formumandme.com  
   ภาษาจีน กุญแจความรู้สู่โลกสื่อสารยุคใหม่  

pic_no_1608__hongkong 1.jpgภาษาจีน  กุญแจความรู้สู่โลกสื่อสารยุคใหม่

ทุกวันนี้  ภาษาจีนได้ทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งในแง่ของการติดต่อสื่อสารและการทำธุรกิจด้วยปัจจัยเรื่องขนาดของประเทศและจำนวนประชากร  ทำให้จีนเป็นภาษาที่มีคนใช้มากที่สุดในโลก  และถือเป็นหนึ่งในห้าภาษาหลักขององค์การสหประชาชาติ  ประกอบกับนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและเปิดประเทศในยุคผู้นำใหม่  เช่น  การเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก (WTO)  และการลงนามจัดตั้งเขตการค้าเสรีกับไทยเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา  แสดงให้เห็นว่าจีนเป็นประเทศที่มีโอกาสทางธุรกิจสูง  เป็นตลาดการค้าที่ใหญ่อันดับต้นๆ  และมีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง  เมื่อไม่นานมานี้  รัฐบาลก็เพิ่งกำหนดให้จีนเป็นภาษาต่างประเทศภาษาที่สองสำหรับคนไทย

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการรู้ภาษาจีนย่อมมีประโยชน์อย่างยิ่ง  คนที่สามารถใช้ภาษาจีนในการติดต่อสื่อสารได้คล่องแคล่ว  ก็เท่ากับมีเครื่องมือชิ้นสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์  การประกอบอาชีพ  การขยายโอกาสทางธุรกิจ  และการศึกษาหาความรู้ในวิทยาการแขนงต่างๆ  ซึ่งจีนเปรียบเสมือนคลังภูมิปัญญาตะวันออกที่มีค่ามหาศาล

เรื่องพิเศษในฉบับนี้  จึงได้รวบรวมข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการเรียนการสอนภาษาจีน  เผื่อคุณพ่อคุณแม่ท่านใดอยากให้ลูกหลายได้ศึกษาภาษาจีนเพิ่มเติมเป็นภาษาที่สาม  ก็จะได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจ

ภาษาจีนมีหลากหลายเรียนแบบไหนดี

โดยทั่วไป  ภาษาจีนที่ใช้พูดกันในแต่ละท้องถิ่น  จะมีความหลากหลายของสำเนียงและรายละเอียดของการใช้คำบางอย่างที่ไม่เหมือนกัน  เช่นภาษาจีนในประเทศไทยก็มีทั้งจีนแต้จิ๋ว  จีนกวางตุ้ง  จีนไหหลำ  จีนฮกเกี้ยน  จีนแคะ ฯลฯ  แต่ในฮ่องกงจะสื่อสารภาษาจีนกวางตุ้งเป็นหลัก  ส่วนไต้หวันจะใช้ภาษาจีนกลางแบบอนุรักษ์  ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นภาษาท้องถิ่นของจีนในปัจจุบัน  แต่เพื่อความเป็นเอกภาพของประเทศ  รัฐบาลจีนได้กำหนดให้ภาษาจีนกลาง  หรือ จีนแมนดาริน  เป็นภาษากลางในการติดต่อสื่อสาร  การเรียนภาษาจีนจึงควรเน้นที่ภาษาจีนกลางเป็นหลัก

ลักษณะทั่วไปของภาษาจีน

ตัวอักษรจีนเป็นตัวอักษรที่มีวิวัฒนาการมาจากภาพ  ถ้ามองอย่างนักศิลปะ  หนึ่งตัวอักษรก็คือหนึ่งภาพนั่นเอง  ในขณะที่ภาษาอื่นๆ  คำหนึ่งคำประกอบด้วยตัวอักษรหลายตัวผสมกัน  แต่ตัวอักษรจีน 1 ตัว  จะแทนคำเพียงหนึ่งคำเท่านั้น  จึงเท่ากับว่าภาษาจีนมีได้เป็นพันเป็นหมื่นคำ  เรียกว่าถ้าจะเรียนวรรณคดีก็ไม่มีวันจบสิ้น  แต่ถ้าเรียนเพื่อติดต่อสื่อสารกับชาวจีนในชีวิตประจำวัน  อาจจะรู้แค่สองสามร้อยคำเท่านั้นที่จำเป็น  สำหรับการทักทาย  การซื้อของในร้านค้า  ถามทาง  หรือแค่รูปประโยคพื้นๆ  หลังจากนั้น  อาจจะค่อยๆ  เพิ่มคลังคำศัพท์ขึ้นมาตามสถานการณ์ที่ต้องเจอ

