|

คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักต้องการอยากให้ลูกของตนเองเป็นคนเก่งและฉลาด
หรือพูดง่ายๆก็คือ มีสมองที่ล้ำเลิศเหนือกว่าใครๆ นั่นเอง ฉะนั้นไม่ว่าจะมีอาหารเสริมชนิดใดสามารถช่วยกระตุ้นพัฒนาการสมองลูกน้อยได้
คุณพ่อคุณแม่เป็นต้องหามาบำรุงลูกๆ
หากจะพูดกันตามหลักโภชนาการแล้ว
การให้เด็กได้รับประทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ นับว่าเพียงพอกับการเจริญเติบโต
สุขภาพและพัฒนาการสมองของลูกน้อยอยู่แล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่คงต้องช่วยดูแลลูกไม่ให้ขาดสารอาหารดังต่อไปนี้ด้วย
โปรตีน
อาหารโปรตีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเจริญเติบโตทั้งของร่างกาย เซลล์สมอง
เส้นใยประสาทที่จะแตกไปสร้างวงจรประสาทของเด็กในช่วงอายุ 1-3 ปี หากเด็กขาดโปรตีน
ซึ่งจะต้องถูกย่อยเป็นกรดอะมิโนก่อนที่จะนำมาใช้สร้างโปรตีน ก็จะทำให้เกิดความบกพร่องในการเรียนรู้และการทำงานของสมองและระบบประสาท
โปรตีนมีมากในนม ไข่ทั้งฟอง เนื้อไก่ หมู เนื้อวัวและเนื้อปลาทะเล
ไขมัน
เซลล์สมองประกอบด้วยไขมัน
60%ในปริมาณนี้เป็นกรดดีเอชเอถึง 50% กรดไขมันดีเอชเอเป็นกรดไขมันจำเป็นต่อการพัฒนาสมองและการทำงานของสายตา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 เดือนก่อนคลอด ซึ่งเป็นช่วงที่ระบบประสาทเซลล์สมองทารกมีการพัฒนามากที่สุดและมีการสะสมของดีเอชเอมากที่สุด
และในเด็กทารกแรกเกิดความสามารถในการสังเคราะห์กรดโอเมกา 3 มีจำกัด
เด็กทารกจะได้รับกรดโอเมกา 3 จากนมแม่ และหากเด็กได้รับกรดโอเมกา 3
ไม่พอในช่วงที่สมองเริ่มพัฒนา อาจทำให้ไอคิวของเด็กลดลง อาหารที่มีกรดโอเมกาสูงคือ
ปลาทะเล

ธาตุเหล็ก
ในขวบปีแรกเด็กจะมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งอวัยวะต่างๆของร่างกาย ระบบประสาทของกล้ามเนื้อและสมอง ซึ่งในธาตุเหล็กนอกจากจะเป็นส่วนสำคัญของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงในการนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ
ของร่างกายรวมทั้งสมองแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานของเซลล์ประสาทด้วย
โดยจะเห็นได้ว่าในเด็กที่ขาดธาตุเหล็กและมีภาวะโลหิตจางก็จะแสดงอาการทางสมาธิสั้นและการเรียนรู้ช้ากว่ากลุ่มที่ไม่ขาดธาตุเหล็ก
หากเกิดขึ้นในช่วงอายุ 1-2 ปี และแก้ไขไม่ทัน ความบกพร่องทางสติปัญญาที่เกิดขึ้นก็จะเป็นอย่างถาวร
อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง ได้แก่ ตับ เนื้อสัตว์ ไข่แดง ผักใบเขียว อย่างไรก็ตาม
ถ้าได้ธาตุเหล็กมากเกินไป โดยเฉพาะการได้จากยาวิตามินที่มีธาตุเหล็กอาจจะเกิดภาวะธาตุเหล็กเป็นพิษจนถึงแก่ชีวิตได้เช่นกัน
ธาตุไอโอดีน
เป็นส่วนสำคัญของธัยรอยด์ฮอร์โมนที่ถูกสร้างขึ้นที่ต่อมธัยรอยด์ฮอร์โมนนี้
มีความสำคัญต่อการควบคุมการทำงานของเซลล์และอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
เช่น กระดูก สมอง เป็นต้น โดยเฉพาะในช่วงกำลังเจริญเติบโตเร็ว การขาดธาตุไอโอดีนในผู้ใหญ่ที่มีสมองเติบโตเต็มที่แล้วก็จะเกิดอาการคอพอก
ส่วนในหญิงตั้งครรภ์ที่ขาดธาตุไอโอดีนจะเกิดปัญหาขึ้นกับลูกได้ ทำให้สมองและร่างกายเด็กเจริญเติบโตไม่เป็นปกติ
ทารกและเด็กเล็กที่ขาดธาตุไอโอดีน ในช่วงสมองกำลังเติบโตรวดเร็ว หรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงอายุ
3-4 ปี จะแสดงอาการเซื่องซึมพัฒนาการล่าช้า ไม่ฉลาด การแก้ไขภาวะขาดธาตุไอโอดีนต้องรีบแก้ไขภายในช่วงอายุ
1-2 เดือน เด็กก็มีโอกาสที่จะเติบโตเป็นปกติได้ ขณะเดียวกันเด็กที่มีภาวะไอโอดีนปกติอยู่แล้ว
การเพิ่มไอโอดีนไม่สามารถทำให้เด็กฉลาดขึ้นได้ และการได้รับไอโอดีนมากเกินไปจนโซเดียมเกิน
อาจเกิดโรคความดันโลหิตสูงตามมาได้
กลุ่มวิตามินบี
เป็นสารอาหารที่มีผลต่อการทำงานของสมองและระบบประสา วิตามินบี เช่น
วิตามินบี 1 ที่มีในตับ เนื้อสัตว์ นม ธัญพืชไม่ขัดสี ข้าวซ้อมมือ
ถั่ว ฯลฯ ถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการเหน็บชา หัวใจวาย ตัวบวม ปวดท้อง ตาเข
กลุ่มในอาซีน บี 3 ซึ่งมีในเนื้อสัตว์ ปลา ตับ ธัญพืช ผักใบเขียว ถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการความจำเสื่อม
ผิวหนังเป็นแผล ท้องเฟ้อ ส่วนวิตามินบี 12 ซึ่งมีในเนื้อสัตว์ ปลา
ไข่ เนยแข็ง ถ้าขาดจะทำให้เกิดอาการซีด ปลายประสาทเสื่อมและชา เป็นต้น
เมื่อทราบเช่นนี้คุณพ่อคุณแม่และผู้เลี้ยงดู
ก็ควรดูแลให้ลูกได้กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และอาจให้ได้รับเนื้อปลาทะเลสลับไปกับเนื้อสัตว์
ตับ ไข่ วันละฟอง และผักใบเขียว ผลไม้ และข้าว หรือข้าวซ้อมมือบ้าง ก็จะช่วยให้ลูกรักได้รับสารอาหารที่พอเพียง
ลูกรักก็จะมีสุขภาพพลานามัยแข็งแรงและมีสมองที่ล้ำเลิศไม่แพ้เด็กอื่นๆ
ที่มา : อ. ศัลยา
คงสมบูรณ์เวช Registered Dietitian (U.S.A.)
|