัญมากสำหรับหญิงตั้งครรภ์ เพราะหลังจากตั้งครรภ์ได้ 4 เดือน ต่อมธัยรอยด์จะทำงานเพิ่มขึ้น ดังนั้นหญิงตั้งครรภ์จึงต้องการไอโอดีนสูงกว่าคนปกติ เพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์มีการสูญเสียไอโอดีนทางไตเพิ่มขึ้น ถ้ามีการขาดไอโอดีนอย่างรุนแรงทารกในครรภ์จะแคระแกรน (Cretinism) และมีความผิดปกติของระบบประสาทหลายๆอย่าง แต่ถ้าได้ไอโอดีนในปริมาณมากเกินไป ไอโอดีนจะไปกดการทำงานของต่อมธัยรอยด์ของทารกในครรภ์ ทำให้ทารกเป็นโรคคอพอกในครรภ์ได้ ซึ่งมีมากในอาหารทะเล เช่น กุ้ง หอย สาหร่าย เป็นต้น การรับประทานอาหารทะเลบ่อยครั้งและการใช้เกลือเติมไอโอดีนจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้

6.กรดโฟลิก สารนี้มีบทบาทในการแบ่งตัวของเซลล์ ดังนั้นจึงจำเป็นต่อการตั้งครรภ์ในระยะแรกซึ่งเซลล์กำลังมีการแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว ถ้าขาดกรดโฟลิก (Folic acid) ในช่วงนี้ จะทำให้การแบ่งเซลล์ของทารกผิดปกติ ดังนั้นการให้กรดโฟลิก (Folic acid) เสริมในระยะต่อการตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ในระยะแรก จะช่วยลดอุบัติการณ์การเกิดความผิดปกติทางระบบประสาทส่วนกลาง (Neural tube defects : NTD) ในมารกได้สารอาหารที่กรดโฟลิก ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเมล็ดแห้งต่างๆ ผลไม้จำพวกส้ม กล้วย

7.วิตามิน เป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับมารดาทั้งระยะก่อนคลอดและหลังคลอด แม้ว่าหน้าที่เฉพาะของวิตามินในทารก ยังไม่มีการรายงานการวิจัยยืนยันอย่างชัดเจนก็ตาม แต่ก็คงมีความสำคัญการได้รับสารอาหารนี้ในจำนวนเพียงพอ ย่อมทำให้มารดาและทารกมีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ

วิตามินเอ เป็นสารสำหรับการเจริญเติบโตและการทำงานของเนื้อเยื่อ (tissue) และช่วยให้ร่างกายให้กำเนิดการต้านทานโรคติดเชื้อได้ดีขึ้น การขาดสารนี้จะทำให้ทารกตายในครรภ์ได้ อาหารที่มีสารนี้ ได้แก่ ผักสดสีเขียว ตับ น้ำมันตับปลาต่างๆ

วิตามินบี เป็นสารที่ช่วยเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานและมีบทบาทในการสร้างเซลล์ในทารกในระยะสามเดือนก่อนคลอด ความต้องการบี 1 และบี 2 จะมีมากที่สุด การกินอาหารที่มีวิตามินบี 1 สูง อาจช่วยป้องกันหรือบรรเทาอาการทางระบบประสาทที่เกิดระหว่างตั้งครรภ์ได้ เช่น โรคประสาท ครรภ์เป็นพิษ กล้ามเนื้อเป็นตะคริว โภชนากรแนะนำให้กินวิตามินบี 1 และบี 2 มากขึ้นกว่าปกติ คือ ควรมากกว่าวันละ 1 มิลลิกรัม สำหรับวิตามินบีอื่นๆนั้น มักไม่มีปัญหา ถึงแม้ว่าวิตามินบี6 จะช่วยแก้การแพ้ท้องหรือการคลื่นไส้อาเจียนได้ และความต้องการบี 6 จะสูงกว่าปกติระหว่างตั้งครรภ์ การทานอาหารพวกเนื้อสัตว์ ข้าวอนามัย ข้าวกระยาทิพย์ เพื่อให้ได้รับสารอาหารอื่นๆ มักได้รับบี 6 เพิ่มขึ้นอย่างเพียงพอ วิตามินบี 12 ช่วยให้การดูดซึมของเหล็กเป็นไปได้ดีขึ้น วิตามินบี 12 ได้จากอาหารเนื้อสัตว์การรับประทานอาหารมังสวิรัติ จะทำให้ขาดวิตามินบี 12 ได้