โดยโครงสร้างของรูปประโยค  ภาษาจีนค่อนข้างใกล้เคียงกับภาษาไทย  คือ  เรียงลำดับประธาน  กริยา  กรรม  และเป็นภาษาที่ไม่มีการผันตามกาลเวลา  (Tense)  ส่วนลักษณะการอ่านทำได้ทั้งสองแบบ  ในรูปแบบสากลจะเป็นลักษณะซ้ายไปขวา  แต่ในกลุ่มหนังสือวรรณกรรมบางประเภทยังคงอ่านแบบขวาไปซ้ายอยู่

รูปแบบการเรียนการสอนที่น่าสนใจ

การเรียนการสอนภาษาจีนกลางในรูปแบบเดิมๆ  จะเน้นที่การท่องจำ  เมื่อท่องได้  ก็สามารถที่จะใช้ภาษาได้  แต่เมื่อไรก็ตามที่เลิกท่องก็จะลืมโดยอัตโนมัติ  ซึ่งโดยส่วนใหญ่  คนที่เลิกเรียนแล้วไม่ค่อยมีโอกาสได้ฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง  ความรู้ที่ได้ก็ย่อมหายไป  ดังนั้นรูปแบบการเรียนแนวใหม่ที่เหมาะสมจึงน่าจะเป็นการเรียนที่ใกล้เคียงกับการใช้ภาษาโดยธรรมชาติ  รวมถึงการเรียนวิทยาการและวัฒนธรรมของประเทศเจ้าของภาษาควบคู่ไปด้วยกัน

การเรียนภาษาจีนกลางแนวใหม่ตามนโยบายของศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ประกอบด้วย
 
1.  ครูผู้สอนชาวไทยและครูเจ้าของภาษา

         สำหรับเด็กวัย  6-9 ขวบ  (ระดับ 1-4)  ที่เพิ่งเริ่มเรียนภาษาจีนกลางนั้น  ควรได้เรียนทั้งกับครูผู้สอนชาวไทยและครูที่เป็นเจ้าของภาษา  โดยที่ครูชาวไทยจะเป็นคนอธิบายและแปลคำศัพท์หรือประโยคยากๆ  เป็นภาษาไทยให้นักเรียนเข้าใจในทันทีโดยที่เด็กเองก็กล้าที่จะถามปัญหาต่างๆ  และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้  ซึ่งครูผู้สอนชาวไทยในที่นี้จำเป็นต้องมีมาตรฐานความรู้ทางภาษาจีนเป็นอย่างดี  มีความสามารถในการถ่ายทอด  มีมนุษยสัมพันธ์  และได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญที่เป็นเจ้าของภาษาด้วย  ส่วนครูผู้สอนชาวจีนนั้นจะเป็นผู้สอนและฝึกการออกเสียงของเด็กๆ  ให้ได้ตามมารตฐาน  และช่วยให้เด็กๆ  ได้ฝึกสนทนากับเจ้าของภาษาโดยตรง

         ส่วนนักเรียนวัน  10-12 ขวบ  (ระดับ 5-7)  ควรจะได้เรียนกับครูชาวจีน  เพื่อให้คุ้นเคยกับการฟังสำเนียงตามแบบฉบับเจ้าของภาษา  และใช้เวลาในห้องเรียนสนทนาเรื่องต่างๆ  ทั้งในบทเรียนหรือเรื่องราวทั่วไปกับครู  โดยมีครูผู้ช่วยชาวไทยให้คำอธิบายในบางครั้งเมื่อไม่เข้าใจ  จนเมื่อเคยชินกับครูชาวจีนแล้ว  นักเรียนในวัย  13-14 (ระดับ 8-9) ก็จะเรียนกับครูจีนเป็นหลัก  เพื่อฝึกฝนและพัฒนาทักษะต่างๆ  เพิ่มมากขึ้น

