formumandme.com  
   ถั่ว งา เผือก มัน ฟักทอง ข้าวโพด 6 สหายสุขภาพ  

ถั่ว งา เผือก  มัน  ฟักทอง ข้าวโพด 6  สหาย  สุขภาพpic_no_1180__q.jpg

ถั่วเมล็ดแห้ง  พืชโปรตีนสูง

      
ถ้าพูดถึงถั่วเราคงจะนึกถึงถั่วเขียว  ถั่วแดง  ถั่วดำ  ถั่วปากอ้า  กันเป็นส่วนใหญ่ใช่ไหมคะ  ทั้งที่ความจริงแล้วยังมีถั่วอีกมากมายหลายชนิดที่เรายังไม่ค่อนคุ้นชื่อกันมากนัก  เช่น  ถั่วกันเนลลินิ  ถั่วบอร์ลอตติ  ถั่วปินโต  ถั่วไลมา  เป็นต้น
      ถั่วเป็นพืชที่มนุษย์รู้จักปลูกมาแต่ดึกดำบรรพ์  ฟอสซิลถั่วถูกค้นพบในทะเลสาบของหมู่บ้านชาวสวิสสำหรับถั่วที่มีโปรตีนสูงคือถั่วเมล็ดแห้ง  สามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ ชนิดที่มีโปรตีนสูงและไขมันสูงซึ่งจะสะสมพลังงานในรูปไขมัน  จึงจัดเป็นพืชน้ำมัน  ได้แก่  ถั่วเหลือง  ถั่วลิสง  ส่วนอีกชนิดมีโปรตีนสูงและไขมันต่ำ  สะสมพลังงานในรูปของคาร์โบไอเดรตได้แก่  ถั่วเขียว  ถั่วแดง  ถั่วดำ  ถั่วแดงหลวง  ถั่วพุ่ม  ถั่วลาย  ถั่วปากอ้า  เป็นต้น
      ถั่วเมล็ดแห้งทุกชนิดใช้แทนเนื้อสัตว์ได้เพราะมีโปรตีนสูง  โดยเฉพาะถั่วเหลือง  แม้คุณภาพของโปรตีนจะด้อยกว่าในเนื้อสัตว์  ปลา  และไข่  เนื่องจากถั่วเมล็ดแห้งไม่มีกรดแอมิโนที่จำเป็นบางชนิด  แต่เมื่อกินถั่วเหล่านี้ร่วมกับธัญพืชโดยเฉพาะที่ขัดสีน้อย  เช่นข้าวกล้องหรือกับเมล็ดพืชอื่น  เช่น งา  เมล็ดทานตะวัน  และเมล็ดฟักทอง  ซึ่งเป็นวิธีบริโภคของชาวมังสวิรัติทั่วไปอยู่แล้ว  จะช่วยเสริมกรดแอมิโนให้ครบถ้วนสมบูรณ์  ทำให้ได้อาหารที่มีคุณภาพโปรตีนดีเท่าเทียมเนื้อสัตว์  นอกจากนั้นถั่วยังมีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ  เช่น เหล็ก  แมงกานีส  โพแทสเซียม  อีกด้วย

งา  เนื้อคู่ของถั่ว

      
สำหรับงาจัดเป็นเมล็ดพืชที่ให้โปรตีนต่างจากถั่วเมล็ดแห้ง  คือมีกรดแอมิโนที่ถั่วเมล็ดแห้งขาด  ดังนั้นการบริโภคงาร่วมกับถั่วเมล็ดแห้งชนิดต่างๆจะทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนที่มีคุณภาพสมบูรณ์และนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่
      งามีไขมันประมาณ 50 – 60 กรัมต่อ 100 กรัม  เรานิยมนำงามาสกัดเป็นน้ำมันปรุงอาหาร เพราะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง  เนื่องจากองค์ประกอบเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่มาก  ช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดได้
      นอกจากนั้นงายังมีวิตามินอีสูง  ซึ่งวิตามินตัวนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านออกซิเดชัน  ช่วยจับและทำลายอนุมูลอิสระซึ่งเป็นอันตรายต่อเซลล์

เผือก  พลังงานผสานบำรุงสุขภาพ

      
เผือกนี่แหละมีคุณค่ามหาศาล  เพราะนอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรตซี่งให้พลังงานแก่ร่างกายเป็นส่วนประกอบหลักแล้ว  ยังมีโปรตีน  แร่ธาตุ  และวิตามินอยู่เกือบครบทุกชนิด  (แม้จะมีในปริมาณไม่สูงมากนัก)  เผือกจึงเป็นอาหารที่เพิ่มพลังงานและบำรุงสุขภาพไปพร้อมกัน

