formumandme.com  
   ถั่วเหลืองโปรตีนเพื่อสุขภาพหรือ  

pic_no_1621_eee.jpgถั่วเหลืองโปรตีนเพื่อสุขภาพหรือ

ในโลกการค้าเสรีอย่างทุกวันนี้  อาหารตัดต่อยีน  หรือที่คุ้นกันในชื่อ GMOs  ทั้งที่เป็นวัตถุดิบและที่สำเร็จรูป  ต่างเรียงหน้าเข้าสู่ตลาดบ้านเราแบบไม่มียั้ง

GMOs  จะดีเลิศหรือเลวร้ายอย่างไร  ก็อยากจะฟันธงได้ในตอนนี้  แต่มะเขือเทศ  ข้าวโพด  มันฝรั่ง  และอื่นๆ อีกราว 20 รายการที่เป็น GMOs ต่างมีคละเคล้าปนเปอยู่ในตลาดให้ผู้คนได้เล่นเกมเสี่ยงโชคกัน  รวมถึงถั่วเหลืองแหล่งโปรตีนสุขภาพราคาถูก  ซึ่งผู้รักสุขภาพที่เลี่ยงโปรตีนจากสัตว์ ที่มีไขมันสูงคงยากจะเมินถั่วเหลืองไปได้  แต่จะไปจะเอ๋กับ GMOs หรือไม่  คงอยู่ที่บุญกรรมของแต่ละคนแล้วละ

GMOs  สิ่งมีชีวิตตัดต่อยีน
GMOs  มาจาก  Genetically  Modified  Organisms  หมายถึงสิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่มีการปรับแต่งยีนจนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตพันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในธรรมชาติ  ยีนคือตัวกำหนดพันธุกรรม  จะดำจะขาว  สูงเตี้ย  อ้วนผอม  มียีนเป็นตัวกำหนด  เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของสิ่งมีชีวิต  GMOs คือการตัดต่อยีนเหล่านี้  โดยสลับยีนข้ามพันธุ์กัน  ของพืชกับสัตว์  สัตว์กับสัตว์  หรือพืชกับพืช  ก็ได้

มาว่ากันถึงถั่วหลืองดีกว่า  ถั่วเหลืองนั้นอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญจากพืชซึ่งราคาถูก  และให้ผลดีต่อสุขภาพกว่าโปรตีนจากสัตว์หลายชนิด    และดูเหมือนว่าถั่วเหลืองจะเป็ฯศัตรูผู้ต่อกรกับไขมันร้ายๆ อันไม่พีงประสงค์ในร่างกายได้ด้วย

ดูอย่างน้ำมันที่มีอยู่ในถั่วเหลืองเขาจัดเป้นกรดไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลในร่างกายได้  นอกจากนี้ในถั่วเหลืองยังมีเลซิทินเป็นตัวป้องกันไม่ให้ไขมันจับตัวเป็นคราบในหลอดเลือด  เขาบอกว่ามันเป็นเหมือนกับการฟอกสบู่  มือมันๆ นี่  ถ้าได้ฟอกสบู่ไขมันก็จะไม่จับมือ  ลักษณะเดียวกัน  ถ้าหลอดเลือดเกิดมันขึ้น  แต่ถ้ามีเลซิทินในหลอดเลือด  ไขมันก็จะไม่ตกตะกอนไปจับหลอดเลือด

ยังไม่หมดเท่านี้  ถั่วเหลืองยังมีเส้นใยเยอะอีกด้วย  เส้นใยนั้นเขาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท  คือ เส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ  อย่างพวกรำข้าว  กับเส้นใยที่ละลายน้ำ  ซึ่งจะละเอียดกว่า  เส้นใยแบบนี้มีอยู่ในถั่วเหลือง  และถ้าเส้นใยเหล่านี้ได้เข้าไปอยู่ในร่างกาย  มันสามารถดูดซึมเข้าไปในหลอดเลือดได้  แล้วจะทำตัวเป็นผู้รักษาความสะอาด  คือไปกวาดจับไขมันในหลอดเลือดเอาไปทิ้ง

