Notice: A session had already been started - ignoring session_start() in /data/website/formumandme.com/article.php on line 3
คดีพระยอดเมืองขวาง ร.ศ.112 - F o r   M u m   A n d   M e
formumandme.com  
   คดีพระยอดเมืองขวาง ร.ศ.112  

pic_no_1568_t112.jpgคดีพระยอดเมืองขวาง  ร.ศ.112


          เมื่อวันที่  21  เมษายน  “หน้าบัลลังก์”  ได้ไปร่วมงานวันเกิด  “ศาลยุติธรรม”  ปีที่ 123  จัดที่สถาบันพัฒนาข้าราชการตุลาการ  ถ.รัชดาภิเษก  เลยถือโอกาสแวะไปชม  “พิพิธภัณฑ์ศาลไทย”  ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้น 5  เพราะมีการฉายไลต์แอนด์ซาวน์ประกอบ  “คดีพระยอดเมืองขวาง”  ซึ่งเป็นคดีดังและเป็นต้นกำเนิดของการปฏิรูปศาลไทยของสยามประเทศในยุควิกฤติการณ์  ร.ศ.112  หรือสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชการที่ 5  ย้อนกลับไป  ณ  ร.ศ.112  หรือพุทธศักราช 2436  เป็นช่วงเวลาที่ประเทศตะวันตกล่าอาณานิคมในทวีปเอเชีย  เมื่อวันที่  23  พฤษภาคม  2436  มองซิเอร์ลุซ  (ชาวฝรั่งเศส)  คุมทหารเข้าปล้น  ค่ายยึดเมืองคำมวน  หัวเมืองด่าน  ปลายพระราชอาณาเขตสยามทิศตะวันออก  ซึ่งมี  “พระยอดเมืองขวาง”  เป็นข้าหลวงรักษาเมืองซึ่งมิได้ต่อสู้ขัดขวาง  เพราะเกรงกระทบไมตรีระหว่างกรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส


         มองซิเอร์ลุซจึงสั่งให้  “มองซิเออร์กรอสกุแรง”   คุมตัวพระยอดเมืองขวางกับพวกไปส่งที่เมืองท่า อุเทนอ้างว่า   หากอยู่ในเมืองคำมวนต่อไปจะเกิดอันตราย   เพราะราษฎรเกลียดชังพระยอดเมืองขวาง  ระหว่างคุมตัวมาถึงบ้านแก่งเจ๊ก  มองซิเออร์กรอสกุแรงกับทหารราว  20  นาย  ใช้กำลังฉุดกระชากลากตัว  ”หลวงอนุรักษ์”  ผู้ช่วยรักษาเมืองคำมวนไปกักขัง  11 วัน  พระยอดเมืองขวางจึงตั้งให้ขุนวังเมืองท่าอุเทนไปเจรจาขอตัวหลวงอนุรักษ์คืน  ระหว่างเจรจานี้เองเกิดการโต้เถียง  มองซิเออร์กรอสกุแรงจับมือหลวงอนุรักษ์ลากเข้าไปในห้อง  หลวงอนุรักษ์สะบัดมือหลุดแล้วกระโดดเรือนหนีจึงเกิดการชุลมุนพร้อมกับเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดแล้วเกิดไฟลุกไหม้!!!


         ตรวจสอบพบว่า  ลูกปืนถูกขุนวังและทหารสยามตาย 2-3 นาย  ส่วนมองซิเออร์กรอสกุแรงถูกกระสุนปืนเข้าที่  “ขมับ”  นอนตายอยู่ที่เรือนที่กำลังลุกไหม้


         รัฐบาลฝรั่งเศสโกรธแค้นและฉวยโอกาสอ้างเป็นเหตุย่ำยีเอกราชสยามประเทศโดยสั่งให้  “มองซิเออร์ปาวี”  ยื่นประท้วงโดย  “ขอให้ลงโทษ”  พระยอดเมืองขวางสถานหนักและให้สยามประเทศจ่ายค่าทำขวัญให้แก่ครอบครัวทหารฝรั่งเศส  ญวนและเขมรที่ถูกฆ่าตาย  เหตุการณ์ตึงเครียดครั้งนี้เองจึงได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็น  “วิกฤตการณ์   ร.ศ.112”


         รัฐบาลสยามซึ่งตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบต้องจำยอมด้วยการลงนามหนังสือสัญญากรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส  ยกดินแดนฝั่งซ้ายฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ  ให้รัฐบาลฝรั่งเศส และออกพระราชบัญญัติเพื่อจัดตั้ง  “ศาลรับสั่งพิเศษ”    ชำระความพระยอดเมืองขวาง


