สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board

Web ที่น่าสนใจ

Webboard
สุขภาพกาย

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

หากท่านไดมีปัญหา เรื่องสุขภาพ สามารถส่งมาที่ pam@ formumandme.com แล้วเราจะคำตอบ ให้คุณคะ

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน

บ่อยครั้งที่คุณแม่วิตกกังวลกับความสูงของเจ้าตัวน้อย แคลเซียมเป็นสิ่งแรกที่คุณแม่นึกถึงและพยายามติดตามข่าวสารเพื่อที่จะนำมาให้ลูกน้อยรับประทานเพื่อเพิ่มความสูง เราลองมาดูบทความนี้กันนะคะว่า ความจริงเป็นเช่นไร แคลเซียมช่วยเพิ่มความสูงจริงหรือไม่

แคลเซียมคืออะไร
แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟันในเด็กและวัยรุ่น อีกทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันและชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุและวัยหมดประจำเดือน แคลเซียมจำเป็นสำหรับร่างกายในการทำหน้าที่ต่างๆ เช่น เป็นตัวนำกระแสประสาทควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ มีผลต่อการเต้นของหัวใจ ดังนั้นจึงเป็นแร่ธาตุชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อร่างกายมาก

ควรเริ่มรับประทานแคลเซียมเมื่อไหร่
เป็นที่ทราบกันดีว่าแคลเซียมมีประโยชน์ในการป้องกันโรคกระดูกพรุน ซึ่งเป็นอาการที่มักจะเกิดเมื่ออายุล่วงเลยเข้าสู่วัยทองแล้ว ทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าควรรับประทานแคลเซียมเสริมเมื่ออายุมากแล้วเท่านั้น แท้ที่จริงแล้วถ้าเราต้องการให้กระดูกแข็งแรงและร่างกายยืดตัวเต็มที่ ต้องมั่นใจว่าร่างกายได้รับแคลเซียมเพียงพอตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ด้วย

คุณทราบหรือไม่ว่าเนื้อกระดูกของคนปกติจะมีการสร้างและทำลายอยู่ตลอดช่วงชีวิต การสร้างกระดูกจะมากกว่าการทำลายในช่วงต้นของชีวิต คือวัยเด็กถึงวัยรุ่นนั่นเอง ซึ่งส่งผลให้มีการเจริญเติบโต ยืดตัวและเพิ่มความสูงได้ ถ้าขาดแคลเซียมในวัยนี้อาจทำให้ตัวเล็ก แคะแกร็นได้เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่อัตราการสร้างเท่ากับการสลาย ความสูงของร่างกายก็จะคงที่ ในที่สุดเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ การสลายจะมากกว่าการสร้าง

เท่าไร…จึงจะเพียงพอ
วัยรุ่นทั้งหญิงและชายต่างก็ต้องการแคลเซียมวันละ 1,200 มก. ต่อวันจากการวิจัย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ พบว่าคนไทยโดยเฉลี่ย (mean) ได้รับแคลเซียมจากอาหาร 400 มก. ต่อวัน แต่ค่าที่คนไทยส่วนใหญ่ (mode) ได้รับแคลเซียมจากอาหารมีประมาณ 200 กว่ามก. ต่อวันเท่านั้น แล้วคุณจะสามารถชดเชยส่วนที่ขาดได้อย่างไร

เป็นที่ยอมรับกันว่านมเป็นอาหารที่มีแคลเซียมสูง นม 1 แก้ว หรือ 1 กล่อง ให้แคลเซียมประมาณ 250 มก. ถ้าคุณดื่มนมเป็นประจำวันละ 2-3 แก้ว ก็ค่อนข้างมั่นใจได้ว่าได้รับแคลเซียมเพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน แต่ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบดื่มนม กลัวอ้วนเนื่องจากไขมันที่มากับนม ดื่มนมแล้วท้องเสีย ไม่มีเอนไซม์ (enzyme) ย่อยนมหรือดื่มนมได้น้อย ก็ใช่ว่าคุณจะหมดโอกาสสูงซะทีเดียว (เนื่องจากขาดแคลเซียม) ปัจจัยที่มีผลต่อความสูง

ความสูงไม่ได้ขึ้นกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ขึ้นกับองค์ประกอบหลายอย่าง ได้แก่ กรรมพันธุ์ อาหารที่รับประทาน การออกกำลังกาย และปริมาณแคลเซียมที่ได้รับกรรมพันธุ์เป็นเพียงปัจจัยเดียว ที่คุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ ปัจจัยที่เหลือล้วนเป็นสิ่งที่คุณสามารถปรับเปลี่ยนได้ ถ้าจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่คุณขาดอยู่ คือทำอย่างไรให้ได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอเรามีทางเลือกให้คุณใหม่ แร่ธาตุมีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก นอกจากแคลเซียมแล้ว มีการทดลองบ่งชี้ว่า ยังมีแร่ธาตุอีก 5 ชนิด ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูกและการสร้างกระดูกให้แข็งแรงในช่วงวัยรุ่น

แร่ธาตุ

หน้าที่

แมกนีเซียม

จำเป็นในการทำให้กระดูกและฟันแข็งแรง

สังกะสี

จำเป็นสำหรับการพัฒนาของกระดูก

ทองแดง

จำเป็นสำหรับการเสริมสร้างกระดูก

แมงกานีส

มีบทบาทในขบวนการซ่อมแซมกระดูก

โบรอน

ช่วยควบคุมการใช้ประโยชน์จากแคลเซียมของร่างกาย

การอ่านฉลากของแร่ธาตุแคลเซียม
กรุณาดูให้ดีก่อนเลือกซื้อ เนื่องจากผลิตภัณฑ์บางชนิดโฆษณาว่ามีแคลเซียมสูง แต่พอไปดูจริงๆกลับพบว่ามีปริมาณแคลเซียมนิดเดียว บางตัวก็ไม่ได้ระบุปริมาณแร่ธาตุแคลเซียมในฉลากกลับระบุเป็นเกลือแคลเซียม เช่น ระบุเป็น Calcium citrate, Calcium lactate, Calcium gluconate ซึ่งถ้าอ่านผ่านๆอาจคิดว่าปริมาณที่ระบุในฉลากเป็นปริมาณธาตุแคลเซียม ทั้งนี้เกลือแคลเซียมแต่ละชนิดก็ให้ปริมาณธาตุแคลเซียมไม่เท่ากัน จึงควรคำนวณเสียก่อนว่าเกลือแคลเซียมนั้นๆ ให้ธาตุแคลเซียมเท่าใด ซึ่งคุณสามารถคำนวณเองได้จากตารางข้างล่าง เช่น ในฉลากเขียนว่าแคลเซียมคาร์บอเนต 1500 มก. จากตารางพบว่าให้ธาตุแคลเซียม 40% ดังนั้น ยาเม็ดนี้จะให้ธาตุแคลเซียม 600 มก.

 

Relative Calcium Loads of Various Salts.

Calcium Salts

% Calcium

Calcium Carbonate

40.0

Calcium Lactate

18.4

Calcium Gluconate

9.3

Calcium Citrate

24.1

Calcium Sulfate

36.1

Dibasic Calcium Phosphates

29.5

Tribasic Calcium Phosphates

38.8

Calcium Ascorbate

10.3

From : C.Jeleff Carr and R.F. Shangraw
American Pharmacy, vol N.2. February 1987/154

ที่มา : จากกระทรวงสาธารณสุข

 

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com