formumandme.com  
   น้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน  

pic_no_1552__cakepiebeauty1_l.jpgน้ำตาล…อันตรายที่แสนหวาน

          รสชาติหวานอร่อยของน้ำตาลจะทำให้เราติดอกติดใจในอาหารนั้น ๆ มากขึ้นแต่รู้หรือไม่ว่า  ความหวานอันแสนจะคุ้นลิ้นที่เราเติมใส่อาหารอยู่บ่อย ๆ นี้สามารถกลายเป็นภัยร้ายที่คร่าทำลายร่างกายของเราได้อย่างเงียบเชียบ

         อาหารรสชาติหวานมีส่วนสัมพันธ์กับปัญหาสุขภาพคนส่วนใหญ่  มีแนวโน้มจะติดใจในรสหวานอร่อยของอาหารที่เติมน้ำตาล   เนื่องจากคุ้นเคยว่าอาหารออกหวานจึงจะให้รสชาติที่ดี  จึงมีการเติมผงชูรส  หรือน้ำตาลลงไปในขณะปรุงอาหาร  นอกจากนี้เรายังได้รับการฝึกมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าจะได้รับขนมหวาน เช่น ลูกกวาด  ช็อกโกแลต  เป็นรางวัล  หรือรอคอยที่จะได้กินเค้กวันเกิด  แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ  เด็กที่ชอบกินขนมหวาน ๆ มีแนวโน้มว่าจะเจ็บป่วยได้ง่าย  และเลือดกำเดาออกได้ง่ายกว่า  จนถึงมีปัญหาฟังผุ  คนในวัยหนุ่มสาวที่กินน้ำตาลมาก ๆ และกินอาหารไม่มีประโยชน์บ่อย ๆ จะมีระดับของวิตามินบี 1 ลดน้อยลง  ทำให้เป็นโรคเหน็บชาได้ง่าย  มีอาการภูมิแพ้  อารมณ์แปรปรวน  กระสับกระส่าย  ซึมเศร้า  และนอนไม่หลับ

อาการเสพติดน้ำตาล

         อาหารรสชาติหวานจะให้ความรู้สึกพึงพอใจและทำให้ติดใจได้ง่ายกว่า  ดังนั้นผู้คนจึงดื่มกินน้ำตาลที่ผสมอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิดโดยไม่ทันรู้ตัว  ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลม  น้ำผลไม้บรรจุกล่อง  ขนมเค้ก  ซอส  น้ำราดสลัด  เนย  มันฝรั่งทอด  ไก่ทอด  กาแฟ  ชา  ในน้ำตาล 1 ช้อนชา  จะให้พลังงาน 16 แคลอรี่  ถ้าหากดื่มน้ำอัดลม 1 กระป๋อง  จะให้พลังงานประมาณ 88 แคลอรี่  ดื่มมาก ๆ ร่างกายก็จะได้น้ำตาลเป็นพลังงานสะสมในร่างกายมากขึ้น  ผู้หญิงที่ต้องการรักษารูปร่าง  มักหันมาอมลูกอมแทนการกินอาหารที่คิดว่าเป็นการเพิ่มไขมัน  และคาร์โบไฮเดรต  แต่กลับมีโอกาสได้รับพลังงานมากขึ้น  เพราะน้ำตาลไม่ช่วยให้รู้สึกอิ่มเมื่อเข้าสู่ร่างกายจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด  ทำให้เกิดความอยากอาหารอีก  นอกจากนี้ยังอาจมีผลให้เกิดอาการติดน้ำตาล  เพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้สูงคงที่

         อาการของผู้ที่ติดหวานจนอยู่ในข่ายเสพติดน้ำตาลหรือที่เรียกว่า Sugar  Blues  จะมีความต้องการและอยากกินอยู่เสมอ  มีความรู้สึกหดหู่ซึมเซาในช่วงระหว่างสิบโมงเช้าและประมาณบ่ายสามโมง  เนื่องจากภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ  หากยังไม่แก้ไขนิสัยการกิน  จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย  ซึมเศร้า  อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย  ขาดสมาธิ  เกิดภูมิแพ้  และความดันโลหิตต่ำ

ความหวานกับอาการสุขภาพเสื่อม

         เมื่อน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากเกินไป  ร่างกายจะส่งไปเก็บไว้ที่ตับในรูปของไกลโคเจน  (Glycogen)  และเก็บไว้ได้เป็นจำนวน 50 กรัม  หากมากกว่านี้  ตับจะส่งกลับไปที่กระแสเลือดแล้วเปลี่ยนเป็นกรดไขมัน  เพื่อไปสะสมอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหว  เช่น สะโพก  หน้าท้อง  ต้นขา  ต้นแขน  แต่ถ้ายังคงกินน้ำตาลอย่างต่อเนื่อง  กรดไขมันก็จะไปสะสมเพิ่มพูนอยู่ตามอวัยวะภายในต่าง ๆ เช่น หัวใจ  ตับ  ไต  เป็นต้น

