สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board

Web ที่น่าสนใจ

Webboard
สุขภาพกาย

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

หากท่านไดมีปัญหา เรื่องสุขภาพ สามารถส่งมาที่ pam@ formumandme.com แล้วเราจะคำตอบ ให้คุณคะ

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


“น้องแก้ว” ร้องไห้โยเย เพราะเป็นไข้หวัด มีน้ำมูก ไอ และตัวร้อนมีไข้ คุณอุดมจึงพาไปพบแพทย์ ได้ยากลับบ้านมาหลายขวด ขวดแรกเป็นยารักษาการติดเชื้อ เภสัชกรได้บอกว่าเป็นยาน้ำเชื่อมชนิดผงแห้งที่ได้ผสมน้ำมาให้แล้วขวดหนึ่ง โดยใช้น้ำดื่มสะอาดผสมให้ถึงขีดที่มีบอกไว้ที่ภาชนะบรรจุ และเขย่าให้เข้ากัน เวลาใช้ก็เทยาใส่ช้อนชาที่ให้มาด้วย ป้อนให้น้องแก้วตามเวลาที่ระไว้ข้างขวดยาที่เหลือให้เก็บในตู้เย็นชั้นล่าง (ไม่ใช่ช่องแข็ง) เภสัชกรยังได้ให้ยาอย่างเดียวกันมาอีก 1 ขวด โดยยังไม่ได้ผสมน้ำให้ แต่มีฉลากอธิบายเพิ่มเติมให้ปฏิบัติดังนี้

    1. ให้สำรวจดูฝาขวดว่าปิดแน่นดี คว่ำขวดไปมา เคาะดูว่ายากระจายไม่เกาะเป็นก้อน เพราะเมื่อเติมน้ำแล้วจะละลายได้ดี
    2. เปิดฝาขวดออก เติมน้ำสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว หรือน้ำดื่มใส่ลงไปให้ได้ระดับถึงขีดที่ระบุไว้ที่ข้างขวด ปิดฝาขวดเขย่าให้เข้ากัน ดูว่ายาละลายดีแล้ว ไม่มียาจับกันเป็นก้อนอยู่ เพราะยากระจายตัวทั่วดี จะทำให้ได้รับยาในขนาดที่ถูกต้องตามระบุให้สังเกตดูอาจพบว่าระดับของยาต่ำกว่าระดับขีดที่กำหนด ให้เปิดฝาขวดแล้วเติมน้ำให้ได้ระดับดังกล่าว ปิดฝาเขย่าขวดอีกครั้งแล้วจึงใช้ยานั้นตามขนาดและเวลา ที่ระบุไว้ในฉลาก
    3. ยาที่ผสมน้ำแล้วเก็บในตู้เย็นจะมีอายุประมาณ 1-2 สัปดาห์เท่านั้น นับจากวันที่ผสมน้ำไม่ใช่ตามวันที่ระบุไว้ในฉลากข้างขวด (วันตามระบุในฉลากนั้นหมายถึงอายุเมื่อยังไม่ได้ผสมน้ำ) หากเกินเวลายังมียาเหลืออยู่ก็ไม่ควรใช้ให้ทิ้งเสีย แต่ในทางปฏิบัติยารักษาการติดเชื้อแพทย์มักให้มาในจำนวนที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น ซึ่งเภสัชกรจะมีคำแนะนำให้ในฉลาก เช่น ใช้ยาติดต่อกันทุกวันจนยาหมด ดังนั้นแม้จะรู้สึกว่าอาการดีขึ้นก็ควรจะรับประทานยานั้นต่อไปจนยาหมด เพราะเชื้ออาจยังอยู่โดยไม่ได้แสดงอาการ หากหยุดยาเสียก่อนอาจทำให้เชื้อแข็งแรงจนก่อโรคอีกได้และเกิดปัญหาการดื้อยาของเชื้อโรคได้

น้องแก้วยังได้ยาลดไข้ 1 ขวดและยาแก้หวัด-แก้ไอ 1 ขวด ซึ่งเป็นยาน้ำเชื่อมมาด้วย ซึ่งต้องทานพร้อมกันในมื้อเดียว การปฏิบัติในการป้อนยาเด็กต้องดูในเรื่องของขนาดที่ได้รับ ต้องเป็นไปตามวิธีที่ระบุมา การใช้ช้อนชาในเด็กบางคนอาจหกเลอะเทอะ ทำให้ควบคุมจำนวนยาได้ยากก็อาจให้เป็นหลอดยาหรือกระบอกฉีดยา (ที่ไม่มีเข็มฉีดยา) ซึ่งมีขนาดที่แน่นอนและให้ง่ายกว่า แต่ขอให้ปฏิบัติดังนี้

    1. ให้แน่ใจว่าหลอดหยด หรือกระบอกฉีดยาล้างทำความสะอาด เก็บไว้ก่อนนำมาใช้
    2. ดูดยาให้เข้าในหลอดหยดหรือเข้ากระบอกฉีดยาตามขนาดที่ระบุในฉลาก
    3. ป้อนให้เด็ก ซึ่งมักเอาหลอดหยดหรือกระบอกฉีดยาเข้าในปาก ป้องกันการหกซึ่งจะทำให้เด็กได้รับยาไม่ครบตามจำนวนที่ระบุ
    4. เมื่อจะป้อนยาชนิดอื่นต่อไปให้นำหลอดนั้นล้าง โดยจุ่มล้างในน้ำสะอาดที่ใส่แก้วรอไว้แล้วบีบล้าง 3-4 ครั้งก่อน
    5. ถ้าต้องป้อนเด็กพร้อมกันมากกว่า 1 คน ห้ามใช้หลอดหยดอันเดียวกัน รวมความถึงช้อนป้อนยาด้วย เพราะจะทำให้เกิดอาการติดโรคกันได้ นอกจากจะทำให้แต่ละคนไม่หายจากอาการที่เป็นแล้วอาจได้โรคเพิ่ม อาการทีเป็นอยู่อาจหนักกว่าเดิมอีกด้วย การเพิ่มความระมัดระวังในการปฏิบัติเพียงนิดหน่อยจะช่วยให้ลูกน้อยของคุณหายป่วยเร็วขึ้น
    6. สำหรับเด็กโตพอทานยาเองได้ ยาแก้ไอบางครั้งมักได้รับยาที่ระบุว่า จิบแก้ไอซึ่งในทางปฏิบัติก็ควรให้ใช้ช้อนในการแบ่งทานครั้งละไม่เกิน 1 ช้อนชา ดูระยะห่างของการทานด้วย เพราะยาหลายอย่างที่รับประทานแล้วทำให้ง่วงนอน เด็กที่ไม่ได้หยุดพักลาป่วยอยู่ที่บ้าน ยังไปโรงเรียนตามปกติอาจจะต้องการการดูแลจากผู้ปกครองและครูเป็นพิเศษในช่วงเวลานั้น

คุณอุดมได้บอกให้คุณเรวดีทราบและปฏิบัติตามคำแนะนำของเภสัชกรอย่างเคร่งครัด ซึ่งคุณเรวดีก็เพิ่งเข้าใจว่าทำไมน้องแก้วป่วยบ่อย และนานจนผิดสังเกตอาจจะเพราะการปฏิบัติในบางส่วนที่ไม่ถูกต้องของคุณเรวดีเองก็เป็นได้

ที่มา : ภญ.พอ.หญิง อรพินท์ รัตนจันทร์ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)

 

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com