|

การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้กำหนดเขตเลือกตั้งไว้แน่นอนตายตัวคือ
400 เขตเลือกตั้ง เขตเลือกหนึ่งตั้งมี ส.ส.ได้ 1 คน ดังนั้น จึงต้องเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศปีล่าสุดก่อนประกาศให้มีการเลือกตั้ง
หารด้วยจำนวน 400 เป็นจำนวนประชากร โดยเฉลี่ยต่อ 1 เขตเลือกตั้ง
ข้อดีของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต
- ส.ส. 1 คนต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง
จะช่วยให้เกิดความสนใจการเมืองมากขึ้น จนทำให้เขตเลือกตั้งแต่ละแห่งกลายเป็นชุมชนการเมือง
- เป็นระบบที่นำไปสู่การลดจำนวนพรรคใหญ่ให้เหลือเพียง
2 หรือ 3 พรรค
- คะแนนที่ลงให้ ส.ส.ในเขตนั้นลงได้คนเดียว
จึงผ่านการคิดใคร่ครวญอย่างดีจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ไม่มีเบอร์ฝาก เบอร์แถม
- ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สับสนในการจำหมายเลขของผู้สมัคร
- พื้นที่ของเขตแคบลง ส.ส.
สามารถรับรู้ปัญหาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง
การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค
การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค โดยทั่วไปเรียกว่าเลือกตั้งแบบสัดส่วน
ระบบเลือกตั้งของเราจึงเป็นระบบผสมทั้งแบบแบ่งเขตและสัดส่วน ระบบนี้ใช้กันอยู่ในหลายประเทศเช่น
ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตๆละ 1 คน เป็นที่แพร่หลายมากมีข้อดีที่สำคัญคือ
เป็นระบบที่นำไปสู่การลดจำนวนพรรคใหญ่ให้เหลือเพียง 2 หรือ 3 พรรค
แต่มีข้อเสียที่สำคัญคือผู้แทนในสภาฯ อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนของความคิดเห็นทางการเมืองที่หลากหลายของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ
พรรคต่างๆจะได้รับจำนวนที่นั่งในสภาฯ ตามสัดส่วนของคะแนนที่ได้รับ
สำหรับพรรคที่ได้รับคะแนนไม่ถึง 5% ก็จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ จากการเลือกตั้งระบบนี้
การเลือกตั้งแบบบัญชีรายขื่อของประเทศไทยนั้น
พรรคที่ส่งผู้สมัครจะส่งชื่อมาเป็นรายชื่อ โดยเรียงลำดับมาเรียบร้อยไม่เกินรายชื่อละ
100 คน บุคคลในรายชื่อจะต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครแบบแบ่งเขตหรือผู้สมัครในบัญชีรายชื่อพรรคอื่นๆ
และจะต้องประกอบด้วยรายชื่อจากภูมิภาคต่างๆอย่างเป็นธรรม (มิใช่มีแต่คนในกรุงเทพหรือคนในภูมิภาคหนึ่งใดโดยเฉพาะ)
จะมีการสมัครและการให้หมายเลขของบัญชีรายชื่อแต่ละบัญชี ซึ่งก็คือหมายเลขประจำพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั่นเอง
(อนึ่งการรับสมัครแบบแบ่งเขตจะกระทำทีหลังโดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ส่งโดยพรรคใดจะได้รับเลขหมายเดียวกันกับพรรคนั้น)
ผู้เลือกตั้งก็จะพิจารณาทั้งชื่อบุคคลในบัญชีรายชื่อ (โดยเฉพาะชื่อต้นๆที่มีโอกาสเป็น
ส.ส. หรือ รมต.) และนโยบายตลอดจนความน่าเชื่อถือของพรรค จากนั้นก็จะเลือกบัญชีรายชื่อ
(หรือพรรค) ที่เห็นว่าน่าจะเลือกมากที่สุด โดยเลือกเพียงบัญชีเดียว
ในการนับคะแนนให้เอาคะแนนที่แต่ละบัญชีรายชื่อได้รับจาก 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศมารวมกัน
ข้อดีของการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ
- ทุกคะแนนมีความสำคัญ
เพราะนำมารวมกันหมดเพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.
- เขตเลือกตั้งคือเขตประเทศ
มีเขตใหญ่ทำให้ซื้อเสียงยาก
- ประชาชนเลือกพรรค ช่วยให้ระบบพรรคเข้มแข็ง
- นักการเมืองที่ดีแต่ไม่เกาะติดพื้นที่
มีโอกาสได้รับเลือก
- ส.ส. มีวิสัยทัศน์กว้างขึ้น
เพราะมาจากผู้เลือกทั้งประเทศ
- นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาจาก
ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้บริหารประเทศมากขึ้น
อำนาจหน้าที่ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น
ส.ส.
พรรคใดหรือกลุ่มของพรรคใดมีเสียงข้างมากในสภาฯ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล
แต่ถ้า ส.ส.คนใดไปเป็น รมต. จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ ส.ส.
