formumandme.com  
   เรื่องที่คุณแม่ควรรู้  

pic_no_1131_2h23624l.jpgเรื่องที่คุณแม่ควรรู้

      เรื่องที่คุณแม่มักเป็นกังวลอยู่เสมอก็คือ   เรื่องความปลอดภัยของลูกน้อยยิ่งเมื่อเจ้าตัวเล็กรู้จักเคลื่อนไหวด้วยตัวเองได้แล้ว คุณแม่ก็ยิ่งเป็นกังวลมากขึ้น เพราะความไร้เดียงสา  ความอ่อนประสบการณ์  ความแปลกตาประหลาดใจ  ใคร่รู้ใคร่เห็นและใคร่สัมผัสในสิ่งแปลกใหม่ไปเสียทุกๆสิ่งที่ได้เห็น  จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อุบัติเหตุต่างๆที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้นได้เสมอ  แต่หากคุณแม่เรียนรู้ถึงวิธีการแก้ไขหรือบรรเทาอาการเบื้องต้นของอุบัติเหตุต่างๆแล้ว ก็จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ร้ายแรง และเกิดความตกอกตกใจจนเกินเหตุได้

เมื่อลูกน้อยกลืนเหรียญหรือสิ่งของเล็กๆ เข้าไปติดหลอดลม

      ให้คุณแม่จับลูกน้อยในลักษณะห้อยศีรษะลงต่ำ แล้วตบหลังแรงๆ ให้เด็กไอออกมา แต่ถ้าสิ่งที่ติดหลอดลมอยู่ไม่ออกให้คุณแม่รีบพาลูกน้อยไปโรงพยาบาลโดยเร็ว

เมื่อลูกน้อยมีก้างปลาติดคอ

      ให้คุณแม่ปั้นข้าวเป็นก้อน แล้วป้อนให้ลูกน้อยกลืนข้าวสุกนั้นโดยไม่ต้องเคี้ยว  หรือคุณแม่อาจเปลี่ยนจากข้าวเป็นกล้วยสุกหรือขนมปังนิ่มๆก็ได้  ถ้าหากกลืนข้าวแล้วก้างปลาก็ยังไม่ยอมหลุด ให้คุณแม่ผสมน้ำส้มสายชูกับน้ำให้เจือจาง แล้วให้ลูกน้อยๆค่อยๆดื่ม น้ำส้มสายชูจะช่วยให้ก้างปลาอ่อนตัวลงและหลุดได้ง่ายขึ้น  แต่ถ้าก้างปลานั้นยังไม่หลุดอีก คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อให้ช่วยคีบออกให้

เมื่อลูกน้อยยัดของเข้าจมูก

      ให้คุณแม่ปิด  หรือบีบรูจมูกข้างที่ไม่มีของติดอยู่ของลูก  แล้วบอกให้ลูกสั่งน้ำมูกแรง ๆ  เพื่อให้ลมจากจมูกดันของที่ติดอยู่ให้หลุดออกมา  คุณแม่ไม่ควรใช้วิธีแคะ  เพราะจะยิ่งเป็นการดันของที่ติดอยู่นั้นให้ลึกเข้าไปอีก ถ้าลูกน้อยสั่งของที่ติดอยู่ไม่ออก คุณแม่ต้องพาไปพบแพทย์ให้ช่วยเอาออกให้

เมื่อของเข้าหูลูกน้อย

      ให้คุณแม่จับลูกน้อยให้เอียงศีรษะด้านที่มีของเข้าไปนั้นลง  เพื่อให้ของหล่นออกมาเอง  ถ้าหากคุณแม่ทำแล้วของที่เข้าไปยังไม่ออกมา  ห้ามคุณแม่แคะหูลูกเองเด็ดชาด เพราะของนั้นจะยิ่งเข้าไปลึกยิ่งขึ้น คุณแม่ควรพาลูกน้อยไปพบแพทย์ให้ช่วยจัดการให้

เมื่อสารพิษเข้าตาลูกน้อย

      ให้คุณแม่รีบล้างตาลูกน้อยด้วยน้ำสะอาดทันที โดยตะแคงศีรษะและใช้น้ำสะอาดจากก๊อกหรือน้ำยาล้างตารินผ่านทางหัวตาช้า ๆ  และรีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว  กรณีที่สิ่งแปลกปลอมติดอยู่ รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน เพื่อให้แพทย์ช่วยจัดการ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรสิ่งแปลกปลอมนั้นออกเอง เพราะอาจเป็นอันตรายต่อตาลูกน้อย