2.  ตำราและเนื้อหาที่เรียน

         ตัวอักษรจีนมีใช้อยู่สองระบบเรียกว่า  อักรจีนตัวย่อ  ซึ่งจีนได้ทำการปรับปรุงให้มีจำนวนขีดในตัวอักษรน้อยลง  ปัจจุบันใช้ในสาธารณรัฐประชาชนจีน  และอักษรจีนตัวเต็มซึ่งมีจำนวนขีดมากมายที่เรียกว่า  ภาษาโบราณ นั้น  ยังใช้กันอยู่ในไต้หวัน  ฮ่องกง สิงคโปร์  มาเก๊า  และกลุ่มชาวจีนโพ้นทะเลอื่นๆ  ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทย  ทางที่ดีเด็กๆ  ควรได้รู้จักตัวอักษรทั้งสองระบบ

         และเพื่อความสะดวกแก่ชาวต่างชาติที่ต้องการเรียนภาษาจีนจึงได้กำหนดตัวอ่านออกเสียง  โดยใช้ตัวอักษรโรมันและมีวรรณยุกต์กำกัดอีก 4 เสียง  เรียกว่า พินอิน (Pinyin)  เพื่อให้สะดวกต่อการออกเสียงและเปิดพจนานุกรมค้นคำศัพท์  ชาวต่างประเทศจึงมักเรียนภาษาพินอินก่อน  จนสามารถสนทนาเป็นภาษาจีนได้  จึงจะเรียนตัวเขียนอักษรจีนเพิ่มเติม  แล้วพอรียนไปถึงระดับหนึ่ง  มีคลังคำสํพท์มากพอสมควรแล้ว  ก็อาจจะไม่ต้องพึ่งตัวอ่านออกเสียงอีก

         ซึ่งนอกเหนือจากการเรียนภาษา  ผู้เรียนจำเป็นต้องรู้ประวัติศาสตร์  สังคม  ประเพณีและวัฒนธรรมของประเทศจีน  รวมถึงแนวคิดและปรัชญาตะวันออก  ซึ่งจะเป็นความรู้เสริมให้เข้าใจถึงลักษณะนิสัย  ความคิด  และมุมมองต่างๆ  ของชาวจีนเพื่อประโชน์ในการติดต่อกับชาวจีนในอนาคต

3.  เรียนโดยใช้กิจกรรม  (Activity-Based  Learning)

         นอกจากการเรียนในบทเรียนแล้ว  นักเรียนควรจะได้รับการฝึกฝนการใช้ภาษาจีนกลางด้วยกิจกรรมในชั้นเรียน  ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของเกมฝึกคำศัพท์  ฝึกจำและเขียนอักษรจีน  ฝึกการใช้รูปประโยค  การแสดงบทบาทสมมติ  การจำลองสถานการณ์ต่างๆ  ในชีวิตประจำวัน  เช่น  การไปโรงเรียน  การซื้อของ  การละเล่นในเทศกาล  นอกจากนี้อาจจะมีการประกวดความสามารถในด้างต่างๆ  ที่เกี่ยวกับการใช้ภาษา  เช่น  การประกอดร้องเพลง  การอ่านออกเสียงบทความ  การแต่งเรียงความ  การวาดภาพด้วยพู่กัน  การประดิษฐ์ภาพจากอักษรจีน  การประกวดคัดลายมือ

4.  สร้างความสนุกสนานควบคู่กับการเรียนรู้  (Edutainment)

         เป็นการนำความรู้มาถ่ายทอดผ่านรูปแบบความบันเทิง  เช่น  การชมภาพยนต์  การฟังเพลง  การร้องเพลง  การวาดภาพ  การอ่านข่าว  นิทาน  การ์ตูน  การเล่นอินเทอร์เน็ต  เป็นต้น  โดยใช้สื่อการสอนรูปแบบต่างๆ  เช่น  คอมพิวเตอร์  วิดีโอ  การเรียนนอกสถานที่  การ์ตูน  และคาราโอเกะ  ซึ่งจะทำให้นักเรียนได้รับความรู้และฝึกฝนการใช้ภาษาไปโดยไม่รู้สึกตัวว่ากำลังเรียนอยู่

