
23
ตุลาคม ยังคงเป็นความรำลึกถึง และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ไม่เคยลบเลือนไปจากหัวใจของชาวไทยเรา
สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ เพราะพระบารมีที่ปกเกล้าปกกระหม่อม ปกป้องคุ้มครองประเทศไทยให้พ้นจากเงื้อมมือศัตรู
ทรงสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า และบำรุงให้ชาติไทยยืนยงอยู่มาท่ามกลางประเทศเพื่อนบ้าน
ที่ต้องตกอยู่กับการปกครองของต่างแดน ด้วยพระปรีชาญาณอันสุขุมคัมภีรภาพ
พระองค์จึงได้รับการถวายพระสมญานามว่า "สมเด็จพระปิยะมหาราช"
พสกนิกรชาวไทย ต่างก็จงรักภักดี
จึงคิดเห็นว่า สมควรจะน้อมเกล้าฯ ถวายสิ่งอันเป็นถาวรวัตถุ เพื่อจะได้เป็นประจักษ์พยานให้ชาวไทยทั้งชาติ
และอนุชนรุ่นหลังได้ตระหนัก ในความจงรักภักดีอันแท้จริง โดยพิจารณาจากนานาประเทศที่เจริญรุ่งเรืองแล้ว
ส่วนใหญ่จะสร้างอนุสาวรีย์ของผู้มีบุญคุณต่อประเทศชาติ หรือมีชื่อเสียงและความดีงามไว้เป็นอนุสรณ์
พระบรมวงศานุวงศ์
ข้าราชการ ประชาชนชาวไทยทุกคน จึงร่วมกันบริจาคเงินเพื่อสร้างอนุสาวรีย์
ในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า เจ้าอยู่หัว ยังดำรงพระยศเป็น
สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมงกุฎราชกุมาร ทรงเป็นประธานกรรมการเรี่ยไรเงิน
ได้รวมทั้งสิ้น 1,000,000 บาท เงินจำนวนนี้เกินไปกว่าราคาพระบรมรูป ประมาณ
5 เท่า ส่วนเงินที่เหลือจากการสร้างพระบรมรูป รัชกาล ที่ 6 ทรงพระราชทานเงินจำนวนนั้น
รวมทั้งหมด 982,672.47 บาท แก่โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของ พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5 ซึ่งในกาลต่อมาได้ขยายการศึกษาให้กว้างขึ้น
และสถาปนาขึ้นเป็น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
การสร้างพระบรมรูปทรงม้า
ได้ตกลงว่าจ้างช่างหล่อชาวฝรั่งเศส ณ.กรุงปารีส โดยบริษัทซุซเซอร์ เฟรส
ฟอรเดอร์ ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จประพาสยุโรปครั้งที่
2 เมื่อปี พ.ศ 2450 ได้เสด็จ ฯ ประทับให้ช่างปั้นรูปในวันที่ 22 สิงหาคม
พระบรมรูปได้เสร็จเรียบร้อยและส่งเข้ามายังกรุงเทพ ฯ เมื่อวันพุธที่
11 พฤศจิกายน พ.ศ 2451 ตรงกับวันแรม 3 ค่ำ เดือน 12 ปีวอก
ประจวบกับวันพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก เจ้าพนักงานได้อัญเชิญพระบรมรูปทรงม้า
ขึ้นบนพระแท่นรอง ณ.ลานหน้าพระราชวังดุสิต
พระบาทสมเด็จ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงอ่านคำถวายพระพรชัยเนื่องในงานพระราชพิธีนั้น พร้อมทั้งทรงน้อมเกล้าฯ
ถวายพระบรมรูปทรงม้าด้วย จากนั้นกราบทูลเชิญเสด็จเปิดผ้าคลุม พระบรมรูปทรงม้าเป็นปฐมฤกษ์
เพื่อประกาศพระเกียรติคุณขององค์พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ปรากฎสืบไปชั่วกัลปาวสาน
ที่มา
: วารสาร วิมานเมฆ ปีที่ 4 ฉบับที่ 21

|