formumandme.com  
   WEDDING PLANNER แผนการเงินก่อนแต่งงาน  

pic_no_1505_wedflo0.jpgWEDDING  PLANNER แผนการเงินก่อนแต่งงาน

         เมื่อความรักสุกงอมและความพร้อมลงตัว  คู่ชายหญิงที่รักกันแน่นแฟ้นมักตัดสินใจเลือกเดินเข้าสู่ประตูวิวาห์  การสร้างครอบครัวใหม่ของทั้งคู่ต้องใช้องค์ประกอบสำคัญหลายอย่าง  เรื่องการเงินก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หากทั้งคู่ร่วมกันวางแผนให้เหมาะสมก็จะสามารถช่วยเสริมสร้างความรักและความมั่นคงก่อนถึงวันสำคัญนั้นได้ไม่น้อย

         แม้ว่าคู่รักที่เตรียมตัวแต่งงานกันจะใช้จ่ายไปตามปกติจนถึงวันแต่งงานก็ไม่มีผลเสียใด ๆ เพียงแต่ทั้งคู่วางแผนการเงินไปด้วย  น่าจะมีหลายสิ่งหลายอย่างงอกงามขึ้นนอกจากยอดเงิน  เพราะนี่เป็นกิจกรรมร่วมที่แสดงถึงความรักอย่างเป็นรูปธรรมที่ทั้งคู่กระทำร่วมกันก่อนแต่งงานได้

         ดังนั้นเมื่อมองอีกด้านหนึ่ง  การวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานจึงเป็นการสร้างความเชื่อมั่นทางจิตใจให้คู่รัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายผู้หญิง  คล้ายเป็นสักขีพยานของความรัก  ทำนองเดียวกับที่ลูกเป็นสักขีพยานของความรักหลังจากแต่งงานก็ว่าได้

         ศึกษากัน (และกัน) ก่อน  ก่อนจะวางแผนการเงินครั้งนี้  สิ่งที่ควรทำคือน่าจะศึกษากันก่อน  ในเรื่องนิสัยและทัศนคติเกี่ยวกับการเงินของทั้งคู่ว่าแต่ละคนมีพื้นฐานอย่างไร  มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง

         การศึกษานิสัยทางการเงินและทัศนคติด้ายการเงินนี้  จะช่วยให้นำไปใช้เป็นองค์ประกอบในการวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานได้ละเอียดและรอบคอบยิ่งขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วยลดความขัดแย้งหรือความไม่เข้าใจกัน  ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากยังไม่เปิดใจกันและกันออกมาให้หมดเปลือกเสียแต่ตอนแรก

         อย่าลืมว่าแต่ละคนเติบโตโดยมีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันมา  แม้จะมาเป็นคนรักกันแล้วก็ตาม  แต่อาจยังมีบางสิ่งบางอย่างที่ยังไม่ได้เรียนรู้กัน  เรื่องอื่นอาจจะรู้สึกว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยและเอาไว้ค่อยเรียนรู้กันภายหลังได้  แต่นิสัยด้านการเงินจำเป็นต้องศึกษากันให้ดีเสียก่อนจะลงมือวางแผนการเงินก่อนแต่งงาน

         นิสัยและทัศนคติทางการเงิน

         บางคู่อุปนิสัยและทัศนคติอาจละวางไว้ก่อนได้  แต่บางคู่จำเป็นต้องคุยกันก่อน  เพราะน่าจะมีผลกระทบต่อการวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานแน่ ๆ   ที่น่ายกมาเป็นตัวอย่างสักคู่ได้แก่  เรื่องการปกปิดกับเปิดเผย  เพราะการวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานจำเป็นที่ทั้งคู่จะต้องเปิดเผยรายละเอียดการใช้จ่ายส่วนตัว  บางคนคิดว่าการใช้เงินไม่จำเป็นต้องปกปิด  และเคยชินกับการเปิดเผยมาโดยตลอด  ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่งคิดว่าการใช้เงินเป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เคยนำมาประกาศให้โลกรับรู้  แม้แต่กับพ่อแม่ก็ตาม  แล้วจู่ ๆ จะให้มาเปิดใจก็อาจจะรู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้างเป็นธรรมดา

