|

การเลือกอาหาร การปรุงอาหารให้กับลูกน้อย
ดูจะเป็นเรื่องยุ่งยากใจสำหรับคุณแม่พอสมควร โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ ฉะนั้นการเลือกซื้ออาหารเสริมสำเร็จรูปให้กับลูกน้อย
ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของคุณแม่ยุคใหม่ที่มีเวลาน้อยในการเตรียมอาหาร
หรือในยามที่ต้องเดินทางพร้อมลูกน้อย
อย่างไรก็ตามยังมีคุณแม่หลายท่านที่มักจะไม่ค่อยแน่ใจว่า
การที่จะเลือกซื้ออาหารเสริมสำเร็จรูปให้ลูกน้อยรับประทานนั้นต้องดูแลอะไรบ้าง
สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณามีดังนี้
- ถ้าเป็นเด็กที่ฟันยังไม่ขึ้นหรือเพิ่งเริ่มให้อาหารอื่นนอกจากนมแม่
ควรเลือกซื้ออาหารที่บดละเอียด แต่ถ้าเป็นเด็กโตหน่อยฟันเริ่มขึ้นแล้ว
ควรเลือกซื้ออาหารที่บดชนิดเข้มข้น หรือเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อฝึกทักษะในการเคี้ยว
- ประเภทอาหารเสริม ถ้ายังไม่เคยให้อาหารเสริมลูกเลยควรเริ่มด้วยข้าวบด
ซึ่งเป็นอาหารที่ระบบย่อยของเด็กส่วนใหญ่รับได้ และไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้
เมื่ออายุ 5 เดือน จึงเริ่มอาหารผัก เช่น ฟักทองบด มันบด แครอทบดและผักใบเขียวต้มเปื่อย
ส่วนผลไม้และน้ำผลไม้เริ่มเมื่อลูกอายุ 5-6 เดือน โดยเริ่มด้วยผลไม้บด
เช่น กล้วยสุกบด น้ำผลไม้สดให้เริ่มหลังจากที่ลูกกินผลไม้บดได้ดีแล้ว
และน้ำผลไม้เป็นน้ำผลไม้คั้นจากธรรมชาติไม่เติมน้ำตาล เช่น น้ำส้ม
น้ำแอปเปิ้ล เป็นต้น และเมื่ออายุ 6 เดือน เริ่มอาหารโปรตีน ได้แก่
เนื้อสัตว์ชนิดต่างๆบดให้ละเอียด เช่น ตับ หมู ไข่ ไก่ ปลา (โดยเฉพาะปลาทะเลมีกรดดีเอชเอ
ซึ่งจำเป็นต่อการพัฒนาของระบบสมองและตา) เป็นต้น
- อ่านฉลาดที่ติดอยู่บนผลิตภัณฑ์
ควรเลือกอาหารเสริมสำเร็จรูปที่ไม่มีสารกันบูด ไม่ใส่สีผสมที่ทำให้ดูน่ารับประทาน
นอกจากนี้ไม่ควรมีสารปรุงแต่งรสชนิดใด และข้อสำคัญต้องสะอาดเพื่อความปลอดภัยของลูกรัก
- ดูวันหมดอายุ ก่อนจะซื้ออาหารเสริมเพื่อลูกรักทุกครั้ง
หรือก่อนเปิดอาหารสำเร็จรูปให้ลูกน้อยรับประทาน ต้องตรวจดูวันหมดอายุ
ซึ่งต้องพิมพ์อยู่บนผลิตภัณฑ์นั้นก่อนทุกครั้ง คุณแม่ต้องแน่ใจว่าอาหารเสริมสำเร็จรูปนั้นยังไม่หมดอายุ
แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ใดไม่มีกำหนดวันหมดอายุเอาไว้ก็ไม่ควรเลือกซื้อ หรือหากวันหมดอายุเลือนลางไม่ชัดเจน
ก็ควรเปลี่ยนขวดผลิตภัณฑ์นั้นๆ และหากฉลากหลุด ลอก บุบ บู้บี้ หรือสกปรก
ก็ไม่ควรเลือกซื้อด้วย
- ที่สำคัญฉลากที่ติดควรเป็นภาษาที่เขียนให้อ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย
ไม่กำกวม หรือขาดๆ ตกๆ หล่นๆ และต้องมีชื่อ ที่อยู่ของบริษัทผู้ผลิต
หรือผู้จัดจำหน่ายแจ้งอยู่อย่างชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีเครื่องหมายที่บ่งบอกว่าผ่านการตรวจสอบและรับรองของ
อย. (คณะกรรมการอาหารและยา) แล้วว่าปลอดภัยจริง
ที่มา : อ.ศัลยา
คงสมบูรณ์เวช Registered Dietitian (U.S.A.)
|