formumandme.com  
   สุขภาพจิตของวัยรุ่น  
pic_no_579_h_t20.gif


pic_no_580__teen23.jpg มีจดหมายจากคุณน้ำค้างถามเข้ามาสั้นๆว่า มีลูกชายอายุ 16 ปี ชอบกลับบ้านค่ำๆดึกๆ กลัวว่าเขาจะไปคบเพื่อนไม่ดี แล้วจะไปติดยาเสพติดทำให้โมโห ต้องว่าต้องเตือนกันอยู่เรื่อย ลูกก็เถียงและก้าวร้าวใส่แม่จะทำอย่างไรดี และทำอย่างไรจึงจะควบคุมความโกรธของเราได้

ผมเรียนคุณน้ำค้างนะครับว่า ดีใจที่คุณมองเห็นทางออกที่สำคัญของปัญหาทางหนึ่ง คือ การควบคุมความโกรธของตัวเราเอง ถ้าหากคุณทำได้สำเร็จ ผมเชื่อว่าความสัมพันธ์กับลูกจะดีขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกต่อต้านเราน้อยลง และยังจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนรอบข้างทุกๆคนดีขึ้นด้วย ชีวิตจะมีความสุขขึ้นครับ

ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นฝ่ายผิด จึงเสนอว่า การแก้ที่ตัวคุณจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นจริงๆ แล้วทุกคนต้องเกี่ยวข้องหมด แต่การเริ่มที่เราง่ายกว่า และสามารถทำให้อีกฝ่ายพบปรากฏการณ์ใหม่ จากเดิมที่เขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงทันทีที่เห็นเราโกรธ

แต่ในบรรยากาศใหม่ เขาไม่เห็นเราโกรธ เขาก็ไม่สามารถโกรธได้ หรือแม้โกรธก็จะโกรธไม่มากเท่าเดิม หรือเขาโกรธมาแล้วเห็นเราสงบลง ความโกรธของเขาก็จะสงบลงเร็วกว่าเดิม เมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายถึงบรรยากาศโดยรวมจะดีขึ้นนั่นเอง ผมขอบตอบตรงจุดเริ่มต้นที่การควบคุมความโกรธของตัวเองก่อนเลยนะครับ

ทำใจว่างๆอย่าคาดหวังมากเกินไปเช่น ต้องการเห็นเขากลับบ้านก่อนค่ำทุกวันและอ่านหนังสือให้เห็นเสมอๆ เรียกว่าเรียบร้อยทุกกระเบียดนิ้วทุกวัน ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก อย่าคาดหวังจุกจิกไปหมดทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องเรียน การคบเพื่อนไปจนทุกๆเรื่อง อาทิ เรื่องการพักผ่อน การแต่งตัว การกิน การจัดห้องนอน เป็นต้น
เพราะความผิดหวังเป็นแหล่งกำเนิดสำคัญของความโกรธ ควาดหวังมากก็ผิดหวังมาก ผิดหวังมากก็โกรธมาก โกรธมากทำให้เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ หลายครั้งๆที่เริ่มจากเรื่องนิดเดียว แต่จบลงด้วยการวิ่งหนีออกจากบ้านไป

ให้นึกถึงข้อดีของลูกเวลาที่เรากำลังโกรธลูก จะทำให้ความโกรธลดลง ปกติเวลาที่เรากำลังโกรธใครคนหนึ่ง ความผิดเกี่ยวกับข้อเสียของเขาจะผุดขึ้นมากในสมองเราเรื่อยๆ เช่น ลูกขอเงินไปดูคอนเสิร์ต เราอาจจะโกรธว่าลูกชอบเที่ยว ไม่สนใจการเรียน ขณะนั้นเราอาจนึกเลยไปถึงว่า ลูกเรียนตกวิชานั้นวิชานี้ย้อนหลังไปตั้งแต่ประถม หรือคิดว่าลูกใช้เงินเปลือง ลูกเก็บข้าวของไม่เรียบร้อย ลูกตื่นสาย ลูกตื่นไม่ตรงเวลา ฯลฯ ซึ่งจะยิ่งทำให้โมโหมากขึ้น