วิตามินซี สารนี้มีหน้าที่สำคัญ คือ เป็นตัวช่วยสร้างกลไกการป้องกันโรคของร่างกายและช่วยบำรุงรักษาหลอดเลือดให้แข็งแรง อาการเริ่มแรกที่แสดงให้เห็นถึงการขาดวิตามินซี คือมีเลือดออกง่ายที่เหงือก หลอดเลือดฝอยใต้ผิวหนังแตก ทำให้เป็นจ้ำเขียวช้ำตามร่างกาย ในช่วงตั้งครรภ์ วิตามินซีจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารประเภทพืชผักได้มากขึ้นถึง 2-4 เท่า การขาดวิตามินซี จะทำให้เกิดความบกพร่องในการสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่ใช้สร้างกระดูก  กล้ามเนื้อและหลอดเลือด

วิตามินดี เป็นสารจำเป็นในการส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมและการใช้ เพื่อการสร้างกระดูกและฟัน ร่วมกับแร่แคลเซียมและแร่ฟอสฟอรัส ควรได้รับอย่างน้อยวันละ 400 ยูนิต หากมารดาอายุเกิน 22 ปี ควรดื่มนมเสริมวิตามินดี อีกอย่างน้อยวันละ 2 แก้ว จะช่วยรักษาระดับความต้องการวิตามินดีให้อยู่ในภาวะปกติได้

วิตามินอี ยังไม่มีรายงานการวิจัยใดยืนยันว่าวิตามินอี มีผลอย่างไรต่อการตั้งครรภ์ แต่นักวิชาการเชื่อว่าการแท้งที่เกิดขึ้นเอง (spontaneous abortion) มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกับภาวการณ์ขาดวิตามินอีด้วย อาหารที่มีวิตามินอี ได้แก่พืชผักใบเขียว พืชชนิดเมล็ด ข้าว เนย ถั่ว และไข่แดง

วิตามินเค เป็นสารอาหารเกี่ยวกับการสร้างโปรทรอมบิน ช่วยทำให้โลหิตเป็นลิ่มซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในทารก เพราะจะมีการสลายตัวของเม็ดโลหิตหลังจากคลอดทารกแล้ว

8.คาร์โบไฮเดรต สำหรับอาหารประเภทนี้ไม่จำเป็นต้องเพิ่ม ผักและผลไม้มีความจำเป็นมากกว่าจะให้คุณค่าทางวิตามินและพลังงาน หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงขนมหรือน้ำอัดลม เพราะจะเป็นสารอาหารที่เพิ่มน้ำหนัก แต่ไม่ให้คุณค่าสารอาหารแต่อย่างใด สำหรับข้าวควรรับประทานข้าวซ้อมมือหรือข้าวกล้องซึ่งให้คุณค่าทางสารอาหารมากกว่าข้าวขาว

9.ไขมัน ไม่จำเป็นต้องเพิ่มเพราะอาหารประเภทโปรตีนจะมีไขมันอยู่แล้วควรลดปริมาณไขมันให้น้อยลงเพราะระบบการย่อยของหญิงตั้งครรภ์มีการทำงานน้อยกว่าปกติ ทำให้มีอาการท้องอึด แน่นท้อง อึดอัด แต่อาหารประเภทนม ไม่ควรลด เพราะวิตามิน เอ ดี และธาตุแคลเซียมซึ่งจำเป็นสำหรับหญิงมีครรภ์และทารก

10.เกลือ ควรใช้แต่น้อย เพราะการกินเกลือมาก จะทำให้เกลือคั่งอยู่ในร่างกาย เกลือจะอุ้มน้ำเอาไว้ ทำให้เกิดอาการบวมได้ง่าย

อาหารในกรณีเป็นพิษ

ในวัยรุ่น สำหรับวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ ปัญหาในเรื่องของอาหาร จะมี 2 ลักษณะ คือ
1. วัยรุ่นยังต้องการการเจริญเติบโต เด็กวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์จึงต้องการอาหาร แคลอรี่ โปรตีน วิตามิน และเกลือแร่มากกว่า หญิงมีครรภ์อื่นๆ