5.  การฝึกฝนการเขียนอักษรจีน

         การที่นักเรียนจะเขียนตัวอักษรจีนได้  จำเป็นต้องมีความเข้าใจถึงวิวัฒนาการของตัวอักษร  เพื่อช่วยในการจำและคาดเดาความหมาย  รวมถึงการเรียนรู้หมวดคำต่างๆ  และลำดับการเขียน  เมื่อเข้าใจความรู้เบื้องต้นของตัวอักษรแล้ว  ก็จะทำให้การฝึกเขียนตัวอักษรจีนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

         คุณอภิวรรณ  ประสพรัตน์  ครูใหญ่ศูนย์ศึกษาศิลปะและภาษากั่วจี้เล่าถึงแนวทางการสอนของโรงเรียนว่า
 “ เราจะเน้นที่การสนทนา  เพราะถ้าเป้าหมายในการใช้ภาษาเป็นการพูดและการกระทำ  ความสนใจจะมีมากกว่า  เราจึงจัดบรรยากาศในห้องให้เป็นการพูดภาษาจีน  บทสนทนาพื้นฐานก็เหมือนกับการเรียนภาษาอังกฤษ  เช่น  ทักทายครู  ครูก็จะถามชื่อ  ถามอายุ  เรียนชั้นอะไร  และจะมีสถานการณ์และกิจกรรมหลายๆ อย่างที่จะส่งเสริมให้เด็กฝึกใช้ภาษาหลังจากนั้นถึงจะเริ่มสอนการอ่านเขียน  แต่ก็ยังอยู่ในอัตราส่วนที่น้อยกว่าการสนทนา ”

         หรืออย่างโรงเรียนกว่างเจ้า  โรงเรียนจีนเก่าแก่ที่อยู่ในความดูแลของสมาคมชาวจีนกวางตุ้งในประเทศไทย  ก็ได้ปรับหลักสูตรเป็นสามภาษา  อังกฤษ-จีน-ไทย  ในสัดส่วน  60-25-15  โดยเน้นภาษาอังกฤษเป็นสื่อหลักในการเรียนการสอน  โดยแทรกภาษาจีนกลางเข้าไปในรายวิชาต่างๆ  โดยเฉพาะวิชากิจกรรมอย่างศิลปะ  ดนตรี  และพลศึกษา  ซึ่งคุณจารุนันท์  จารุเธียร  ผู้จัดการโรงเรียนบอกว่าการเรียนด้วยภาษาจีนล้วนแม้จะบากสำหรับผู้เรียน  แต่เชื่อว่าจะทำให้เด็กๆ  “ ซึมลึก ”  ได้ดีกว่าการเรียนภาษาจีนที่เน้นการอ่านเขียนเพียงอย่างเดียว  (กรุงเทพธุรกิจ-วันจันทร์ที่ 15 ธันวาคม 2546)

เรียนภาษาจีนในประเทศไทย..ที่ไหนดี?

จากกระแสความนิยมในปัจจุบัน  สถาบันการศึกษาต่างๆ  ได้เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการเรียนการสอนภาษาจีนกลางมากขึ้น  บางโรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตรภาษาจีนเข้าไปในชั่วโมงเรียน  โรงเรียนนานาชาติบางแห่งเริ่มปรับตัวเป็นโรงเรียนนานาชาติสามภาษา  ที่เน้นทั้งไทย-อังกฤษ-จีน  สถาบันสอนพิเศษเกี่ยวกับภาษาจีนก็เปิดตัวกันเยอะขึ้น  มีทางเลือกให้กับผู้เรียนหลากหลาย

ส่วนจะเลือกเรียนแบบไหน  ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้เรียนเป็นสำคัญ  เพราะวัตถุประสงค์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน  บางคนต้องการเรียนเพื่อสอบเข้า  บางคนเรียนไปเพื่อติดต่อธุรกิจการค้า  บางคนเรียนเพื่อปูพื้นฐานด้านภาษา  ซึ่งแต่ละสถาบันก็มีหลักสูตรหลายแบบรองรับ  ซึ่งก็ต้องดูว่าสถาบันการศึกษาแห่งนั้นมีหลักสูตรตามที่เราต้องการหรือไม่  แล้วมีมาตรฐานเทียบเคียงกับที่อื่นๆ  ได้หรือไม่  เพราะถ้าเลิกเรียนจากที่นี่แล้วไปเริ่มต้นเรียนที่ใหม่  จะสามารถเทียบระดับชั้นเพื่อเรียนต่อได้เลย  หรือต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่กระทั่งปัจจัยเรื่องการเดินทาง  ก็ต้องพิจารณาดูว่าเดินทางสะดวกไหม  ถ้าโรงเรียนอยู่ไกล  เดินทางลำบาก  ก็จะทำให้หมดกำลังใจในการเรียนไปเสียก่อน