ถั่วเหลืองยังมีประโยชน์อีกประการ คือ มี Phytochemical  ชนิดหนึ่งที่เขาเรียกว่าไอโซฟลาโวน  สารตัวนี้มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจน  บางคนเลยเรียกมันเป็น  Phytoestrogen  ซึ่งหมายถึงเอสโตรเจนที่เจอในพืชผัก

แล้วมันมีประโยชน์อย่างไรหรือ  ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่า  ผู้คนสมัยใหม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูงๆ กันมาก  ซึ่งทำให้เกิดฮอร์โทนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มขึ้นเยอะ  ฮอร์โมนนี้ก็ไปกระตุ้นให้ต่อมเต้านม  รังไข่  หรือต่อมลูกหมากในผู้ชายเกิดเป็นมะเร็งขึ้นมา

แต่สารไอโซฟลาโวนในถั่วเหลืองนี้มีฤทธิ์ยับยั้งเอสโตรเจนในร่างกาน  คือไปแย่งที่จับจองในเนื้อเยื่อของเต้านม  รังไข่  หรือต่อมลูกหมากก่อนที่เอสโตรเจนจะไปกระตุ้นให้เกิดมะเร็ง  ฉะนั้นจึงถือได้ว่าเป็นตัวป้องกันมะเร็งตัวหนึ่ง

และความที่มันมีฤทธิ์คล้ายๆ ฮอร์โมนเอสโตรเจน  แต่เป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อนๆ ออกฤทธิ์ประมาณครึ่งหนึ่งของเอสโตรเจนในร่างกาย  ฉะนั้นผู้หญิงที่อายุเลย 45 ปีขึ้นไปซึ่งมีภาวะร่างกานเริ่มพร่อมฮอร์โมน  มีอาการวูบวาบหงุดหงิดง่าย  ผิวพรรณไม่มีน้ำมีนวล  อารมณ์ทางเพศถดถอย  หากได้เอสโตรเจนจากถั่วเหลืองเข้าไป  ก็จะได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริมเข้าไปในระดับหนึ่ง  ซึ่งทำให้อาการของภาวะพร่องฮอร์โมนลดน้อยถอยลงได้

เรื่องกระดูกผุก็เกี่ยวข้องกับเอสโตรเจนด้วย  เพราะเอสโตรเจนเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกานดูดซับแคลเซียม  ซึ่งตรงนี้ถั่วเหลืองช่วยได้ดังกล่าว  จะเห็นได้ว่าคุณค่าของถั่วเหลืองมีมากมายทีเดียว

ถั่วเหลืองพันธุ์ใหม่  ถั่วเหลือง GMOs

สภาพอากาศในบ้านเราเหมาะกับการปลูกถั่วเหลืองมาก  แต่เราปลูกไม่พอสำหรับบริโภค  เนื่องจากรัฐมีนโยบายเปิดให้นำเข้าถั่วเหลือง  อีกทั้งอเมริกาเขาอุดหนุนการส่งออกถั่วเหลืองทำให้ราคาถั่วเหลืองที่ปลูกในประเทศต่ำสู้นำเข้าไม่ได้  เกษตรกรเลยไม่นิยมปลูกกัน

บ้านเราปลูกกันเองได้สองแสนตันต่อปี  ไม่มีที่เป็น GMOs เลย  เพราะบ้านเรายังห้ามปลูกพืชผักที่เป็น GMOs  ยกเว้นปลูกเพื่อการทดลองเท่านั้น  แน่นอนว่าเท่านี้ย่อมไม่เพียงพอต่อการบริโภค  จึงต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศในปริมาณราวล้านตันกว่าๆ  เกือบทั้งหมดคือ 80 เปอร์เซ็นต์ นำเข้าจากอเมริกาและอเมริกาใต้  โดยครึ่งต่อครึ่งเป็นถั่วเหลือง GMOs คิดตัวเลขโดยประมาณก็คือมีถั่วเหลือง GMOs อยู่ถึงสี่แสนตันต่อปี  คละเคล้าปนเปอยู่กับถั่วเหลืองธรรมดาทั่วไปในตลาด