เมื่อลูกน้อยได้รับสารพิษ

      ก่อนอื่นคุณแม่ควรหาชนิดของสารพิษที่ลูกน้อยได้รับประทานเข้าไปและเก็บตัวอย่างให้แพทย์ตรวจ และควรสังเกตด้วยว่ารับประทานเข้าไปเท่าไร   คุณแม่พยายามเอาสารพิษออกจากกระเพาะอาหาร โดยทำให้ลูกน้อยอาเจียน ( ยกเว้นการรับประทานสารกัดกร่อน หรือน้ำมันหอมระเหย ห้าม ! ทำให้อาเจียนเป็นอันขาด )   เมื่อลูกน้อยอาเจียนเอาสารพิษออกจากกระเพาะได้แล้ว รีบนำส่งโรงพยาบาลให้แพทย์รักษา

เมื่อลูกน้อยจมน้ำ

      ในขณะอาบน้ำ หากลูกน้อยหกคะมำในท่าคว่ำหน้าลงในอ่างน้ำ คุณแม่ต้องอุ้มลูกน้อยขึ้นในท่าศีรษะต่ำ เพื่อช่วยให้สิ่งแปลกปลอม หรือเสมหะออกมาเพื่อป้องกันการสำลักเข้าปอด   กรณีที่เด็กไม่รู้สึกตัว ให้คุณแม่ทำการผายปอดและนำส่งโรงพยาบาลทันที

เมื่อน้ำร้อนลวกลูกน้อย

      คุณแม่ควรถอดเสื้อของลูกน้อยออกทันทีเป็นอันดับแรก   ห้ามคุณแม่เจาะแผลพุพองหรือตัดเศษผิวหนังออก เพราะการกระทำดังกล่าวอาจทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ และห้ามใส่น้ำมัน ยาสีฟันหรือยาใดๆบนบาดแผลที่ถูกน้ำร้อนลวก  คุณแม่ควรประคบบริเวณแผลด้วยน้ำเย็น  คุณแม่ควรปิดแผลด้วยผ้าก็อซ หรือผ้าเช็ดหน้าที่สะอาด (อย่าใช้สำลีเป็นอันขาด) และนำไปพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อเลือดกำเดาออก

      ให้ลูกน้อยนั่งโน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ใช้นิ้วชี้กดจมูกข้างที่เลือกออกให้ชิดดั้งจมูกนาน 10 นาที  หรือใช้นิ้วชี้และหัวแม่มือบีบจมูกทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน  ระหว่างนั้นอาจประคบความเย็นที่หน้าผากหลังจากที่เลือดหยุดแล้วไม่ควรสั่งน้ำมูกอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง  ถ้าเลือดยังไม่หยุดไหลให้รีบพบแพทย์

เมื่ออาหารเป็นพิษ

      ถ้าลูกน้อยมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ให้จิบน้ำทีละน้อย  หยุดรับประทานอาหารหรือนมชั่วคราวจนกว่าอาการจะดีขึ้น  ถ้าอาการไม่ดีขึ้นภายใน 24 ชั่วโมงให้พบแพทย์

เมื่อแมลงมีพิษกัดต่อย

      ถ้าถูกผึ้งต่อย อย่าพยายามเอาเหล็กไนออกเอง เนื่องจากเหล็กไนของผึ้งมีพิษ อย่าให้นิ้วแตะถูกบริเวณบาดแผล ให้ประคบด้วยถุงน้ำแข็งหรือน้ำเย็น เพื่อป้องกันไม่ให้พิษจากเหล็กไนซึมเข้าสู่ร่างกาย  หลังจากนั้นให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว  ถ้าเป็นแมลงชนิดอื่น เช่น มดหรือตะขาบให้ประคบแผลด้วยถุงน้ำแข็งหรือน้ำเย็น ถ้าปวดมากให้รีบรับประทานยาแก้ปวด หลังจากนั้นให้พบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อสุนัขกัด