2. วัยรุ่นมักทานอาหารไม่ถูกส่วนอยู่แล้ว ดังนั้นการดูแลเรื่องอาหารจึงควรได้รับคำปรึกษาจากแพทย์
อาหารมังสวิรัติ อาหารประเภทนี้จะเพียงพอกับคนปกติ แต่สำหรับหญิงตั้งครรภ์ อาหารมังสวิรัติจะให้สารอาหารไม่เพียงพอ จะได้โปรตีนไม่ครบถ้วน ขาดวิตามินบี12 ธาตุเหล็ก และแคลเซียม ดังนั้นหญิงที่ตั้งครรภ์ที่ทานอาหารมังสวิรัตควรได้ปรึกษาแพทย์หรือพยาบาลเพื่อให้ได้รับการเพิ่มสารอาหารให้ครบถ้วน

อาหารว่างก่อนนอน การรับประทานอาหารว่างก่อนนอน จะทำให้น้ำหนักตัวขึ้นมากเกินไป ถ้าไม่สามารถเลิกอาหารว่างก่อนนอนได้ ควรลดปริมาณอาหารที่กินในมื้อปกติลง และที่ดีที่สุดคือเลือกทานอาหารประเภทผักสด ผลไม้ หรือน้ำผลไม้ แทนของว่างที่เป็นแป้งและน้ำตาล

การดื่มสุรา การดื่มสุราหรือเบียร์เป็นประจำในระหว่างตั้งครรภ์จะทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติ มีปัญหาในด้านการเจริญเติบโต พิษของแอลกอฮอล์จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวอ่อนในครรภ์ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงของการแบ่งเซลล์อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบทางอ้อมต่อทารกโดยจะเป็นสาเหตุให้มารดาขาดสารอาหารเพราะพิษของแอลกอฮอล์จะไปขัดขวางการดูดซึมอาหารเข้าสู่ร่างกาย และกระตุ้นการขับถ่ายปัสสาวะทำให้สารอาหารที่มีคุณค่า เช่น ธาตุสังกะสี วิตามินบี1 วิตามินเอ และกรดโฟลิค ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นขณะตั้งครรภ์ต้องถูกขับถ่ายออกจากร่างกายไปหมด


อาหารกับภาวะแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์

1.การคลื่นไส้อาเจียน อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการตั้งครรภ์มักเกิดในช่วงแรกของการตั้งครรภ์หญิงตั้งครรภ์บางคนอาจมีอาการแพ้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์แรก บางคนอาจแพ้มาก บางคนอาจแพ้น้อย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพและชีวเคมีของร่างกาย จากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายระบบทางเดิน อาหารทำงานผิดปกติ ทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้และอาเจียนบ่อยครั้ง น้ำหนักตัวลดเพราะรับประทาน อาหารไม่เพียงพอ
ถ้ารู้สึกคลื่นไส้วิงเวียน ควรแก้โดยการกินอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรทและไขมันต่ำก่อนลุกจากเตียง เช่น ขนมปังปิ้งหรือกรอบ วุ้นหรือเยลลี่ และกินครั้งละน้อยๆแต่บ่อยครั้ง ไม่ควรกินอาหารเหลวหรือของเหลวในเวลาอาหาร แต่ควรรับประทานระหว่างมื้ออาหาร ควรงดอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารทอดที่มีมันจัด อาหารรสจัดหรือเผ็ดร้อนมากๆ อาหารหวานจัด  ผักที่มีกลิ่นรุนแรง และไม่ควรดื่มกาแฟจำนวนมากถ้ายังรู้สึกไม่ปกติ
ถ้าอาเจียนอย่างรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ ถ้ารับประทานไม่ได้เลย อาจต้องให้สารอาหารทางเส้นเลือดและนอนพักในโรงพยาบาล