เรียนต่อในประเทศจีน

ปัจจุบัน  ชาวต่างประเทศทั้งเอเชียและยุโรปนิยมเดินทางไปศึกษาต่อในประเทศจีนกันมากขึ้น  เท่าที่ทางการจีนบันทึกไว้เฉลี่ยปีละ  40,000 คน  จาก  125 ประเทศ  และจากการายงานล่าสุดในปี 2002  มีนักเรียนไทยเดินทางไปศึกษาต่อในจีนประมาณ  1,000-2,000 คน  โดยเฉพาะที่ปักกิ่ง  เซี่ยงไฮ้  กวางโจว  ซัวเถา  ซึ่งส่วนใหญ่จะไปเรียนในระยะสั้น  ประมาณ  4-20  สัปดาห์  ค่าใช้จ่ายประมาณ  250-12,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน  ซึ่งนอกจากการเรียนภาษาเป็นหลักแล้ว  หลักสูตรอื่นที่นิยมก็มีทั้งวรรณคดีจีน  การประดิษฐ์อักษร  เศรษฐศาสตร์  กฎหมาย  สถาปัตยกรรมศาสตร์  สมุนไพรจีนหรือแพทย์จีนแผนโบราณ  วิทยาศาสตร์  ศิลปะและการกีฬา  ซึ่งจะมีมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยกว่า 200 แห่ง  ที่เปิดรับนักศึกษาต่างประเทศ

ส่วนการศึกษาในระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะแบ่งการเรียนออกเป็นปีละ  2 ภาค  ภาคละ  20 สัปดาห์  โดยเริ่มต้นภาคการศึกษาแรกในเดือนกันยายนของทุกปี  มี  12 สาขาวิชาที่สำคัญ  คือ  ปรัชญา  เศรษฐศาสตร์  นิติศาสตร์ ( หมายรวมถึงการเมือง  สังคมวิทยา )  คณิตศาสตร์  ครุศาสตร์  (รวมถึงพลศึกษา )  วรรณคดี  ( ภาษาศาสตร์  ศิลปศาสตร์  และบรรณารักษศาสตร์ )  ประวัติศาสตร์  วิทยาศาสตร์  วิศวกรรมศาสตร์  รัฐประศาสนศาสตร์  แพทยศาสตร์  และการทหาร

ระดับปริญญาตรีใช้เวลาเรียน  4-5 ปี  มีค่าใช้จ่ายในการเรียนประมาณ  1,700-3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี  ส่วนปริญญาโทและเอก  ใช้เวลาประมาณ  2-3 ปี  ค่าใช้จ่ายในระดับปริญญาโท ประมาณ  2,700-7,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี  ปริญญาเอกประมาณ  2,900-8,400  ดอลลาร์สหรัฐฯ  ต่อปี  ทั้งนี้ยังไม่รวมค่าลงทะเบียนเฉลี่ย  50-100  ดอลลาร์สหรัฐฯ  ค่าที่พัก  2-3  ดอลลาร์สหรัฐฯต่อวัน  ค่าวัสดุการศึกษา  30-50  ดอลลาร์สหรัฐฯ  และค่าอาหาร  40-60  ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อเดือน  โดยที่ชาวต่างประเทศจะต้องชำระเงินค่าใช้จ่ายในการศึกษาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เท่านั้น

สำหรับสถาบันการศึกาชั้นนำสำหรับชางต่างประเทศที่น่าสนใจคือ  มหาวิทยาลัยภาษาต่างประเทศเซี่ยงไฮ้  มหาวิทยาลัยภาษาและวัฒนธรรมปักกิ่ง  มหาวิทยาลัยซิงหัว  ผู้ที่ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อที่ฝ่ายการศึกษาของสถานทูตจีน  โทร.02-6410097 – 8  หรือติดต่อกับสถาบันการศึกษาที่สนใจได้โดยตรง  (www.china2learn.com)