         หากทั้งคู่มีนิสัยและทัศนคติแตกต่างกันเช่นนี้  ก็ควรจะตกลงปรึกษาหารือกันเสียก่อนลงมือวางแผนว่าแผนการเงินก่อนการแต่งงานที่จะยกร่างกันขึ้นมานี้จำเป็นต้องขอร้องให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งลดทอนนิสัยและทัศนคติดั้งเดิมลงไปบ้างและหากฝ่ายนั้นยังปรับสภาพจิตใจให้ยอมรับการรุกล้ำเข้ามาก้าวก่ายแผนการเงินก่อนแต่งงานไม่ได้  ก็น่าจะช่วยกันปรึกษาหาทางเลี่ยงโดยแผนยังคงเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด

        กรณีที่เกิดมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีนิสัยและทัศนคติไม่เคยชินต่อการคุยเรื่องเงิน ๆ เช่นนี้ว่า  อาจจะตกลงกันว่า  ให้ทั้งคู่ตั้งยอดเงินที่จำเป็นต้องใช้จ่ายในแต่ละเดือนไว้  แล้วหักส่วนนั้นไว้เอง  โดยจะไม่มีการเข้าไปขอให้แจกแจงรายละเอียดการใช้จ่ายส่วนตัวก้อนนี้อีก  ก็น่าจะเป็นทางออกที่ดี

         สำหรับนิสัยและทัศนคติอื่น ๆ หากมีก็ควรใช้วิธีเดียวกันคือ  ปรึกษาหารือหาทางออก  และตกลงกันโดยสันติวิธี

         เมื่อสมัครใจเต็มร้อยทั้งคู่   โดยทั้งคู่เห็นพ้องต้องกันในการที่จะต้องมีการวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานขึ้น  จากนั้นก็เริ่มตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

แผนขั้นที่ 1  แยกเงินส่วนตัวกับเงินเรา

          คือแบ่งสรรเงินรายได้ในแต่ละเดือนของทั้งสองฝ่าย  โดยจัดแบ่งเงินไว้ให้เพียงพอใช้จ่ายในรอบเดือนของแต่ละฝ่ายไว้คนละด้าน  ส่วนที่เหลือจากการใช้จ่ายของแต่ละคนให้นำมาใส่กองกลางเป็น “ เงินเรา ” ของทั้งสองคน   โดยแต่ละคนให้คิดคำนวณค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในแต่ละเดือน ไม่ว่าจะเป็นค่าโทรศัพท์มือถือ ค่าช็อปปิ้ง  ค่าปาร์ตี้กับเพื่อนฝูง  ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทั้งจำนวนยอดเงินและรายละเอียดก็ได้  แล้วทั้งคู่ก็จะตกลงกัน

         ส่วนที่สำคัญและจำเป็นต้องเปิดเผยก็คือ  ส่วนที่เรียกว่าเงินเรา  ทั้งคู่จะต้องรู้และมีตัวเลขเน่ชัดว่าแต่ละฝ่ายจะใส่เข้ามาเดือนละเท่าไร  ซึ่งอาจจะไม่จำเป็นต้องเท่ากันทั้งสองฝ่ายก็ได้  เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น  หรือต้องแยกทางกัน  เวลาต้องเคลียร์เงินคืนก็ยังพอจะมาขอหักคืนตามยอดของแต่ละเดือนคูณจำนวนเดือนได้

         วิธีง่าย ๆ ที่จะทำตามแผนขั้นที่ 1 นี้ก็คือ  เปิดบัญชีธนาคารร่วมกันหนึ่งบัญชีโดยแจ้งธนาคารว่าการเบิกจ่ายจากบัญชีต้องใช้ลายเซ็นต์ร่วมของทั้งสองฝ่าย  แม้จะไว้ใจกันขนาดไหนก็ตาม  แต่ควรอุดช่องว่างไว้ให้เรียบร้อยล่วงหน้าการเปิดบัญชีโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถเซ็นเบิกจ่ายได้โดยลำพังเป็นสิ่งที่ไม่พึงกระทำและควรหลีกเลี่ยงที่สุด