พยายามนึกถึงข้อเสียของความโกรธให้มาก ถ้าเราโกรธแล้วจะทำให้เสียหน้า น้ำเสียง ไม่น่าคุยด้วย และอาจหลุดคำพูดที่ทำให้เสียใจภายหลังออกไป ทั้งที่จริงไม่คิดจะพูด ซึ่งจะทำให้สถานการณ์แย่ลง หรืออาจทำให้ฮอร์โมนความทุกข์ในร่างกายของเราหลั่งออกมาเยอะ ส่งผลกระทบต่อร่างกายมากมาย

พยายามข่มความโกรธโดยตรงหากคิดโกรธก็อย่าพูดด้วยความโกรธ หากพูดด้วยความโกรธก็อย่าลงมือด้วยความโกรธ ซึ่งอาจทำได้โดยการขบฟัน เป็นต้น เพราะว่าการแสดงความโกรธบ่อยๆ ความโกรธจะเข้มแข็งขึ้น หากเราข่มความโกรธได้บ่อยๆ ความโกรธจะอ่อนแอลง

ระบายความโกรธอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้ไม่เกิดการเก็บกด ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น เล่นกีฬาที่ต้องออกแรงออกเหงื่อ เล่นดนตรี เดินเล่นในสวนสาธารณะ หรือเขียนระบายความโกรธลงบนกระดาษแล้วขยำทิ้งขยะ เป็นต้น หวังว่าวิธีการเหล่านี้พอจะทำให้คุณน้ำค้างลดความโกรธลงได้นะครับ


ส่วนเรื่องการเป็นห่วงว่าลูกจะคบเพื่อนไม่ดีและติดยาเสพติด ขอเรียนไว้อย่างนี้ครับว่า ผมเห็นใจคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยรุ่นจริงๆ บางคนบอกว่าวัยนี้อ่อนไหว ดูแลยาก จะต้องเอาใจอะไรกันนักกันหนา

มีความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า ลูกแต่ละวัยต้องการการดูแลด้วยวิธีที่ต่างกัน เป็นธรรมดาที่เราจะต้องยุ่งยากตามวัยของเขาไปด้วยเช่นกัน คิดเสียว่ามีเขามาแล้วนี่ ไม่ผ่านช่วงวัยรุ่นแล้ว เขาจะเป็นผู้ใหญ่ได้อย่างไร

สำหรับลูกวัยรุ่นแล้ว การให้อิสระระดับหนึ่งเพื่อพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง การลองผิดลองถูกของเขาคือการค้นพบตัวเองและค้นพบความจริงของโลกที่เขาสัมผัสอยู่ เขาจึงจะเข้าใจโลกของตนเองอย่างแท้จริง ไม่มีใครสามารถเรียนรู้โลกนี้ได้ด้วยตำราเพียงอย่างเดียว หน้าที่ของพ่อแม่คือการดูแลห่างๆ ให้เขาลองผิดลองถูกบ้าง หกล้มบาดเจ็บบ้างแต่ไม่ถึงกับพิการ

ดังนั้นการให้อิสระภายใต้ขอบเขตจึงเป็นเรื่องสำคัญครับ พ่อแม่ควรให้อิสระบ้างในเรื่องเล็กๆน้อยๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเขาและคนอื่น เช่น การฟังเพลง อย่าไปบ่นว่า “ฟังเพลงอะไรก็ไม่รู้ ไม่เห็นเพราะเลย” มันเป็นสิทธิ์ของเขาที่เขาจะเลือกฟังเพลง แต่อาจจะบอกว่าเขาไม่ควรเปิดเพลงเสียงดังรบกวนคนอื่นหรือหากต้องฟังร่วมกัน อาจผลัดกันเปิดเพลงที่ชอบ เป็นต้น