แนะนำพ่อแม่  เรียนภาษาจีนแบบไหนไปได้ไกล

คุณอภิวรรณ  แนะนำว่า  “ ถ้าพ่อแม่ต้องการเห็นความก้าวหน้าของลูก  ก็ต้องให้ความสำคัญกับการเรียนภาษาจีนอย่างจริงจังและต่อเนื่องไม่ใช่แค่การส่งมาเรียนสัปดาห์ละไม่กี่ชั่วโมง  โดยที่ระหว่างสัปดาห์ไม่มีการทบทวน  หรือจะให้เรียนก็ต่อเมื่อลูกว่าง  พอมาเรียนครั้งใหม่ก็ต้องมานั่งนับหนึ่งใหม่อยู่เรื่อยๆ  กลายเป็นความรู้สึกที่ไม่ดีต่อการเรียนภาจีน

อย่างน้อย  พ่อแม่ควรจะต้องปฏิบัติกับภาษาจีนอย่างที่ปฏิบัติกับภาษาอังกฤษ  เช่น  ถ้าพ่อแม่พูดจีนได้  แม้จะแต่นิดๆ หน่อยๆ  ก็ควรจะพูดกับลูก  เพื่อให้เขาชินและไม่รู้สึกแปลกแยกว่าเป็นคนเดียวในบ้านที่พูดจีนได้  หรืออย่างตอนที่มีกระแสดารานักร้อง  อย่างเช่น  F4  Jay  chou  ซึ่งถือเป็นป๊อปสตาร์จากฝั่งตะวันออกที่มาแรงในหมู่วัยรุ่น  ก็อาจจะใช้โอกาสตรงนั้นจูงใจให้เขาสนใจอยากเรียนอยากรู้ภาจีนได้มากขึ้น ”

ในโลกยุคใหม่ที่ถูกเรียกว่าเป็นยุคของการสื่อสาร  การรู้แค่ภาษาของตัวเองไม่อาจเพียงพออีกต่อไปแล้ว  ทางเลือกในการเรียนรู้ภาษาที่สองและสาม  จึงจำเป็นต่อการอยู่รอดอย่างมั่งคงและยั่งยืน  ภาษาจีนเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะขยายโอกาสในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนอีกจำนวนค่อนโลก  และเป็นกุญแจสำคัญที่จะไขเข้าไปสู่ประตูแห่งความรู้บานใหม่ในโลกวันข้างหน้า

แหล่งข้อมูล
 
อ. อภิวรรณ  ประสพรัตน์  ศูนย์ศึกษาศิลปะและภาษากั่วจี้
 www.cec.chula.ac.th/eps/chinesinter
 http://club.hunsa.com/tour/chaina/chinap9_1.php
 http://www.china2learn.com

ข้อมูลการเรียนต่อในประเทศจีน

สถานทูตจีน  โทร. 0-2641097-8 

ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โทร.   0-26118099 , 0-26118009 , 0-26115541 , 0-66030072  สาขารามคำแหง โทร.  0-27322759-60
www.cec.chula.ac.th/eps/chineseinter

............................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ : นิตยสาร  KIDS & FAMILY  ฉบับที่ 96  ปีที่ 8  มีนาคม  2547

28 กุมภาพันธ์ 2549
เวลา 09:39 น. [A-951]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-3173] ความเห็นของ: wan
เมื่อวันที่ : 08 มี.ค. 2553, 15:27 น.

เรียนที่มาเอ็ดสาขารามคำแหงสิ ตอนนี้เค้ามีโปรโมชั่นต้อนรับซัมเมอร์เดือนมีนาคมนี้ ลง 2 คอร์สแถมฟรี 1 คอร์ส และยังแถมหนังสือเรียน
กระเป๋าผ้า,สมุดหัดคัด รวมทั้งเทปประกอบหนังสือเรียนอีกด้วย ทางสถาบันจะมีเปิดทดลองเรียนฟรีวันจันทร์ที่ 15 มีนาคมนี้เวลา
09.30-12.30 น. สนใจสำรองที่และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-718-5144-6, 089-172-5146 หรือเข้าดูข้อมูลได้ที่
www.ma-ed.com

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com