แผนขั้นที่ 2 ตั้งเป้าหมายร่วมกัน

         ลองร่วมกันตั้งเป้าหมายไว้คร่าว ๆ ว่าหากได้เงินจำนวนเท่าที่วางแผนไว้แล้วจะนำไปใช้จ่ายอะไรบ้าง  เป้าหมายนั้นอาจเป็นทรัพย์สินหรือสิ่งของที่เป็นรูปธรรม  เช่น  บ้าน  รถยนต์  ที่ดิน  หรืออาจจะเป็นสิ่งที่ไม่เป็นรูปธรรม  อย่างเช่น  เอาไว้ใช้ยามจำเป็น  เอาไว้จัดฉลองช่วงเวลาพิเศษ  ถ้าคิดคำนวณจากปริมาณเงินที่จะเก็บออมได้แล้วเห็นว่าไม่เพียงพอกับสรรพสิ่งที่ปราถนา  ลองเปลี่ยนไปตั้งเป้าให้เป็นส่วนหนึ่งของสิ่งของที่ปราถนา  เช่น  เงินดาวน์บ้าน  รถยนต์  ค่าเดินทางไปพักผ่อน  เป็นต้น

         การตั้งเป้าหมายนี้เป็นเครื่องช่วยให้ทั้งคู่ดำเนินการให้เป็นไปตามแผนเป็นแรงขับดันให้มุ่งมั่นต่อไปยามที่มีอุปสรรคและปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้น  แต่ขณะเดียวกันก็อย่าปล่อยให้เป้าหมายที่ตั้งไว้เองเป็นเครื่องบีบบังคับและสร้างความตึงเครียด  เพราะมันจะกัดกร่อนบ่อนทำลายรากฐานความรักของทั้งคู่ไปทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว

         ถ้าอยากจะสร้างความกระตือรือร้นลองหารูปภาพของสิ่งที่เป็นเป้าหมายมาติดตั้งไว้ในจุดที่สามารถมองเห็นได้บ่อย ๆ และชัดเจน  เช่น  รูปบ้าน  รถยนต์  หรือสถานที่ที่อยากไป  นอกจากนี้พยายามพูดถึงสิ่งที่เป็นเป้าหมายบ่อย ๆ ทั้งพูดกันเอง  และพูดกับคนอื่น  เพราะตามหลักจิตวิทยาบอกว่าการพูดถึงเป้าหมายเหมือนกับการสร้างพันธสัญญากับคนรอบข้าง  ยิ่งผู้คนรับรู้มากเท่าไรความพยายามที่จะทำให้สำเร็จตามเป้าหมายก็ยิ่งมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

แผนขั้นที่ 3 กำหนดกรอบเวลา

          เมื่อมีเป้าหมายแล้วก็น่าจะมีกำหนดเวลาไว้ด้วย  เพื่อเป็นตัวกำหนดการสรุปจำนวนเงินในระยะเวลาที่วางแผนและเป็นขวัญกำลังใจในการดำเนินการอื่น ๆ ต่อไป

         กรอบเวลานี้น่าจะเป็นช่วงก่อนถึงวันแต่งงาน  หรืออาจจะเป็นในวันแต่งงานก็ได้  ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หากเป้าหมายเป็นสิ่งใดที่จำเป็นต้องนำเงินก้อนนี้ไปใช้จ่ายก่อนวันแต่งงานก็ควรกำหนดกรอบเวลาให้ตรงตามการใช้นั้น  แต่หากไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายอันใดก็กำหนดเป็นวันแต่งงานเลย  ถือเป็นของขวัญวันแต่งงานอีกชิ้นหนึ่งที่ทั้งคู่ร่วมกันสรรหามามอยให้กันและกันเอง