2.ร้อนในอก (Heart burn) อาการร้อนในอก เป็นอาการที่มีผลมาจากฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรนจะไปลดการทำงานและการย่อยของระบบทางเดินอาหาร ทำให้กล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารคลายตัวกรดในกระเพาะอาหารจึงไหลย้อนกลับขึ้นไปในหลอดอาหาร ทำให้มีอาการแสบบริเวณยอดอกและร้อนบริเวณลำคอ ในระยะที่มีการร้อนในอก หญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารในปริมาณไม่มากนักแต่เพิ่มจำนวนให้มากขึ้น หรือหลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร เช่น น้ำอัดลม

3.ท้องผูก อาการท้องผูกมักเป็นมากในครึ่งหลังของการตั้งครรภ์ เนื่องจากขนาดมดลูกที่โตขึ้นจะไปกดลำไส้ ทำให้กากอาหารเคลื่อนที่ลำบาก และการเพิ่มของระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอร์โรน ทำให้กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนไหวช้าลง หรือมาจากการออกกำลังกายไม่พอ หรือกินอาหารมีกากไม่พอ ดังนั้นควรดื่มน้ำมากๆ ออกกำลังกายให้เพียงพอ ดื่มน้ำผลไม้และกินผักผลไม้เป็นประจำ หัดขับถ่ายให้เป็นเวลาและพักผ่อนหลับนอนตามปกติ ไม่ควรใช้ยาระบายหรือยาสวน เพราะอาจมีผลกระทบต่อทารกในครรภ์ได้

4.โรคโลหิตจาง เนื่องจากในระหว่างตั้งครรภ์ปริมาณของเลือดจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 25 ฮีโมโกลบินในเลือดและจำนวนเม็ดเลือดแดงลดลง ทำให้หญิงตั้งครรภ์ เป็นโรคโรคโลหิตจางได้ ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะทำให้ทารกคลอดก่อนกำหนดได้

5.น้ำหนักมากว่าปกติและโรคครรภ์เป็นพิษ มักเกิดประมาณสัปดาห์ที่ 20 เกิดจากตับและไตทำงานผิดปกติ มีอาการบวม ความดันเลือดสูง ปัสสาวะมีอัลบูมินออกมา ถ้าทิ้งไว้จะชักและหมดสติได้ การแก้ไขคือ ปรึกษาแพทย์ พยายามกินโปรตีนให้มากพอ คือประมาณ 85-100 กรัม เพื่อแก้อาการบวม แพทย์ควรลดอาหารที่มีเกลือผสมอยู่ เช่น น้ำปลา กะปิ


ประเภทอาหารที่หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับใช้หลักเดียวกับอาหารของคนผู้ใหญ่ปกติ คือ ต้องกินอาหารหลัก 5 หมู่ ครบทุกมื้อแต่เพิ่มปริมาณสำหรับบางหมู่ ให้มากขึ้นเป็นพิเศษ ดังนี้

หมู่ที่ 1 (เนื้อสัตว์) การรับประทานอาหารหมู่นี้เพิ่มขึ้นจะทำให้ได้รับโปรตีนคุณภาพสมบูรณ์ เกลือแร่ที่ต้องการเป็นพิเศษ เช่น แคลเซียม เหล็ก ไอโอดีน รวมทั้งวิตามินบีสอง และไนอะซินเพียงพอ หญิงตั้งครรภ์ควรรับประทานอาหารเหล่านี้ สูงกว่าคนปกติเท่าตัว ควรรับประทานเนื้อสัตว์และสิ่งแทนเนื้อวันละ 1 ½ - 2 ถ้วย ควรทานไข่ไม่น้อยกว่าวันละ 1 ฟองทุกวัน ดื่มนมไม่น้อยกว่าวันละ 3 ถ้วยและทานเครื่องในสัตว์ อาหารทะเลถั่วเมล็ดแห้งให้บ่อนครั้งด้วย

หมู่ที่ 2 (แป้งและน้ำตาล) อาหารประเภทนี้เป็นอาหารที่เพิ่มน้ำหนักได้มาก ดังนั้นควรเพิ่มแต่น้อยหรือทานเท่าคนปกติในระหว่างตั้งครรภ์ คือ ไม่เกิน 6 ถ้วย

