สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board

Web ที่น่าสนใจ

Webboard
สุขภาพกาย

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

หากท่านไดมีปัญหา เรื่องสุขภาพ สามารถส่งมาที่ pam@ formumandme.com แล้วเราจะคำตอบ ให้คุณคะ

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


การสร้างหน่อฟันน้ำนมจะเริ่มในขณะที่ทารกในครรภ์มารดามีอายุประมาณ 6 สัปดาห์ อาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของหน่อฟันก็คือ อาหารที่ครบหมวดหมู่ตามที่คุณหมอบอก คือ

  1. อาหารพวกเนื้อสัตว์ นม ไข่ และถั่ว ควรกินเพิ่มมากขึ้นจากที่เคยกินอยู่
  2. วิตามิน แร่ธาตุจากผักใบเขียว และผลไม้ ควรกินมากขึ้น ที่สำคัญคือแร่เหล็กมีมากในเนื้อและตับ ปกติเวลาคุณแม่ไปฝากครรภ์ คุณหมอจะให้วิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญให้กินทุกวัน
  3. อาหารพวกแป้ง น้ำตาล ข้าว ขนมหวานต่างๆ ควรกินเท่าเดิมเหมือนก่อนตั้งครรภ์
  4. ไขมันควรลดลงในรายที่มีสะสมเพียงพอแล้ว
  5. น้ำควรเพิ่มขึ้น
  6. นมสดควรดื่มวันละ 2 แก้ว

คุณแม่ที่ไม่ชอบดื่มนมสดอาจกินอาหารทดแทนได้คือ ไข่ 1 ฟอง หรือเนื้อสัตว์ขนาดเท่ากล่องไม้ขีด 1 ชิ้น, เต้าหู้เหลืองกับเต้าหู้ขาวอย่างละ 1 แผ่น, ตับสัตว์สุก หรือถั่วลิสงประมาณ 30 เม็ด อาหารพวกนี้ควรทอดด้วยน้ำมัน หรือปรุงด้วยกะทิ อาหารแต่ละอย่างทดแทนนมสดได้ 1 แก้ว

ถ้าไม่ดื่มนมสดเลยควรกิน 2 เท่าหรือ 2 ชนิด และเพิ่มผลไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น กล้วยหอม 1 ผล กล้วยไข่ 2 ผล กล้วยน้ำว้า 2 ผล เงาะ 8 ผล ส้มเขียวหวาน 2 ผลใหญ่ มะละกอสุก สับปะรด

การขาดสารอาหารสำคัญ เช่น วิตามินเอ วิตามินดี จะทำให้ผิวเคลือบฟันน้ำนมบางส่วนของเด็ก ขาดหายไป มีลักษณะเป็นร่อง ทำให้คราบจุลินทรีย์สะสมง่าย ทำความสะอาดยาก โอกาสที่ฟันจะผุก็สูงขึ้นด้วย

นอกจากนั้น ผลจากการศึกษาในสัตว์ทดลองได้พบว่า การขาดโปรตีนจะทำให้คุณภาพและปริมาณของน้ำลายต่ำลง ซึ่งน้ำลายนี้สำคัญมากในการช่วยชะล้างกรดที่เกิดจากการกินอาหารจำพวก แป้งและน้ำตาล และในน้ำลายยังมีสารโปรตีนบางชนิดที่ช่วยต่อต้านการผุของฟันอีกด้วย

จากการศึกษายังค้นพบอีกว่า การที่ฟันซ้อนเก และขากรรไกรมีการเจริญเติบโตช้า ก็มีสาเหตุจากการขาดอาหารเช่นกัน ถึงแม้จะเป็นการศึกษาในสัตว์ทดลองก็น่าสนใจมาก เพราะมนุษย์เองก็อาจเกิดผลแบบเดียวกันได้ถ้าเด็กขาดอาหาร เพราะนอกจากจะมีน้ำลายที่มีคุณภาพและปริมาณต่ำ อันจะเป็นผลทำให้การต้านทานฟันผุไม่ดี แล้ว การที่ฟันซ้อนเกก็จะเป็นเหตุให้ทำความสะอาดฟันยาก เชื้อจุลินทรีย์ในคราบฟันก็จะผลิตสารพิษไปสร้างความระคายเคืองแก่เหงือก ทำให้เหงือกอักเสบ บวม เลือดไหล ถ้าไม่ได้รับการรักษาปล่อยทิ้งไว้จะลุกลามไปทำให้เกิดการทำลายของกระดูกรองรับฟันได้ในที่สุดอย่างที่ชาวบ้านเรียกกันว่า โรครำมะนาด ไงคะ