         นอกจากนี้เมื่อน้ำตาลอยู่ในเลือดจะมีผลให้เลือดเหนียวข้นขึ้น  เลือดจะไหลช้าลง  และนำสารอาหารไปเลี้ยงเนื้อเยื่อได้ช้าลง  ประสิทธิภาพในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อจะลดลงทำให้เส้นเลือดฝอยตีบตันได้ง่าย  และเกิดความเสื่อมกับอวัยวะต่าง ๆ ได้เร็วขึ้น  การกินอาหารรสหวานยังทำให้ร่างกายได้รับพลังงานมากเกินไปจนกลายเป็นสาเหตุของโรคอ้วนที่จะทำให้ปัญหาอื่น ๆ ตามมาอีกด้วย

สัญญาณเตือนภัย

         สัญญาณเตือนว่าร่างกายได้รับอันตรายจากความหวานก็คือ  น้ำหนักลดยาก  อยากกินหวาน  ถ้าไม่ได้กินจะรู้สึกหงุดหงิด  มีผมหรือขนขึ้นในที่ที่ไม่ควร  ผมร่วง  มีสิวขึ้น  ในรายที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเกิดซีสต์ที่รังไข่  และประสบปัญหาที่เกี่ยวข้องกับความดันสูง  นิ่ว  ไต  เบาหวาน  เส้นเลือดหัวใจตีบ  และไขมันแทรกในตับ  นอกจากนี้ผู้ที่ชอบกินหวาน  ผิวหนังจะมีสภาพเป็นกรดที่พร้อมจะให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ง่ายอีกด้วย

         ในประเทสสหรัฐอเมริกาได้บัญญัติโรคที่ชื่อว่า  Syndrome  X  ไว้เป็นกลุ่มอาการอย่างหนึ่งที่ประกอบด้วยโรค 4 โรค คือ  เบาหวาน  ความดัน  หัวใจตีบ  และอัมพาต  ซึ่งทั้ง 4 โรคนี้มีสาเหตุร่วมกันคือ  “ ความหวาน ”

ใช้น้ำตาลเทียมดีกว่าหรือไม่

         น้ำตาลเทียม เช่น Aspartame  หรือ  Saccharin  เป็นสารสังเคราะห์ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล  แต่ให้พลังงานหรือแคลอรี่ต่ำ จึงมักเป็นส่วนผสมอยู่ในอาหารชนิดไดเอต ซึ่งเป็นที่นิยมของผู้ที่อยากผอม  นอกจากนี้ยังเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลที่แพทย์มักแนะนำให้ใช้ในรายที่เป็นเบาหวาน  ซึ่งควรกินภายใต้การดูแลของแพทย์  เพราะผู้บริโภคบางรายมีอาการไมเกรน  คลื่นเหียน  ท้องร่วง  และถ้าใช้ในระยะยาวอาจมีผลข้างเคียงที่ทำให้มีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง สำหรับสารอาหารที่ให้รสหวาน    ธรรมชาติและเหมาะจะใช้แทนน้ำตาลก็คือหญ้าหวาน (Stevia)  ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีถิ่นกำเนิดในแถบบราซิล  และมีการนำมาปลูกทางภาคเหนือของไทย  วิธีใช้คือ  นำใบที่ตากแห้งมาใส่ในอาหารแทนน้ำตาล  ซึ่งจะให้รสชาติอาหารที่กลมกล่อมขึ้นด้วย  แต่ไม่ควรใส่มากเพราะจะให้รสที่หวานมาก  เนื่องจากในใบมีสารหวานที่หวานกว่าน้ำตาลทราย 250-300 เท่า  แต่ไม่ทำให้อ้วน

เลิกกินน้ำตาลดีไหม

         เนื่องจากร่างกายต้องใช้กลูโคสเป็นพลังงาน คนจึงเชื่อว่าดื่มน้ำหวาน น้ำผลไม้  หรือน้ำอัดลมแล้ว จะทำให้สดชื่น  และให้พลังงาน  แต่น้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายต้องเป็นปริมาณที่เหมาะสม  กลูโคสที่ให้ผลดีต่อร่างกายคือกลูโคสที่เกิดจากคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (Complex  Carbohydrate)  เช่น  ข้าว  ข้าวกล้อง  ข้าวโพด  ขนมปัง  ธัญพืช  และถั่วต่าง ๆ ซึ่งร่างกายจะค่อย ๆ ย่อยและดูดซึมไปใช้  แต่กลูโคสจากน้ำตาลเมื่อเข้าสู่   ร่างกายจะถูกดูดซึมไปทั้งหมด  กลูโคสจึงอยู่ในภาวะล้นท่วมเซลล์  ก่อให้เกิดอันตรายและร่างกายต้องทำงานหนัก  แต่จะไม่แสดงอาการในทันที  เพราะร่างกายสามารถทนรับได้นาน 5-10 ปี  จึงจะแสดงอาการของโรค  ดังนั้นในระยะยาวคนที่กินหวานจะมีโอกาสเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้มากกว่าคนไม่กินหวาน