เมื่อเราไม่จุกจิกกับเรื่องเล็กๆแล้ว เวลาเราพูดเรื่องใหญ่ๆ เขาจะฟังเพราะเขาจะรู้ว่าที่เราพูดนี้เป็นเรื่องจริงจังแล้วนะ แต่หากเราพูดบ่นไปเสียทุกเรื่อง เขาจะแยกไม่ออกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องไหนเล็ก

ส่วนเรื่องการคบเพื่อนหรือติดยาเสพติดนั้น ขึ้นอยู่กับความรู้สึกผูกพันและความรับผิดชอบต่อพ่อแม่ ส่วนใหญ่แล้วเด็กที่ใช้ยาเสพติดนั้นรู้อยู่ว่าไม่ดี รู้ว่าทำให้พ่อแม่เสียใจ แต่ที่ใช้เพราะว่าเขาเหล่านั้นไม่รู้สึกรักพ่อแม่ ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงความรู้สึกของพ่อแม่ เขารู้สึกแต่ว่าพ่อแม่คอยแต่จะสร้างความเจ็บปวดให้เขา

ดังนั้นหากคุณสามารถควบคุมความโกรธของเราเองได้ รู้ธรรมชาติของเด็ก วัยรุ่น สามารธที่จะไม่พูด บ่น ดุไปหมดทุกเรื่อง ให้อิสระในเรื่องเล็กๆเช่นเรื่องส่วนตัวของเขา ควบคุมห้ามปรามในเรื่องใหญ่ๆ เช่นเรื่องการใช้ยาเสพติด จะทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีในการอยู่ร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นทุนในการพูดคุยต่อรองกันได้ระหว่างแม่ลูก

เพราะความต้องการที่ไม่ตรงกันของแม่ลูกต่างวัยเป็นเรื่องธรรมดา แต่การคุยกันภายใต้บรรยากาศที่สร้างสรรค์เป็นปัจจัยสำคัญ จะทำให้ปัญหาทุกอย่างแก้ไขไปได้ด้วยดี




ที่มา : น.พ.บัณฑิต ศรไพศาล (นิตยสารแพรว ปีที่ 20 ฉบับที่ 462)

21 กรกฏาคม 2546
เวลา 07:31 น. [A-293]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-997] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 26 ม.ค. 2549, 11:06 น.

สุขภาพจิตของวัยรุ่นอายุ 16-19 เป็นอย่างไร

[C-782] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 09 พ.ย. 2548, 11:50 น.

ให้ไว้

[C-601] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 01 ก.ค. 2548, 13:57 น.

พ่อแม่ควรศึกษาถึงลักษณะนิสัยของวัยรุ่นให้ดีจะได้ไม่มีปัญหากับลูกๆ




[C-600] ความเห็นของ: ภา STR.
เมื่อวันที่ : 01 ก.ค. 2548, 13:55 น.

ลูกๆทุกคนรู้ว่าตัวเองทำผิดไปบ้าง แต่อยากให้พ่อแม่ค่อยๆอธิบาย ไม่ใช่มีแต่บนกับด่า เพราะการบ่น การด่าทำให้วัยรุ่นต่อต้าน ถ้าพูดดีดีถึงจะฟัง แต่ถ้าบอกบ่อยมากก็ต้องมีการดุบ้างเล็กน้อย



[C-577] ความเห็นของ: ไก่
เมื่อวันที่ : 23 มิ.ย. 2548, 10:57 น.

ป้อนความเห็น ที่นี่
ผู้ใหญ่ควรทำควมเข้าใจวัยรุ้นให้มากขึ้น ค่อยๆพูดกัน

[C-524] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 30 พ.ค. 2548, 12:47 น.

ป้อนความเห็น ที่นี่

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com