ผลของอาหารต่อเหงือกและฟันที่ดีขึ้นแล้ว
เมื่อฟันขึ้นมาในช่องปากแล้ว การขาดวิตามินซีในเด็กจะทำให้เกิดเหงือกอักเสบได้ง่ายกว่าปกติ โรคที่พบบ่อยที่สุดคือ โรคฟันผุอันเกิดจากการกินอาหารแป้ง และน้ำตาล ซึ่งเป็นอาหารหลักหมู่หนึ่งที่เด็กๆ ทุกคนควร

จะได้กินอย่างพอเพียง แต่การกินนั้นจะต้องมีเทคนิคเล็กน้อยนะคะ ว่าจะกินอย่างไรจึงจะเกิดผลเสียต่อฟันลูกรักของเราน้อยที่สุด

คุณพ่อคุณแม่หลายท่านคงจะทราบแล้วนะคะว่า กลไกของการเกิดฟันผุเป็นอย่างไร หมอขอพูดอีกทีสำหรับคนที่ยังไม่ทราบคือ

ปกติในช่องปากของคนเราจะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่มากมายที่เป็นสาเหตุของโรคฟันผุ โดยจะอาศัยอยู่ตามคราบฟัน เมื่อกินอาหารแป้งและน้ำตาลเข้าไป เชื้อจุลินทรีย์บางชนิดก็จะสร้างกรดจากแป้งและน้ำตาลเหล่านี้ กรดที่เกิดขึ้นจะกัดกร่อนฟันให้ผุ ดังนั้น นิทานเรื่องแมงกินฟันที่เด็กๆ เคยได้ยินว่าเป็นตัวการที่ทำให้ฟันผุก็คงจะไม่ผิดจากความจริงนัก แต่แมงกินฟันที่ว่านี้ก็คือ เชื้อจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เพียงแต่ว่ามันไม่มี เขี้ยวที่ จะไปแทะฟันให้เป็นรูอย่างที่เล่ากันหรอกนะคะ เชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้สร้างกรดจากอาหารแป้งและน้ำตาลต่างหาก และกรดนี้คือตัวการทำลายฟัน

คราวนี้ลองมาดูกันนะคะว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้อาหารแป้งและน้ำตาลมีโทษมากน้อยต่างกันได้แก่อะไรบ้าง
ลักษณะอาหาร
ถ้าเป็นชนิดเหนียวติดฟันทนนาน ผลร้ายที่เกิดจากกรดก็จะนานเช่นกัน เช่น ขนมตังเม กะละแม ทอฟฟี่ชนิดยืดๆ เพราะต้องใช้เวลานานมากกว่าน้ำลายจะชะล้างออกจากฟันได้

ความบ่อยครั้งของการกิน
การกินบ่อยครั้งนั้น มีผลร้ายยิ่งกว่าปริมาณของอาหารแป้งและน้ำตาล ตัวอย่างเช่น น้ำหวานอัดลม 1 ขวด ถ้ากินรวดเดียวหมดขวดเลยกับการจิบทีละคำสองคำแล้วนั่งดูทีวีไป หรืออ่านหนังสือไปแล้วค่อยๆ จิบน้ำหวานไป คือการกินทีละน้อย แต่กินบ่อยๆ ผลร้ายจากกรดก็จะเกิดแล้วเกิดอีกเป็นลูกโซ่ไป เพราะทุกครั้งที่เรากินอาหารแป้งและน้ำตาล จะเกิดกรดในคราบฟันประมาณ 20 นาที คุณพ่อคุณแม่ลองคิดดูซิค่ะว่าทุกๆ ครั้งที่ลูกจิบน้ำหวานจะเกิดกรดนานถึง 20 นาที ยิ่งจิบหลายครั้งกรดจะเกิดขึ้นหลายครั้ง และต่อเนื่องยางนานออกไปเป็นหลายๆ ชั่วโมง

กินในมื้อหรือนอกมื้อ
อาหารแป้งและน้ำตาลที่กินในมื้ออาหาร จะเกิดผลเสียน้อยกว่าที่กินชนิดเดียวโดดๆ เพราะในมื้ออาหารจะมีอาหารอื่นๆ คลุกเคล้าด้วย เช่น กลุ่มเนื้อและผักซึ่งมีการบดเคี้ยวค่อนข้างมาก น้ำลายก็จะหลั่งออกมาช่วยชะล้างกรดที่เกิดขึ้น และการกินในมื้ออาหารยังมีน้ำแกงหรือน้ำเป็นส่วนประกอบในการช่วยทำให้กรดเจือจางเช่นกัน

