|
นี่แน่ ! ผู้ต้องสงสัยรายที่
1 !! เสียงพึมพำจากฝ้าย เด็กหญิงวัยรุ่นอายุ 14 ปี ท่าทางอ่อนเพลียนอนอยู่บนโซฟาหน้าทีวีหลังตบยุงตายอยู่ในมือ
ฝ้าย เพิ่งกลับจากโรงพยาบาลเนื่องจากเป็นไข้เลือดออก
ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง
มียุงลายเป็นพาหะนำเชื้อ ยุงลายชอบกัดเด็กในเวลากลางวัน เด็กที่ได้รับเชื้อไวรัสก็จะป่วยเป็นไข้เลือดออก
ถ้าสงสัยเป็นไข้เลือดออกจะแลเบื้องต้นอย่างไร?
เมื่อเด็กมีไข้สูง
ให้เช็ดตัวเพื่อลดไข้และให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามขนาดซ้ำได้ทุก 4 ชั่วโมง
พยายามให้เด็กดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอุ่นๆ ให้มาก เช่น น้ำผลไม้ น้ำเกลือแร่
น้ำแกงจืด น้ำเต้าหู้ เพื่อทดแทนกับการเบื่ออาหารอื่นๆ ถ้าอาเจียนมากกินไม่ได้รีบปรึกษาแพทย์
ถ้าดูแลเบื้องต้นดีแล้ว เด็กยังมีไข้เกิน 3 วัน หรือมีอาการเลือดออก
(เช่น จุดสีแดงเล็กๆที่ผิวหนังบริเวณแขน ขา ลำตัว หน้า อาจมีเลือดกำเดาไหล
หรืออาเจียนเป็นเลือด) ให้รีบนำส่งโรงพยาบาล ถ้าอาการเด็กตัวเย็นลงและมีอาการซึม
อ่อนเพลีย กระสับกระส่าย ผิวหนังเย็นชื้น เหงื่อออกมากหรือไม่รับประทานออาหารเลย
แสดงว่าอาการเลวลงจะเริ่มเข้าสู่ภาวะอันตราย คือ อาการช็อก ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
ยาลดไข้
พาราเซตามอล
เป็นยาแก้ปวดลดไข้ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะเด็กให้ใช้พาราเซตามอลชนิดน้ำเชื่อม
ให้ดูขนาดรับประทานบนฉลากข้างขวด หรือถามเภสัชกร พาราเซตามอลปลอดภัยสำหรับคนที่เป็นโรคกระเพาะอาหาร
เนื่องจากไม่ระคายเคืองผนังทางเดินอาหาร ถึงแม้ว่าแอสไพรินจะเป็นยาลดอาการไข้ที่ดีที่สุด
แต่ก็ไม่ควรใช้เพราะเด็กอาจมีไข้สูงเนื่องจากไข้เลือดออก แอสไพรินจะทำให้เลือดออกได้ง่ายขึ้นเป็นอันตรายต่อเด็กมากขึ้น
จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เด็กเป็นไข้เลือดออก
ป้องกันไม่ให้เด็กถูกยุงกัดโดยเฉพาะในเวลากลางวันให้เด็กอยู่ในบริเวณที่สว่าง
ไม่อับลมและนอนในมุ้ง
กำจัดแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย
ซึ่งยุงลายชอบวางไข่ในแอ่งน้ำนิ่งสะอาด เช่น น้ำในตุ่ม น้ำในแจกัน กระป๋อง
กะลา ยางรถยนต์ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ เปลือกเงาะ เปลือกทุเรียนที่หงายอยู่ควรทำลายหรือกำจัดไม่ให้น้ำขัง
ไข้เลือดออกเป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต
ถ้าดูแลรักษาไม่ทันท่วงที เราต้องกำจัดยุงลายและระวังอย่าให้เด็กถูกยุงกัดในเวลากลางวัน
ที่สำคัญหากเด็กมีอาการไข้สูงต้องเลือกใช้ยาที่ถูกต้องและดูแลอาการเด็กให้ใกล้ชิด
หากเด็กแข็งแรงไม่อ่อนเพลียมากก็สามารถฟื้นตัว และหายได้ภายใน 7-10 วัน
แต่ถ้าอาการหนัก อาเจียนและเพลียต้องนำส่งโรงพยาบาล เพื่อได้รับการรักษาประคับประคองจนพ้นระยะอันตราย
ที่มา
: ภญ.วนิดา
เดชาวาศน์ สมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย)
|