      ถ้าสุนัขที่กัดนั้นได้รับวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้ว  ให้ล้างแผลด้วยสบู่และน้ำสะอาด  เช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค โดยเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผลนำลูกน้อยไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก
      ถ้าไม่แน่ใจว่าสุนัขที่กัดนั้นได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าแล้วหรือยัง  อาจทำให้ลูกน้อยของท่านเป็นพิษสุนัขบ้าได้ คุณแม่จึงควรล้างแผลด้วยน้ำสบู่  แล้วเช็ดแผลด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค อย่าฆ่าสุนัขที่กัด อย่านำไปปล่อยหรือขับไล่ให้หนีไป ควรกักขังไว้เพื่อดูอาการของสุนัขเป็นเวลา 10 วันว่าเป็นบ้าหรือไม่  หรือนำสุนัขให้สัตวแพทย์ตรวจอาการ ถ้าตีสุนัขตาย หรือสุนัขตายเองระหว่างรอดูอาการ ให้รีบนำซากสุนัขส่งสถานเสาวภา หรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดตรวจพิสูจน์ หากต้องเดินทางหลายวัน ให้แช่หัวสุนัขไว้ในน้ำแข็งเพื่อกันไม่ให้สมองสุนัขเน่า
      ถ้าสุนัขที่กัดเป็นบ้า หรือไม่สามารถติดตามสุนัขได้ ให้พาลูกน้อยไปฉีดวัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้าให้ครบตามที่แพทย์สั่ง

กระดูกหัก

      ความซุกซนของเด็กทำให้เกิดการหกล้มหรือตกจากที่สูงจนกระดูกหักได้  เมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์เช่นนี้  คุณแม่ควรให้ลูกน้อยนอนอยู่กับที่  ห้ามเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น ถ้ามีเลือดออกให้ทำการห้ามเลือดโดยด่วน  หากจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยให้เข้าเฝือกชั่วคราวไว้ก่อน ณ ที่เกิดเหตุ  และถ้ามีบาดแผลให้ปิดแผลด้วยผ้าสะอาดก่อนเข้าเฝือก จากนั้นนำส่งโรงพยาบาล แต่ถ้าเป็นอาการกระดูกหักที่คอหรือกระดูกสันหลัง  ต้องพยายามเคลื่อนย้ายอย่างระมัดระวังที่สุดเพราะหากเคลื่อนไหวผิดท่าอาจพิการได้

เคล็ด

      ให้ลูกน้อยนอนพักในท่าสบาย ๆ จากนั้นให้ยกส่วนที่เคล็ดให้สูงขึ้น  รองด้วยหมอนหรือผ้าห่มหนา ๆ  แล้วนวดด้วยน้ำมันปาล์ม พันด้วยผ้าพันแผล แต่อย่าพันให้แน่นมาก

เมื่อของมีคมบาด

      ไม่ว่าจะเป็นมีด คัทเตอร์ กรรไกร ฯลฯ ให้รีบทำความสะอาดบริเวณรอบๆ บาดแผลโดยใช้สำลีชุบน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่เจือจางด้วยน้ำ และเช็ดในทิศทางที่ออกจากแผล ปล่อยให้แห้ง ทาครีมที่มียาฆ่าเชื้อโรคหรือปล่อยให้แผลเปิดแห้ง

......................................................................................................................................

ขอขอบคุณ  บทความของ : นพ.สุรเดช หงส์อิง กุมารแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

18 มีนาคม 2547
เวลา 09:46 น. [A-549]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-2213] ความเห็นของ: คนที่ชอบการเรียนมาก
เมื่อวันที่ : 19 ส.ค. 2551, 18:03 น.

ดิฉันอยากวัดไอคิวของตนเองค่ะ
ดิฉันอ่านแล้วยิ่งอยากรู้ว่าไอคิวของดิฉันจะถึง
167 รึเปล่า

[C-131] ความเห็นของ: หมวย
เมื่อวันที่ : 19 มี.ค. 2547, 11:39 น.

พี่แป๋มคะ ตอน สจ ตกเตียงครั้งแรกในชีวิตนี่แทบช๊อค
แต่แล้วก็เริ่มมีตกครั้งถัดๆ มา ความตกใจน้อยลงไปกว่าครั้งแรกๆ เยอะแล้วค่ะ
ตอนนี้ก็ต้องระวังเรื่องความซนแทน ซนจนแม่เบื่อไปเลย เฮ้อ
เมื่อไหร่ลูกจะโตเป็นผู้ใหญ่น้อ

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com