         เงินจัดสรรเพิ่ม   

         
เมื่อวางแผนการเงินก่อนการแต่งงานตามแผนทั้ง 3 ขั้นไปแล้ว  ยังมีแผนเสริมพ่วงท้ายมาด้วย  นั่นคือการจัดสรรเงินเพิ่มพิเศษ  ซึ่งเป็นผลจากการวางแผนการเงินก่อนการแต่งงาน  โดยเงินส่วนนี้ไม่ได้กำหนดจำนวนที่แน่นอนลงไป  เพราะเงินพิเศษนี้ทั้งคู่ยังไม่อาจคาดคะเนได้แน่ชัดว่าจะได้มาเมื่อไร  จำนวนเท่าใด  เนื่องจากไม่ได้มาจากรายได้ประจำของแต่ละคน  แต่เงินจัดสรรเพิ่มนี้มาจาก

1.   การช่วยกันเก็บเงิน   อาจมาจากเศษสตางค์ย่อยที่เหลือทอนจากการใช้จ่ายปกติประจำวัน  โดยแต่ละฝ่ายนำมารวบรวมไว้ในกระปุก  ถึงรอบเดือนหนึ่งอาจจะนำมาเปิดสักครั้งแล้วนำไปใส่รวมไว้ในส่วนที่เป็นเงินเราสมทบเข้าไปอีก  จะช่วยให้เงินเราเพิ่มขึ้น

2.   การลดค่าใช้จ่าย   แม้ว่าในขั้นตอนการวางแผนทั้งคู่จะกำหนดวงเงินที่แต่ละฝ่ายจะใช้จ่ายในแต่ละเดือนไปแล้ว  แต่นั่นเป็นการประเมินจากการใช้จ่ายเดิมเป็นประจำทุกเดือน  โดยที่ยังไม่ได้คิดหาหนทางประหยัด  ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่สามารถตัดทอนลดลงได้  เช่น  ค่าใช้โทรศัพท์มือถือ  ซึ่งสามารถเปลี่ยนแพ็กเกจให้ถูกลงตามปริมาณการโทร  ค่าใช้จ่ายในการกินข้าวกับเพื่อน เป็นต้น

3.   การใช้จ่ายให้ลงตัว   หากใช้จ่ายให้ลงตัวตามแผนที่วางไว้  ก็อาจจะมีส่วนที่เหลือเกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ  เพราะค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนคงไม่ลงตัวพอดีเป๊ะกับจำนวนเงินที่จัดแบ่งไว้สำหรับแต่ละฝ่ายเป็นแน่  นอกจากนี้หากไม่จำเป็นต้องไปดึงเอาเงินจากส่วนอื่นที่จัดสรรไว้แล้ว  ทั้งส่วนจัดเก็บเป็นเงินเรา  และส่วนที่แต่ละฝ่ายกันไว้ใช้ของตนเอง  การใช้จ่ายให้ลงตัวก็เป็นตัวช่วยให้แผนการที่วางไว้สำเร็จสมบูรณ์ง่ายขึ้นอีกเยอะทีเดียว

ข้อควรคำนึง

         สิ่งที่ควรระวังที่สุดคือ  อย่าให้แผนการเงินก่อนการแต่งงานนี้มาเป็นตัวล้มการแต่งงานเสียเอง  หากเกิดความขัดแย้งขึ้น  ดังนั้นไม่ควรจะจริงจังกับแผนเกินไปนัก  หากเห็นว่าไปต่อไม่ไหวให้กลับมาปรึกษากันใหม่  และเปิดใจพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนแผนได้ตลอดเวลา  อย่างไรก็ดีอย่าลืมคำนึงถึงตัวเอง  ทั้งด้านสุขภาพ  ความเครียด  และสภาพคล่องในการใช้จ่ายแต่ละเดือนด้วย  อย่าบีบตัวเองจนเกินไปนัก

         ท้ายสุด  ควรให้ผู้ใหญ่รับรู้ด้วย  จะสามารถช่วยได้มากหากมีปัญหาเกิดขึ้น

......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาของบทความ : นิตยสาร ELLE  ฉบับกุมภาพันธ์  2548  No. 124

 

21 มิถุนายน 2548
เวลา 07:33 น. [A-851]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com