ที่นำเข้านั้นแบ่งออกเป็น 3 เกรด  เกรดเอ  เป็ฯเมล็ดถั่วเหลืองที่นำมาบริโภค  กิจการรายเล็กรายใหญ่ต่างๆ ซื้อไปทำเต้าหู้  ไปทำนมถั่วเหลือง  เกรดบี  คุณภาพต่ำลงมาหน่อย  เป็ฯประเภทที่โรงงานต่างๆ ซื้อเอาไปหมักทำซีอิ๊ว  ทำซอสต่างๆ และกรดซี  คือกากถั่วเหลืองซึ่งเอาไปทำอาหารสัตว์ในฟาร์ม  เลี้ยงไก่  เลี้ยงหมู  เลี้ยงวัว  เลี้ยงปลา  หรือกุ้งกุลาดำ

ดังนั้นไม่ว่าถั่วเหลือง GMOs  จะดีไม่ดีอย่างไร  เราก็อาจจะรับมันเข้าไปในร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม  ทางตรงก็ได้จากการบริโภคโดยตรงจากเต้าหู้  น้ำเต้าหู้  ซีอิ๊ว  เต้าเจี้ยว  ซอสถั่วเหลือง  น้ำมันถั่วเหลือง  และทางอ้อมก็จากสัตว์ต่างๆ ที่กินกากถั่วเหลือง  GMOs  เข้าไปเป็นอาหาร

ความจริงพืชผัก  GMOs  เขาสรรค์สร้างขึ้นมาเพื่อยังประโยชน์แก่มนุษยชาติ  คือให้ได้พันธุ์พืชใหม่ๆ ที่มีประโยชน์  ไม่ว่าจะเป็ฯพันธุ์พืชที่มีสารอาหารบางอย่างเพิ่มขึ้นมา  พันธุ์พืชที่ทนต่อแมลงรบกวนทนต่อดินฟ้าอากาศ  เหล่านี้เป็นต้น  ซึ่งก็ได้ผล  เป็นไปตามวัตถประสงค์

แต่ของพวกนี้เขาว่าเป็นเรื่องของการฝืนธรรมชาติ  และของเหล่านี้ก็ใช้เป็นอาหารที่คนเราต้องรับเข้าไปในร่างกาย  จะเกิดผลข้างเคียงร้ายแรงเพียงใดก็เกิดการหวาดหวั่นกันอยู่  เนื่องจากหลังจากที่  GMOs  เป็นที่แพร่หลาย  ก็ได้มีงานวิจัยศึกษาถึงผลข้างเคียงของมันที่มีต่อผู้บริโภค  หลายต่อหลายชิ้นบ่งชี้ว่ามันเป็นอันตราย

GMOs  อันตราย?
 
โดยสรุปแล้วอันตรายจากพืชผักตัดต่อยีนที่เขาหวั่นเกรงกันมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆ

หนึ่ง คือ  เรื่องภูมิแพ้อาหาร  โดยปกติทั่วไปคนเราบางคนมักจะมีภูมิแพ้อาหารที่แตกต่างกันไป  ที่อเมริกามีการสำรวจพบว่า  ประชากรหนึ่งในสี่มีภูมิแพ้อาหารบางอย่าง  เช่น  บางคนแพ้อาหารทะเล  บางคนแพ้ถั่วบางชนิด  รู้กันอยู่ว่าพืชผักตัดต่อพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง  ฉะนั้นจึงเกิดการถ่ายทอดวารที่เกิดภูมิแพ้ติดมาด้วย
         ยกตัวอย่างถั่วเหลืองนี่แหละ  ที่อเมริกามีบริษัทบริษัทหนึ่งมีโครงการดัดแปลงพันธุกรรมถั่วเหลือง  โดยเอายีนของถั่วบราซิลมาตัดต่อใส่เข้าไปในถั่วเหลือง  เพื่อเพิ่มโปรตีนในถั่วเหลือง  แต่ปรากฏว่าถั่วเหลืองมีสารภูมิแพ้จากถั่วบราซิลติดมาด้วย  หากคนที่แพ้ถั่วบราซิลเกิดมากินถั่วเหลืองพันธุ์นี้โดยไม่รู้  ก็จะเกิดอาการแพ้ขึ้นได้
         กรณีนี้นับว่าโชคดีที่มีการตรวจพบข้อผิดพลาดขึ้นก่อนในช่วงทดลอง  ไม่อย่างนั้นถ้าปล่อยออกไปคงโกลาหล