แบ่งเขตไปเป็น รมต. จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตนั้น แต่ถ้า
ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปเป็น รมต. ก็ให้เลื่อนคนถัดไปจากบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นขึ้นมาเป็น
ส.ส. ไม่มีการเลือกตั้งใหม่และไม่มี การเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาฯ
จึงมีคนกล่าวขานถึงระบบเช่นนี้ว่า เลือกบัญชีรายชื่อเหมือนเลือกว่าที่รัฐมนตรี
หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
- ออกกฎหมาย
- ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- เลือกตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี
ถอดถอนรัฐมนตรี
หน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
คนทั่วไปอาจคิดว่าหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือการไปลงคะแนนในวันเลือกตั้งเท่านั้น
แต่มีหน้าที่สำคัญอื่นๆ อีกคือ
- 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง
ไปอ่านประกาศ ณ ที่ทำการเขต อบต. หรือที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ
ว่าเราอยู่ หน่วยเลือกตั้งใด (ส่วนใหญ่ใช้เขตหมู่บ้านเป็นหน่วยเลือกตั้ง)
ที่เลือกตั้งอยู่ที่ใด (ส่วนใหญ่ใช้ที่เดิม) เรามีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
- 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง
เจ้าบ้านจะได้รับแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
- ไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง
หากชื่อตกหล่นให้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง
(กกต. เขต)
- ไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง
ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องต่อ กกต. เขต เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีรายชื่อ
- จนถึงวันเลือกตั้ง เจ้าบ้านสามารถนำหลักฐานทะเบียนบ้านมาแสดงเพื่อให้ถอนชื่อผู้บุคคลที่ปรากฎชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าอยู่ในทะเบียนบ้านของตน
แต่ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
- ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง
ให้มาแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปลงคะแนนเลือกตั้งต่อบุคคลที่แต่งตั้งโดย
กกต. เขต หรือทำเป็นหนังสือและมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นก็ได้
- หลังวันเลือกตั้ง 30
วัน กกต. ประกาศรายชื่อผู้ไม่ลงคะแนนไม่ได้แจ้งเหตุอันควรตาม
(ข้อ 6) เพื่อให้ผู้ไม่ ไปลงคะแนนมาแจ้งเหตุภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศ
คราวนี้ถ้าไม่ไปแจ้งเหตุอันควร จะต้องเสียสิทธิ ตามกฎหมายบัญญัติ
การเลือกตั้งสำหรับผู้อยู่นอกเขตเลือกตั้ง
มาตรการ 105 วรรคสอง บัญญัติว่าผู้อยู่นอกเขตเลือกตั้งย่อมมีสิทธิลงคะแนนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง
ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2541 ดังนี้
- ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า
90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง ให้มีสิทธิลงคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
90 วัน
- คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงื่อนไขในการอำนวยความสะดวกเพื่อประกันการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมี
ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า
90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
- ผู้ที่มีถิ่นอยู่นอกราชอาณาจักร
ลงคะแนนในประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้
การใช้สิทธิเลือกตั้งนอกประเทศ
- ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศและต้องการจะใช้สิทธิเลือกตั้ง
ณ ประเทศนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานหรือศึกษาต่อ
และต้องการใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. นอกประเทศ จะต้องติดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด
ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อขอลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
ก็จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่ประเทศนั้นได้ หลักฐานในการลงทะเบียนได้แก่
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- หนังสือเดินทาง
- บัตรประจำตัวประชาชน
รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป
- ผู้ที่อยู่ต่างประเทศถือสัญชาติไทยและมีทะเบียนบ้านอยู่ในประเทศไทย
สำหรับผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ต่างประเทศ แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ประเทศไทย
สามารถลงทะเบียนเป็นผู้มี สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ ณ
สถานกงสุล หรือสถานฑูตไทยประจำประเทศนั้นๆ หรือขอเพิ่มชื่อในทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้
พร้อมกับนำหลักฐาน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวประชาชน
อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยืนยันว่า ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ประเทศไทย
พร้อมด้วยรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนทางไปรษณีย์หรือมอบอำนาจให้มาลงทะเบียนแทนได้
การลงคะแนนเลือกตั้ง
- ผู้มาลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ผู้มาลงคะแนนจะได้รับบัตรเลือกตั้ง
2 ใบที่มีสีต่างกัน หลังจากพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือที่ต้นขั้วของบัตรแล้ว
- บัตรเลือกตั้งใบหนึ่งกาได้หนึ่งกากบาท
เพื่อเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต
- บัตรเลือกตั้งอีกใบหนึ่งก็กาได้หนึ่งกากบาท
เพื่อเลือกบัญชีรายชื่อพรรค
- เมื่อกาบัตรทั้ง 2 ใบแล้ว
ผู้มาลงคะแนนหย่อนบัตรด้วยตัวเองทีละใบลงในหีบบัตรเลือกตั้ง
ที่มา
: บทความ ของ ดร. โคทม อารียา กรรมการเลือกตั้ง

|