สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board


Web ที่น่าสนใจ

Webboard
ภาษาต่างประเทศ

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

{text3}

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


ระหว่างทองแท้กับ “ทองเก๊” นั้นบางครั้งดูด้วยตาอาจแยกกันไม่ออก ฉะนั้นจึงมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ถูกหลอกด้วยเล่ห์เพทุบายของทรชน ทั้งที่ผู้ถูกหลอกมิได้เป็นคนโง่เง่า แต่ทองเก๊ก็มีชื่อเรียกอย่างหนึ่งว่า ‘fool’s gold’ (ทองของคนโง่) เนื่องจากการเฮโลตื่นทองในอเมริกายุคบุกเบิกตะวันตก ที่พาเอาผู้คนจำนวนมากที่ไม่โง่แต่ละโมบ แห่กันไปขุดทองหวังรวยทางลัดว่าจะได้พบสายแร่ขุมทองคำ ไม่ผิดกับความตื่นตัวเรื่อง “ขุมทองโกโบริ” (ชื่อตัวละครในนวนิยายที่ยังต้องรอพิสูจน์ว่า ‘จะเอานิยายอะไร’ กับเรื่องนี้ได้หรือไม่)

Pyrites (พายไร้ท์) เป็นแร่โลหะหลายชนิดที่ได้ฉายาว่า fool's gold เนื่องจากคุณสมบัติที่มีสีทองแวววาวดูราวกับทองคำแท้ ทั้งนี้เพราะมีสีเหลืองของกำมะถัน (ซัลเฟอร์) ปนอยู่มาก พายไร้ท์ธาตุเหล็ก (iron pyrites) หรือ เฟอรัสไดซัลไฟด์ (FeS2) เป็นสารผสมสีเหลืองอ่อน และเนื้อแข็งที่เอามาสกัดทำกรดซัลเฟ่อร์ พบในแร่ quartz (เขี้ยวแก้วหนุมาน) และถ่านหิน fool's gold ที่หลอกผู้คนให้แตกตื่นมามากที่สุดได้แก่พายไร้ท์ทองแดง (copper pyrites) หรือ ชาลโคพายไร้ท์ (chalcopyrite) ที่มีสีเหลืองทองเปล่งประกาย ยั่วยวนความละโมบของผู้คนที่แห่ไปขุดทอง ของคนโง่ในรัฐนอร์ธดาโกต้าและเซ้าธ์ดาโกต้า แหล่งวิทยาการเหมืองแร่ชั้นนำของอเมริกา

แต่กระแสการตื่นทองในอเมริกามีมูลความจริงเป็นเหตุ โดยเฉพาะการขุดพบสายแร่ทองคำในรัฐแคลิฟอร์เนียที่ทำให้อเมริการ่ำรวยมาจนทุกวันนี้ ทั้งที่ดินแดนดังกล่าวเดิมเป็นจังหวัดหนึ่งของประเทศเม็กซิโก ในปี 1839 John Augustus Sutter อพยพจากสวิตเซอร์แลนด์มายังแคลิฟอร์เนีย (ของเม็กซิโก) เขาได้รับโฉนดที่ดินเนื้อที่ 50,000 เอเค่อร์ (ล้านสองแสนห้าหมื่นไร่) จากผู้ว่าการชาวเม็กซิกันให้ตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เขาขนานนามว่า ‘New Switzerland’ ตรงจุดบรรจบของแม่น้ำ Sacramento และ American River สิบปีต่อมา จอห์น ซัทเท่อร์ กลายเป็นเจ้าของไร่ปศุสัตว์ผู้มั่งคั่ง เช้าวันที่ 24 มกราคม 1848 หลังเสร็จสงครามกับเม็กซิโก (1846-48) และอเมริกาชิงแคลิฟอร์เนียมาได้ James Wilson Marshall ลูกจ้างคนหนึ่งของซัทเท่อร์ ขุดพบทองคำในไร่แห่งนั้น แม้ทั้งคู่จะตกลงเป็นหุ้นส่วนทำเหมืองขุดทองร่วมกันตรงบริเวณที่ตั้งใจไว้แต่เดิมว่าจะสร้างโรงเลื่อย แต่ข่าวที่ลือออกไปทั่วอเมริกาอย่างรวดเร็วทำให้ทั้งนักล่าสัตว์, ชาวนา, กลาสีเรือ, ทนายความ, นักเทศน์ และผู้คนสารพัดอาชีพแห่ทะลักกันเข้าไปบุกรุกที่ดินของซัทเท่อร์เพื่อหวังจะขุดทอง นั่นจึงเป็นจุดเริ่มของกระแสการตื่นทองลูกแรกและโด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์ ภายในปีเดียว ดินแดนที่แต่เดิมเป็นเขตชนบทเงียบเหงาของคนพื้นเมืองและชาวสเปญที่เข้าไปตั้งถิ่นฐานรวมประมาณ 15,000 คน ก็กลายเป็นเขตที่มีความคึกคักดึงดูดผู้คนจากสารพัดทิศ ทั้งคนอเมริกันจากทางเหนือที่เรียกกันว่า Yankee Forty-niners (แยงกี้ผู้แห่กันมาในปี 1849), จากเม็กซิโก, แคนาดา, ยุโรป, และเอเชีย โดยเฉพาะคนญี่ปุ่นและจีนผู้เข้าไปทำมาค้าขายและสร้างทางรถไฟสายพิชิตตะวันตกถึงรัฐแคลิฟอร์เนีย ทำให้นคร San Francisco และเมืองหลวง Sacramento คึกคักถึงขีดสุดแห่งยุค