เรื่องที่สอง คือ  เรื่องของการถ่ายทอดความต้านทานยาปฏิชีวนะเทคนิควิธีในการตัดต่อยีนนั้น  เขาจะต้องมีการกำหนดยีนเครื่องหมาย  หรือ Marker  Gene  เอาไว้  เพื่อจะได้แยกแยะได้ถูกว่าอันไหน GMOs  อันไหนไม่ใช่  GMOs
         ตัวยีนเครื่องหมายที่ใส่เข้าไป  เขาใช้ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะ  ตอนจะแยกแยะเขาก็ใช้ยาปฏิชีวนะนี่แหละฉีดพ่นเข้าไป  เมล็ดพันธุ์ตัวไหนตายก็คือว่าไม่มียีนต้านทานยาปฏิชีวนะ  ก็ไม่ใช่  GMOs  ส่วนเมล็ดไหนตรงกันข้ามก้คือใช่
         ทีนี้หากมีคนบริโภคอาหาร GMOs  เหล่านี้เข้าไป  ยีนต้านทานยาปฏิชีวนะนะถูกถ่ายทอดไปสู่แบคทีเรียในกระเพาะอาหาร  มีผลให้แบคทีเรียเหล่านั้นสามารถต้านทานยาปฏิชีวนะเพิ่มขึ้น  แล้วถ้าเกิดว่าแบคทีเรียพวกนั้นเป็นแบคทีเรียที่ก่อโรคในสัตว์และมนุษย์ก็จะปราบมันได้ยากมากขึ้น  เพราะมันต้านทานยาปฏิชีวนะเสียแล้ว

เรื่องที่สาม คือ สารพิษที่เกิดขึ้นในอาหาร  เขาว่าอาหารดัดแปลงพันธุกรรมมีโอกาสที่จะมีระดับสารพิษเพิ่มขึ้นหรือสามารถสร้างสารพิษชนิดใหม่ขึ้นในอาหารได้  มีตัวอย่างปัญหาที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว  บริษัทแห่งปนึ่งในญี่ปุ่นได้ผลิตอาหารเสริมโดยการตัดต่อยีนจากแบคทีเรียเพื่อให้ได้โปรตีนไทรโทเฟน  เมื่อปล่อยออกสู่ตลาดถึงผู้บริโภค  ปรากฏว่ามีผู้บริโภคเกือบ 5,000 รายป่วยด้วยอาการของโรค Eosinophilia  Myalgia  Syndrome  กว่าจะค้นพบสาเหตุก้ฒีคนตายไป 37 ราย  และพิการถาวรเกือบ 1,500 คน  เหล่านี้เป็นผลเสียในระยะสั้น

ผลระยะยาวๆ ใครจะเสี่ยง

แต่ผลในระยะยาวที่ไม่มีใครคาดเดาได้นั้ก็เป็นที่หวั่นแกรงกันอยู่  ถ้าเราเอางานวิจัยชิ้นหนึ่งมาคิดกันดู  ซึ่งเป็นงานวิจัยเกี่ยวกับ  GMOs  ชิ้นดังของ ดร.พุสชตัยที่ทดลองกับหนู  โดยให้หนูกินมันฝรั่ง GMOs เป็นเวลา 110 วัน  ปรากฏว่าเกิดเซลล์ผิดปกติขึ้นในตัวหนูซึ่งอาจกลายพันธุ์เป็นมะเร็ง