หมู่ที่ 3 (ผักใบเขียวและผักอื่นๆ) หญิงตั้งครรภ์ควรทานผักมากกว่าปกติอย่างน้อยเท่าตัวโดยเฉพาะผักใบเขียวและผักสีเหลืองแสดเป็นแหล่งเกิดที่ดีของสารพวกวิตามินเอ วิตามินบี 2 และแคลเซียม หญิงมีครรภ์ควรทานไม่น้อยกว่าวันละ 2 – 3 ถ้วย และควรรับประทานผักหลายๆชนิดทุกมื้อ

หมู่ที่ 4 (ผลไม้ต่างๆ) หญิงตั้งครรภ์ควรทานผลไม้ ประเภทส้มหรือผลไม้ที่ให้วิตามินซีสูง อย่างน้อยวันละหนึ่งผล และควรทานผลไม้อื่นๆด้วย เช่น มะม่วงสุก มะละกอสุก เพราะผลไม้พวกนี้ให้วิตามินเอสูงด้วย กล้วยทุกชนิดก็เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง เช่น กล้วยไข่มีวิตามินเอสูง กล้วยน้ำว้าและกล้วยหักมุกมีวิตามินบีและเอสูง นอกจากนี้ ควรดื่มน้ำผลไม้ให้มาก เช่น น้ำส้มคั้น น้ำมะนาว น้ำมะเขือเทศ น้ำมะพร้าวอ่อนซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์

หมู่ที่ 5 (ไขมันจากสัตว์และพืช) หญิงตั้งครรภ์ควรทานไขมันเท่ากับคนปกติ และใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ การเพิ่มอาหารหมู่ที่ 1 เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม จะช่วยให้ได้รับไขมันเพียงพอสำหรับการดูดซึมและการใช้วิตามินที่ละลายในไขมัน

หลักกว้างๆที่ควรตระหนักถึงโภชนาการของหญิงตั้งครรภ์

1. ควรแนะนำให้หญิงตั้งครรภ์รับประทานอาหารตามต้องการ แต่ต้องแน่ใจว่าอาหารที่รับประทานนั้นเพียงพอ และได้สารอาหารครบทั้ง 5 หมู่
2. ตรวจสอบการเพิ่มน้ำหนักทุกครั้งที่มาฝากครรภ์น้ำหนักควรเพิ่ม 10 -11 กิโลกรัม ตลอดระยะเวลาการตั้งครรภ์
3. สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับอาหารที่รับประทานทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ เพื่อประเมินดูว่าเหมาะสมมากน้อยเพียงใด

..........................................................................................................................................

ขอบคุณที่มา: โครงการขยายโอกาสทางการเรียนรู้ด้านการดูแลตนเองสู่ประชาชน
คณะพยาบาลศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กันยายน2545

02 กุมภาพันธ์ 2554
เวลา 08:56 น. [A-1187]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-4233] ความเห็นของ: http://www.formumandme.com/
เมื่อวันที่ : 04 ธ.ค. 2556, 22:17 น.

http://www.formumandme.com/

[C-3980] ความเห็นของ: <a href="http://www.google.com/">google</a> [url=http://www.google.com/]google[/url] h
เมื่อวันที่ : 25 ม.ค. 2555, 13:17 น.

มีสาระมากๆค่ะ

[C-3896] ความเห็นของ: หมอหย่ง
เมื่อวันที่ : 06 ส.ค. 2554, 20:41 น.

บทความนี้มีข้อมูลไม่ถูกต้องหลายแห่งมาก เช่น ไอโอดีน ซึ่งหญิงตั้งครรภ์ต้องการเพิ่มขึ้นเนื่องจากต้องใช้ในการสร้างฮอร์โมนเพิ่มขึ้นตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ ไม่ใช่หลังตั้งครรภ์แล้ว 4 เดือน เนื่องจากจำเป็นต้องใช้ในการสร้างสมองและระบบประสาทของทารกตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ

คำแนะนำปริมาณอาหารที่ควรเพิ่ม ใช้หน่วยไม่ถูกต้อง เช่น โปรตีน มักใช้หน่วยเป็น กรัม หรือ ช้อนกินข้าว ไม่ใช้เป็น ถ้วย

ขอแนะนำให้ทบทวนใหม่

ขอบคุณค่ะ
พญ.นภาพรรณ วิริยะอุตสาหกุล
สำนักโภชนาการ กรมอนามัย

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com