มันเทศ  ผู้อุดมด้วยเบต้าแคโรทีน

      
แม้ว่าพืชหัวจะมีอยู่หลากหลายชนิดแต่สำหรับคนไทยอย่างเราน่าจะคุ้นกับ มันเทศ มากที่สุด  เพราะนิยมนำมาทำเป็นอาหารประจำบ้านรับประทานกันอยู่บ่อยๆ 
      มันเทศเป็นพืชหัวที่ประกอบด้วยแป้งเป็นหลัก  มันเทศ 100 กรัม ให้พลังงาน  ประมาณ 93 กิโลแคลอรี่ (คนเราควรได้รับพลังงานเฉลี่ยวันละ 1,800 – 2,000 กิโลแคลอรี่)
      ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามันเทศมีอยู่สองชนิด  คือ  ชนิดเนื้อเหลืองส้มกับชนิดเนื้อครีม  ทั้งสองชนิดเป็นแหล่งที่ดีของวิตามินซี  โพแทสเซียม  และแคลเซียม  รวมทั้งใยอาหาร  นอกจากนั้นมันเทศยังอุดมด้วยเบต้า
แคโรทีน  ซึ่งอาจจะช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้

ฟักทอง  ย่อยง่าย  ให้วิตามินเอ

      ฟักทองเป็นพืชผลที่บริโภคกันอย่างแพร่หลายทั้งในเอเชีย  ออสเตรเลีย  สหรัฐอเมริกา  แอฟริกา  และแถบแคริบเบียน  ฟักทองอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน  ซึ่งร่างกายเปลี่ยนให้เป็นวิตามินเอได้  จึงเหมาะจะเป็นอาหารหลักอย่างหนึ่งของชาวมังสวิรัติที่มักขาดวิตามินเอเพราะงดเว้นเนื้อสัตว์
      อย่างที่ทราบกันว่าเบต้าแคโรทีนเป็นสารออกซิเดชัน  ดังนั้นจึงช่วยปกป้องเซลล์ของร่างกายไม่ให้ถูกอนุมูลอิสระทำลายอันอาจก่อให้เกิดมะเร็งบางชนิดได้  นอกจากนั้นฟักทองยังมีวิตามินเอ  ซึ่งจัดเป็นสารต้าน
ออกซิเดชั่นอีกตัวหนึ่ง
      ฟักทองย่อยง่ายและไม่ค่อยทำให้เกิดอาการแพ้  จึงเหมาะเป็นอาหารเสริมสำหรับเด็ก  และที่ไม่ควรมองข้ามคือเมล็ดฟักทองเพราะอุดมด้วยธาตุเหล็กและฟอสฟอรัสรวมทั้งมีโพแทสเซียม  แมกนีเซียม  และสังกะสีอีกด้วย  เปี่ยมคุณค่าน่ากินจริงๆ เลยใช่ไหมคะ

ข้าวโพด  อาหารให้เส้นใย

      
ข้าวโพดไม่ใช่พืชของเอเชีย  แต่เป็นพืชดั้งเดิมของชาวอินเดียนแดง  ข้าวโพดโบราณค่อนข้างจะเหนียวออกรสแป้งเป็นหลัก  ไม่มีความหวาน  จนปัจจุบันมีการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวโพดให้มีความหวานมากขึ้น
      ข้าวโพดหวานมีมากกว่า 200 สายพันธุ์  ส่วนใหญ่จะมีเมล็ดเหลืองทอง  ทุกสายพันธุ์จะมีวิตามินซี  แต่วิตามินเอจะมีเฉพาะพันธุ์สีเหลืองเท่านั้น
      ข้าวโพดอ่อนมีใยอาหารสูงที่จะช่วยให้ระบบการขับถ่ายทำงานเป็นปกติ

..........................................................................................................................................

ขอขอบคุณบทความจาก  นิตยสารชีวจิต

10 พฤษภาคม 2547
เวลา 23:55 น. [A-597]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-539] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 07 มิ.ย. 2548, 15:24 น.

ป้อนความเห็น ที่นี่

[C-538] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 07 มิ.ย. 2548, 15:18 น.

ป้อนความเห็น ที่นี่

[C-403] ความเห็นของ: ถกลรัตน์
เมื่อวันที่ : 08 ธ.ค. 2547, 14:37 น.

เรื่องทุกๆเรื่องน่าสนใจมาก

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com