แม้ว่านักขุดทอง (gold digger*) แต่ละคนจะได้ทองคำมาคนละเล็กน้อย เฉลี่ยวันละครึ่ง troy ounce หรือ 15.6 กรัมต่อคน แต่ในรอบปีแรกของการตื่นทองนั้นมีการซื้อ-ขายทองผ่านพ่อค้าคนกลางรวมประมาณ 2.5 ล้านทรอยอาวซ์ (77,877 กิโลกรัม) หลังจากนั้นไม่กี่ปี กระแสตื่นทองก็ซาลง แต่ก็ยังมีการค้นพบทองในแคลิฟอร์เนียบ้างประปราย เมืองหลวงซาคราเม็นโต้ในทุกวันนี้ยังคงมีร่อยรอยแห่งยุคตื่นทองเหลือไว้โดยเฉพาะเขตประวัติศาสตร์ Old Sacramento Historic District ริมแม่น้ำที่ John Sutter มาตั้งถิ่นฐานยังคงมีอาคารเก่าแก่ตั้งแต่ยุคตื่นทองและไปรษณีย์ม้าด่วนของ Pony Express ที่สร้างระหว่างปี 1849 ถึง 1870 นอกจากแคลิฟอร์เนียแล้วยังมีข่าวลือการพบทองตามรัฐต่างๆในภาคตะวันตกของสหรัฐบ่อยครั้ง อันเป็นที่มาของตำนานทองเก๊ของคนโง่ที่ถูกหลอกไปขุดเจาะภูเขาจนพรุน และต่อมาได้กลายเป็นเหมืองร้างและเมืองผีในรัฐ North และ South Dakota ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปดูอนุสรณ์แห่งความละโมบของมนุษย์

ในอีกด้านหนึ่ง มนุษย์ผู้มีนิสัยขี้เกียจสันหลังยาวแม้จะไม่ใช่นักต้มตุ๋น ‘ตกทอง’ (เอาทองเก๊มาหลอกแลกทองแท้) ก็มีคำภาษาอังกฤษเรียกเป็นทองเก๊ด้วยคือ goldbricks (อิฐสีทอง) คำๆนี้เกิดขึ้นในยุคตื่นทองเช่นกัน สืบเนื่องจากการหลอมทองคำเป็นแท่งที่มีรูปทรงเหมือนก้อนอิฐ (มาตรฐานทองคำแท่งอเมริกันมีขนาด 7 x 3 5/8 x 1 ¾ ลูกบาศก์นิ้ว) เพื่อความสดวกแก่การเก็บและลำเลียง เนื่องจากมีคนน้อยนิดเท่านั้นที่โชคดีขุดพบทองคำ จึงมีคนขี้ฉ้อเอาแท่งตะกั่วทาสีทองหรือปิดทองคำเปลว**มาหลอกต้มคนโง่และละโมบจากฝั่งตะวันออกของอเมริกา goldbricks จึงมีความหมายถึงสิ่งที่เป็นของปลอมในระยะแรกๆ

ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง คำๆนี้กลายเป็นคำสแลงในหมู่ทหารอเมริกันที่ใช้เรียกทหารผู้แสร้งทำตัวเป็นคนมีความสามารถและทำงานหนัก ทั้งที่ไม่มีผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน goldbrick หรือ goldbricker จึงหมายถึงสิ่งจอมปลอมหรือคนที่เก่งไม่จริง ต่อมาความหมายเปลี่ยนไปเล็กน้อยในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยหมายถึงพวกชอบอู้งานแต่แสร้งทำเป็นยุ่งและมีข้ออ้างสารพัดที่จะหลีกเลี่ยงการงาน ซ้ำยังจะอ้างเอาความชอบอีกด้วย อันเป็นความหมายของคนประเภท goldbrick ที่ยังใช้อยู่ในปัจจุบัน

*gold digger: นอกจากแปลตรงตัวว่านักขุดทองแล้ว ยังเป็นคำสแลงที่หมายถึงสตรีที่อาศัยความเป็นหญิงทำมาหาประโยชน์ ซึ่งปัจจุบันคงรวมถึงคนทั้งสองเพศที่ใช้เรือนร่างทำมาหากิน

  

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com