|
"เอ๊ะ!!
คุณแม่ ลูกแพรหายแล้วทำไมยังต้องทานยาอีก?" คุณพ่อรูปหล่อถามคุณแม่ด้วยความสงสัย
"ยาที่น้องแพรทานเป็นยาปฏิชีวนะ
คุณหมอบอกไว้ว่าให้รับประทานจนครบจำนวนที่สั่งจนหมด แม้ว่าอาการของโรคหายแล้ว
ก็ต้องรับประทานติดต่อกันจนยาหมดค่ะ"
คุณแม่คนสวยอธิบายตอบข้อสงสัยอย่างตั้งใจ
เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะ (หรือที่ชอบเรียกว่ายาแก้อักเสบ)
จากแพทย์หรือเภสัชกร ฉลากจะระบุวิธีใช้และคำแนะนำพิเศษ รับประทานยาทุกวัน
ติดต่อกันจนกว่ายาหมด แม้ว่าหลังจากรับประทานยาแล้ว 2-3 วันอาการของโรคจะดีขึ้น
ก็ยังต้องรับประทานติดต่อกันไปจนหมด การที่รับประทานยาไปเพียง 2-3 วัน
เชื้อจะหยุดเจริญชั่วระยะหนึ่ง พอหยุดยามันจะเจริญขึ้นมาใหม่อีก ซึ่งในระยะหลังนี้เชื้อจะต้านยาได้มากขึ้น
ยาปฎิชีวนะสำหรับเด็กมักทำเป็นผงน้ำเชื่อมแห้งบรรจุในขวดสีชา
ต้องผสมน้ำทันทีเมื่อใช้ยา หากได้รับยาชนิดนี้หลายขวดให้ผสมทีละขวด รับประทานตามวิธีที่กำหนดในฉลากจนครบขนาดยาตามที่แพทย์สั่ง
การที่ต้องทำยาปฏิชีวนะเป็นผงน้ำเชื่อมแห้ง เนื่องจากยาปฏิชีวนะถูกความร้อนหรือแสงหรือละลายน้ำแล้วจะสลายตัวง่ายจึงไม่ค่อยเตรียมเป็นยาน้ำสำเร็จรูป
วิธีผสมยาปฏิชีวนะชนิดผงน้ำเชื่อม
- เขย่าผงยาในขวดไม่ให้เกาะกันแน่น
- เติมน้ำสุกที่เย็นแล้ว จนถึงขีดที่กำหนด
ห้ามใช้น้ำร้อน เพราะจะทำให้ยาเสื่อม เพราะไม่ทนความร้อน
- เขย่าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน
แล้วเติมน้ำอีกจนถึงขีดที่กำหนด ยาปฏิชีวนะที่ผสมน้ำแล้วควรให้ใช้ให้หมดภายใน
7 วัน
หากเก็บในตู้เย็นจะช่วยให้ยาสลายตัวช้าลง
จะเก็บได้ 14 วัน โปรดเขย่าขวดก่อนใช้ยา รับประทานยาตามที่ฉลากกำหนดติดต่อกันจนกว่ายาจะหมด
ห้ามหยุดยาเองเป็นอันขาด แม้อาการดีขึ้นก็ต้องใช้ยาตามที่กำหนดไว้โดยเคร่งครัด
การใช้ยาไม่ครบขนาดจะทำให้โรคไม่หายและยังทำให้เชื้อเกิดการดื้อยาขึ้นด้วย
ที่มา : ภญ.วนิดา
เดชาวาศน์ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
|