ปกติหนูมีช่วงอายุประมาณ 600 วัน  กินมันฝรั่งไป 110 วัน  ก็เป็นหนึ่งในหกของอายุ  เมื่อเทียบกับคนเรา  โดยพันธุกรรมแล้วมีอายุยืนยาวได้ถึง 120 ปี  หนึ่งในหกก็คือ 20 ปี  ดังนั้นผลต่อสุขภาพบางอย่างมันต้องดูกันยาวๆ แล้วระหว่างนี้ใครจะเสี่ยงล่ะ

สำหรับในกรณีถั่วเหลือง  การดัดแปลงพันธุกรรมเขาพยายามใส่สารโปรตีนกรดแอมิโนจำเป็นให้มันครบส่วน  ซึ่งถั่วเหลืองโดยปกติมันจะพร่องกรดแอมิโน Methipnine

ปัญหาของถั่วเหลือง  GMOs  ที่พบกันคือ  มันจะมีสารไฟโตเอสโตรเจนสูงกว่าปกติ  บางคนบอกว่ามันสูงมากๆ ไฟโตรเอสโตรเจนตัวนี้  ดังที่กล่าวแล้วว่าโดยปกติมันจะไปสกัดกั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเรา  ช่วยป้องกันมะเร็งได้แต่ถ้ามันมีปริมาณสูงมากๆ ก็อาจจะกลับกันกลายเป็นตัวกระตุ้นเซลล์มะเร็งเสียเอง

แล้วในฐานะผู้บริโภคจะทำอย่างไรกันล่ะ  อาหารไหนเป็น  GMOs  หรือไม่  GMOs  ดูจากหน้าตาก็ใช่จะรู้กันได้  เราจะยอมรับชะตากรรมที่ยังคาดเดาไม่ได้ในอนาคตหรือ

ในเมื่อยังไม่มีคำตอบที่แน่ชัดในเรื่องความปลอดภัย  100 เปอร์เซ็นต์ จากอาหาร  GMOs  ผู้บริโภคจึงควรมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองรับเข้าไปนั้นคืออะไร  มีอะไรแอบแฝงอยู่ในนั้น

ฉะนั้นการติดฉลากว่าอาหารตัวไหนเป็น GMOs  จึงน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด  ใครที่เชื่อถือศรัทธาเห็นดีกับอาหาร GMOs  ว่าไม่มีพิษภัย  ก็เลือกซื้อเลือกหามารับประทานกันไป  ส่วนใครยังไม่แน่ใจเห็นว่ายังมีปัญหาอยู่  ก็หลีกเลี่ยงเสียได้

ซึ่งก็เป็นที่น่ายินดีว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างสำนักงานคณะกรมการอาหารและยา  หรือ  อย. นั้น  มีนโยบายที่จะให้ติดฉลาก  GMOs  ออกมาชัดเจนแล้ว

         คาดว่าอีกไม่นานเกินรอ  เราจะได้ไม่ต้องอยู่แบบเสี่ยงที่จะเป็นหนูทดลองอย่างทุกวันนี้

......................................................................................................................................

ขอขอบคุณที่มาบทความ  :  นิตยสารแพรว
  
 

30 มีนาคม 2549
เวลา 07:35 น. [A-964]

เชิญแสดงความเห็นในประเด็นนี้ | อ่านบทความครั้งก่อน

bookmarkความเห็นของผู้อ่าน...   

[C-4073] ความเห็นของ: Pupea
เมื่อวันที่ : 14 มิ.ย. 2555, 19:38 น.

ขอบคุณนะคะ ได้ความรู้มากๆเลย ^^

[C-4072] ความเห็นของ:
เมื่อวันที่ : 14 มิ.ย. 2555, 19:37 น.

ขอบคุณนะคะ ได้ความรู้มากๆเลย ^^

[C-2212] ความเห็นของ: จิ๊กโก๋โลเดียว
เมื่อวันที่ : 19 ส.ค. 2551, 16:31 น.

ขoบคุงมากมาย

(กำลังทำโครงงานอยู่พอดีเรยยยย)

f o r   m u m   a n d   m e
contact us : webmaster@formumandme.com