![]() |
|
||
![]() |
|
|
|
|
|
อาการเริ่มแรกของการชักจากไข้สูงนั้น เด็กจะเริ่มไม่สบายโดยอาจมีอาการน้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เบื่ออาหาร อาเจียน ถ่ายอุจจาระบ่อย ซึมลง มีไข้สูงและชัก ลักษณะที่ชัก คือ ตัวจะแข็งเกร็ง มือเท้ากระตุก ตาเหลือกไปข้างใดข้างหนึ่ง กัดฟันแน่น น้ำลายฟูมปาก ไม่รู้สึกตัว อาจมีอาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะ อุจจาระขณะที่กำลังชัก อาการชักจะนานไม่เกิน 15 นาที ส่วนในรายที่ชักอยู่นาน ใบหน้า ริมฝีปาก และมือเท้าจะเขียว เนื่องจากขาดออกซิเจน การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสามารถทำได้โดยการลดไข้ คือ ทุกครั้งที่เด็กมีไข้ตัวร้อนไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตามจะต้องทำการลดไข้ โดยการพยายามให้ดื่มน้ำมากๆ ใส่เสื้อผ้าที่ไม่หนาจนเกินไป และทำการเช็ดตัวเพื่อช่วยให้อุณหภูมิของร่างกายลดลง สำหรับวิธีการเช็ดตัวควรถอดเสื้อผ้าออกให้หมด ขณะเช็ดตัวควรปิดพัดลมหรือปิดเครื่องปรับอากาศ ใช้ผ้าขนหนูขนาดเล็กหรือฟองน้ำเช็ดตัวชุบน้ำอุ่นหรือน้ำประปาให้ชุ่มพอสมควร แล้วเช็ดชะโลมให้ทั่วตังแต่ใบหน้า ลำคอ ลำตัว ทั้งแผ่นหน้า-แผ่นหลัง แขนและขา ทำซ้ำหลายๆครั้งจนรู้สึกว่าผิวกายของเด็กเย็นลงแล้วจึงซับตัวให้แห้งและใส่เสื้อผ้าหลวมสบายที่ไม่หนาจนเกินควร และหากผู้ปกครองไม่สะดวกหรือไม่มีเวลามากพอ การใช้พลาสเตอร์ที่เรยกว่าพลาสเตอร์เจลลดไข้ ซึ่งเป็นวิทยาการลดไข้แบบใหม่จะช่วยลดไข้ให้กับลูกน้อยแทนการเช็ดตัว ถ้าอุณหภูมิร่างกายยังมากกว่า 37.5 องศาเซลเซียส ควรให้ยาลดไข้ด้วย และหลังจากที่ให้กินยาลดไข้ตลอด 24-48 ชั่วโมงแล้ว อาการไข้ยังไม่ลด แม้ว่าเด็กจะไม่มีอาการชักก็ควรพาเด็กไปรับการตรวจรักษาจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของไข้และรับการรักษาจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุของไข้และรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป ยาลดไข้ในเด็กมีทั้งชนิดรับประทาน และชนิดเหน็บทางทวาร สำหรับยาชนิดรับประทาน ได้แก่ พาราเซตามอล แอสไพริน เป็นต้น ขนาดของยาจะแตกต่างตามน้ำหนักตัวและอายุของเด็ก แต่ก็ไม่ควรให้ยาตามอายุเพียงอย่างเดียว และควรให้ซ้ำทุก 4-6 ชั่วโมง ถ้าไข้ยังไม่ลดในกรณีที่สงสัยว่าเด็กอาจเป็นสุกใสหรือไข้เลือดออก ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินเพื่อลดไข้ ทั้งนี้เนื่องจากอาจทำให้อาการของโรครุนแรงขึ้น หรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ ส่วนยาลดไข้ชนิดที่ใช้เหน็บทางทวารมักจะเป็นยาแอสไพริน ซึ่งใช้ได้ผลดีในเด็กที่มีปัญหาในการรับประทานยา เด็กกำลังหลับหรือไม่รู้สึกตัว แต่ไม่ควรใช้ในเด็กที่มีอุจจาระร่วง เพราะอาจจะยิ่งทำให้เด็กถ่ายอุจจาระบ่อยขึ้น นอกจากนี้ การใช้ยากันชักก็นับเป็นการปฐมพยาบาลที่ได้ผลเช่นกัน คือ หากเด็กเคยมีประวัติชักมาก่อน เวลามีไข้สูงควรให้ยากันชักด้วย ซึ่งยากันชักมีทั้งชนิดรับประทาน ชนิดเหน็บทวารและชนิดฉีด ในกรณีที่เด็กมีอาการชัก บิดามารดาหรือผู้ดูแลเด็กไม่ควรจะตกใจจนเกินไป ทั้งนี้เพื่อให้การปฐมพยาบาลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ถ้ามีอาการอาเจียน ควรล้างเอาเศษอาหารที่ค้างอยู่ในปากออกให้หมด ขณะเดียวกันก็ควรเหน็บยาลดไข้ ยากันชักและทำการเช็ดตัวให้ด้วย โดยปกติเด็กจะชักไม่เกิน 15 นาที ซึ่งในระหว่างนี้ควรรีบนำเด็กไปพบแพทย์หรือตรวจหาสาเหตุของไข้และรับการรักษาต่อไป เมื่อไรจึงจะพิจารณาให้ยากันชักเป็นประจำในเด็กที่ชักจากไข้สูง ดังนั้นกุมารแพทย์ที่ดูแลจะเป็นผู้ตัดในการให้เด็กกินยากันชักเป็นประจำโดยพิจาณาตามปัจจัยต่างๆ เช่น เด็กเริ่มวักครั้งแรกเมื่ออายุต่ำกว่า 12 เดือน มีประวัติชักในครอบครัว เด็กมีระบบประสาทและพัฒนาการที่ผิดปกติมาก่อน และระยะเวลาในการชักนานกว่า 15 นาที โดยอาจมีการกรตุกของแขนข้างใดข้างหนึ่งและเมื่อหยุดชักแล้วยังมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติอยู่ชั่วคราว เป็นต้น เมื่อต้องกินยากันชักเป็นประจำก็ควรที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์อย่างเคร่งครัด และทุกครั้งที่เด็กมีอาการไข้ก็จะต้องพยายามลดไข้ตามมาตรการต่างๆร่วมกันด้วยเสมอ ยากันชักนี้ต้องกินติดต่อไปจนกว่าเด็กจะไม่ชักอีกเลยเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี หรืออายุเกิน 6 ปีขึ้นไป ที่มา : นพ.สุรเดช หงส์อิง กุมารแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี |
|
Copyright
reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com
|