         องค์การอนามัยโลกได้กำหนดปริมาณน้ำตาลไว้ว่าไม่ควรเกินร้อยละ  10 ของปริมาณพลังงานที่ได้รับในแต่ละวัน  การบริโภคน้ำตาลในปริมาณที่พอเหมาะและไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายคือ  ไม่เกินวันละ  10 ช้อนชา  แต่ปริมาณแนะนำที่มีการรณรงค์สำหรับคนไทยก็คือ  ไม่เกินวันละ 6 ช้อนชา  หรือ 24 กรัม  เผื่อไว้สำหรับการกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาลอยู่แล้วโดยไม่ทราบปริมาณ

         เพื่อสุขภาพร่างกายที่ดี  ควรหันมาใส่ใจในอาหารการกิน  ฝึกลดและเลิกเติมน้ำตาลลงในอาหารตั้งแต่วันนี้โดยเลือกกินอาหารที่มีน้ำตาลน้อย  จนถึงชนิดซูการ์ฟรี  ที่ไม่มีน้ำตาลเจือปน  แล้วจะพบว่านอกจากอาหารที่กินนั้นจะมีรสชาติดีอยู่แล้ว  ยังส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมทั้งร่างกายและจิตใจ

วิธีหยุดอาการติดน้ำตาล

1.   กำจัดน้ำตาลออกไปจากบ้านให้หมด
2.   เมื่อจำเป็นต้องใช้  ให้ซื้อมาทีละนิด  แล้วใช้เท่าที่จำเป็น  ส่วนที่เหลือให้ทิ้งไป
3.   ถ้าอดใจไม่ไหว  ให้กัดของหวานชิ้นโปรดนั้นเข้าไปแค่คำเดียว  เคี้ยวช้า ๆ แล้วดื่มน้ำตามมาก ๆ
4.   ออกกำลังกายทันทีที่รู้สึกอยากกินของหวาน  วิธีนี้จะช่วยหยุดยั้งกระบวนการที่ทำให้รู้สึกอยากกินได้
5.   เมื่อรู้สึกอยาก  ให้ยืดเวลาออกไปอีก 15 นาที  แล้วหาอะไรทำในระหว่างนั้น  ความอยากจะหายไปในระหว่างรอ

...................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาของบทความ   นิตยสาร  ELLE  ฉบับกุมภาพันธ์  2548  No. 124

22 กันยายน 2548
เวลา 05:57 น. [A-895]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-3361] ความเห็นของ: เนย
เมื่อวันที่ : 17 มิ.ย. 2553, 19:59 น.

น้ำตาลน่ากลัวมากค่ะ อ่านแล้ว...ไม่อยากกินเลยค่ะ

[C-2625] ความเห็นของ: kkk
เมื่อวันที่ : 04 พ.ค. 2552, 14:33 น.

เรื่องจริงของโรคเบาหวาน

สวัสดีครับจาที่ได้พบวิธีการรักษาเบาหวานแบบหายขาดของคุณ
ธิดา อึ้งนภารัตน์ ที่ละเวปไซต์ได้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หลังจากได้นำมาให้
ญาติๆลองทานดูพบว่าจริงอย่างในเวปบอกครับ น่าอัจศจรรย์มากดูไม่
น่าเชื่อว่าสมุนไพรไทย เมื่อเข้ายาเป็นสูตรโบราณแล้วจะสามารถรักษา
ให้เบาหวานหายขาดได้ ผมมีตัวอย่างคนไข้มานำเสนอดังนี้

ชื่อ ที่อยู่ปัจจุบัน ระยะเวลา ระดับน้ำตาล
ก่อน หลัง
1. นางเวียงนอม มีหวายหลึม 31/1ม.9 เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด 25 200 160
2.นางคำ บุปผาสร้อย 19ม. ต.ปาผาจ.ร้อยเอ็ด 15 300 108
3.นางทองใบ ศรีหนองจิก 221ม5ต.ดงลานอ.เมือง จ.ร้อยเอ็ด 3 300 90
4.นายอาทร รุ่งผดุง 158ม4ต.ดงลานอ.เมืองจ.ร้อยเอ็ด 10 220 106
5.นางบุญโฮม เจริญเขต 73 ม6 เชียงขวัญ จ.ร้อยเอ็ด 5 250 150


ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างครับ ยังมีอีก 22 ท่านที่ไม่ได้ลงราย
ละเอียดไว้ ปัจจุบันที่ไปตรวจทุกๆ 3 เดือน ตรวจแบบนี้มา 2 ปีแล้วก็ยังไม่
พบว่ากลับมาเป็นโรคเบาหวานอีก

ซึ่งผมอยากทุกท่านได้ช่วยกันเผยแพร่ให้กับท่านอื่นๆที่เป็นและ
กำลังทรมานกับโรคเบาหวานให้หายขาดได้หากท่านอยากทราบถึง
ข้อมูลดังกล่าวท่านสามารถติดต่อโทรมาปรึกษาได้ที่ คุณ ธิดา ที่เบอร์
083-3459197
หากหายแล้วให้ยกมือท่วมหัวและระลึกถึงปู่ที่มาช่วยให้
ท่านหายขาดจากโรคร้าย



f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com