|
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า
ยา เป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ที่จะช่วยบรรเทา บำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ
ขณะเดียวกันยาก็อาจให้โทษได้เช่นกัน หากยานั้นเป็นยาที่หมดอายุหรือยาที่เสื่อมสภาพ
ซึ่งนอกจากจะมีประสิทธิภาพในการบำบัดรักษาลดลง หรือไม่มีประสิทธิภาพแล้วยังอาจเป็นพิษต่อร่างกายได้
ฉะนั้นก่อนใช้ยาทุกครั้งจึงควรพิจารณาว่า
หมดอายุหรือเสื่อมสภาพหรือไม่ โดยยาส่วนใหญ่จะมีการระบุวัน/เดือน/ปี
ที่หมดอายุไว้ที่ฉลากบนกล่องยา หรือขวดยานั้นๆเช่น Exp. Date 15/5/99
หรือ Use By May. 99 หรือ Use Before June. 99 เป็นต้น
นอกจากนี้ อาจพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของเม็ดยาร่วมด้วย
เพราะยาที่เก็บรักษาไม่ดี เช่น เก็บไว้ในที่อากาศร้อนหรือแสงส่องถึงหรือเก็บไว้ในที่อากาศชื้นมาก
ก็อาจจะทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนถึงวันหมดอายุได้ ตัวอย่างยาเสื่อมคุณภาพที่สังเกตได้ง่ายๆเช่น
ยาเม็ดแก้ปวดลดไข้ประเภทแอสไพรินถ้าเก็บไม่ดีหรือปิดฝาขวดไม่สนิทความชื้นจะเข้าไปเร่งการสลายตัวของแอสไพริน
ให้กลายเป็นกรดซาลิไซลิก ทำให้มีกลิ่นเปรี้ยวๆ มีผลึกใสๆ วาวๆ เกาะตัวที่ผิวเม็ดยา
ทำให้ผลในการรักษาลดลงและระคายเคืองต่อกระเพาะมากขึ้น ส่วนยาเตต้าซัยคลินถ้าเสื่อมสภาพผงยาจะมีสีคล้ำจนเป็นสีน้ำตาล
เมื่อรับประทานจะมีพิษต่อไต แต่ถ้าเป็นยาน้ำแขวนตะกอน ถ้าเขย่าขวดแล้วยากระจายตัวไม่ดีหรือเกาะติดกันเป็นก้อนแข็งก็แสดงว่ายานั้นเสื่อมสภาพแล้ว
เป็นต้น
ไม่อยากให้ยาเสื่อมสภาพเร็วก็ควรเก็บรักษาอย่างถูกวิธี
คือเก็บให้พ้นจากความร้อน แสงสว่างและความชื้น เช่น หากเป็นยาประเภทขี้ผึ้งหรือครีมที่หลอมละลายง่าย
ก็ควรเก็บไว้ในตู้เย็น แต่ทางที่ดีคือไม่ควรซื้อยามาเก็บไว้ครั้งละมากๆ
เพราะยาอาจหมดอายุหรือเสื่อมสภาพก่อนที่จะได้ใช้ และเพื่อความปลอดภัยก่อนซื้อยาใช้เองทุกครั้งควรปรึกษาเภสัชกรก่อนทุกครั้ง
ที่มา : ภก. ดร.มนัส
พงศ์ชัยเดชา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
|