นอกจากนี้ อาหารบางชนิดเช่น ถั่วและเนื้อสัตว์ สามารถช่วยยับยั้งการทำงานของเชื้อจุลินทรีย์ได้ด้วย แต่การกินขนมจุบจิบนอกมื้อ ส่วนใหญ่เด็กจะกินอาหารแป้งกรอบซึ่งมีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ ไม่ได้กินอาหารชนิดอื่นร่วมด้วย จึงไม่มีปัจจัยช่วยลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นเหมือนการกินแป้งและน้ำตาลในมื้ออาหาร

จะให้ลูกกินอย่างไร จำง่ายๆ อย่างนี้ค่ะ

    • แป้ง น้ำตาลกินในมื้ออาหาร
    • กินอาหารกลุ่มโปรตีนและผลไม้ เป็นอาหารว่าง ไม่กินจุบจิบ
    • ขนมหวานที่เหนียวติดฟัน (เช่น ลูกกวาด ทอฟฟี่) หมอแนะนำว่าไม่ควรซื้อมาให้ลูกกินเป็นของกินเล่นเลย เพราะยังมีอาหารอื่นๆ เช่น นมและผลิตภัณฑ์จากนม ซึ่งมีประโยชน์และให้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่า

การที่เด็กหยิบฉวยขนมหวานมากินได้ง่าย จะทำให้เด็กติดรสหวาน ฟันผุได้ง่าย และยังทำให้เบื่ออาหารด้วยนะคะ ของกินเล่นอีกชนิดที่เป็นที่นิยมกันมากในปัจจุบันเพราะสะดวก หยิบฉวยไปกับตัวได้ หาซื้อง่าย กินก็ง่าย มีลักษณะแห้งๆ ไม่เลอะเทอะ คือพวกขนมแป้งกรอบสำเร็จรูปบรรจุในถุงขาย ซึ่งคุณค่าทางอาหารจะได้

เพียงแป้งและน้ำตาลเท่านั้น บางชนิดออกรสเค็ม บางชนิดจะหวานเพราะราดน้ำเชื่อม เมื่อกินแล้วก็จะเป็นคราบแป้งติดฟันอยู่นานเพราะเป็นของแห้งๆ ทำให้ฟันผุได้และเด็กก็จะอิ่ม ไม่สามารถกินอาหารที่มีคุณค่าดีกว่านี้ได้ เปลี่ยนมาเป็น ไก่ย่าง หมูปิ้ง ไข่ปิ้ง ปลาหมึกย่าง หรือนมสดจะดีกว่านะคะ

เวลาไปซุปเปอร์มาเก็ตกับลูกก็อย่าลืมหยิบห่อขนมต่างๆ ขึ้นมาดูส่วนประกอบก่อนนะคะว่ามีอะไรบ้าง ควรกินหรือไม่ มีของกินเล่นสำเร็จรูปบางชนิดที่ทำไว้สำหรับกินง่ายๆ และได้ประโยชน์ดี เช่น ปลาหมึกกรอบ หรือปลาเส้น แต่มีขายไม่มากเหมือนพวกแป้งกรอบเพราะต้นทุนอาจสูงกว่า

หมอคิดว่า คุณพ่อคุณแม่ทุกท่านควรมีความเข้าใจให้ถูกต้องว่าของกินเล่นที่เราจะซื้อให้ลูกควรเป็นอะไร เราในฐานะผู้บริโภคสามารถแสดงอิทธิพลของเราที่จะมีต่อผู้ผลิตได้ ให้เขาผลิตตามความต้องการของเรา เพื่อว่าในอนาคตอันใกล้เราอาจจะได้เห็นของกินเล่นที่มีประโยชน์มากกว่านี้ในท้องตลาด ลูกๆ ของเราก็จะได้มีทัศนคติที่ถูกต้องเกี่ยวกับอาหารการกิน และสามารถเลี้ยงดูลูกหลานรุ่นต่อไปๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ

ที่มา : หนังสือ ลูกน้อยฟันสวย โดย ท.ญ.ชุติมา ไตรรัตน์วรกุล

 

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com