         วันที่  17  มีนาคม  ร.ศ. 113  เวลาบ่ายโมง  ศาลรับสั่งพิเศษนั่งประชุม  ณ  สนามสถิตยุติธรรม  พระเจ้าน้องยาเธอ  กรมหลวงพิชิตปรีชากร  อธิบดีผู้พิพากษาใหญ่ในศาลรับสั่งพิเศษประทับยืนอ่านคำพิพากษาบนบังลังก์มีใจความว่า  “เรื่องความอาญาระหว่างโจทก์  ทนายแผ่นดินและจำเลยคือ  พระยอดเมืองขวาง  ในข้อปัญหาระหว่างพระยอดเมืองขวาง  จำเลยได้ฆ่าซิแอร์กรอสกุแรงและพวกญวนอันเป็นโทษผิดต่อพระราชกำหนดกฎหมายจริงทั้งหมดฤา  แต่ข้อหนึ่งข้อใดฤาหามิได้นั้น  เราได้พิจารณาตรวจตราคำหาคำให้การและพยานโจทก์จำเลยแลคำตักเตือนจนทั่วทุกอย่างแล้วหาได้พบปะข้อหนึ่งข้อใดซึ่งจะเป็นคำยืนยันว่า  จำเลยได้ทำการร้ายนั้น  แม้แต่ในคำที่กล่าวหาที่ต้องยกเอามาเป็นกระทู้ปัญหานี้เองก็ไม่กล้ากล่าวยืนยันมั่นคงได้เป็นแต่กล่าวหาแล้วก็กลับลงท้ายเป็นคำสงสัยเสียว่าสั่งให้ผู้อื่นกระทำดังนี้  เพราะฉะนั้นเราทั้งหลายต้องกล่าวโดยคำอันชัดว่า  จำเลยมิได้ทำการร้ายด้วยตนเองเป็นแน่แท้  พิพากษายกฟ้อง


         ปรากฏว่า  รัฐบาลฝรั่งเศสไม่ยอมรับคำพิพากษายื่นข้อเสนอให้พิจารณาคดีใหม่รัฐบาลสยามต้องจำยอมอีกครั้งด้วยการตั้ง  “ศาลผสมกัน”  โดยมีอัยการฝรั่งเศสดำเนินการฟ้อง  มีองค์คณะผู้พิพากษาฝรั่งเศสกับผู้พิพากษาสยามเท่ากันฝ่ายละ 2 คน  แต่อธิบดีผู้พิพากษาฝรั่งเศสและต้องมีการตั้งทนายความฝรั่งเศษด้วย


         วันที่  13  มิถุนายน  ร.ศ. 113  เวลาบ่าย 4 โมง  พระยอดเมืองขวางถูกตัดสินครั้งที่สองลงโทษให้จำคุก  20 ปี  ทั้งที่ขัดกับหลักกฎหมายสากลที่ว่า  “การกระทำอันเดียวกันจะลงโทษสองครั้งไม่ได้”  เหตุการณ์ครั้งนั้น  พระยอดเมืองขวางต้องยอมเสียสละอิสรภาพของตนเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติสยามไว้


         คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเสียเอกราชทางการศาลและการปกครองประเทศทำให้คนสยามถูกย่ำยีสิทธิและเสรีภาพ  จึงก่อให้เกิดปณิธานอันแรงกล้าของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  “ปฏิรูประบบการศาลไทย”  ปลดแอกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจนมี  “สถาบันตุลาการ”  เกิดขึ้นมาเป็นหลักประกันว่า  ศาลสถิตยุติธรรมนี่แหละคือ  ที่พึ่งสุดท้ายของประชาชน


.....................................................................................................................................


ขอขอบคุณที่มาบทความ : หนังสือพิมพ์  โพสต์ทูเดย์  ฉบับวันที่  24  เมษายน  2548 

21 พฤศจิกายน 2548
เวลา 08:17 น. [A-911]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-2516] ความเห็นของ: 12
เมื่อวันที่ : 26 ก.พ. 2552, 11:23 น.

ไทยเสียผลประโยชน์ชัดๆ

[C-2162] ความเห็นของ: สมหมาย ครองสี
เมื่อวันที่ : 20 ก.ค. 2551, 10:38 น.

เพื่ออธิปไตยของคนไทยส่วนรวม ขอสรรเสริญพระพุทธเจ้าหลวงไม่งั้นคนไทยในปัจจุบันคงไม่ได้มานั่งกันอยุ่อย่างนี้หรอก

[C-1536] ความเห็นของ: 1111
เมื่อวันที่ : 02 พ.ย. 2549, 17:41 น.

ยอมได้ไงไทยเสียเปรียบ

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com