สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board


Web ที่น่าสนใจ

Webboard
กฎหมาย

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

{text3}

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


การเลือกตั้งแบบแบ่งเขต รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้กำหนดเขตเลือกตั้งไว้แน่นอนตายตัวคือ 400 เขตเลือกตั้ง เขตเลือกหนึ่งตั้งมี ส.ส.ได้ 1 คน ดังนั้น จึงต้องเอาจำนวนประชากรทั้งประเทศปีล่าสุดก่อนประกาศให้มีการเลือกตั้ง หารด้วยจำนวน 400 เป็นจำนวนประชากร โดยเฉลี่ยต่อ 1 เขตเลือกตั้ง

ข้อดีของการเลือกตั้งแบบแบ่งเขต

  • ส.ส. 1 คนต่อหนึ่งเขตเลือกตั้ง จะช่วยให้เกิดความสนใจการเมืองมากขึ้น จนทำให้เขตเลือกตั้งแต่ละแห่งกลายเป็นชุมชนการเมือง
  • เป็นระบบที่นำไปสู่การลดจำนวนพรรคใหญ่ให้เหลือเพียง 2 หรือ 3 พรรค
  • คะแนนที่ลงให้ ส.ส.ในเขตนั้นลงได้คนเดียว จึงผ่านการคิดใคร่ครวญอย่างดีจากผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • ไม่มีเบอร์ฝาก เบอร์แถม
  • ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่สับสนในการจำหมายเลขของผู้สมัคร
  • พื้นที่ของเขตแคบลง ส.ส. สามารถรับรู้ปัญหาของประชาชนได้อย่างทั่วถึง

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค
การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อพรรค โดยทั่วไปเรียกว่าเลือกตั้งแบบสัดส่วน ระบบเลือกตั้งของเราจึงเป็นระบบผสมทั้งแบบแบ่งเขตและสัดส่วน ระบบนี้ใช้กันอยู่ในหลายประเทศเช่น ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ การเลือกตั้งแบบแบ่งเขตๆละ 1 คน เป็นที่แพร่หลายมากมีข้อดีที่สำคัญคือ เป็นระบบที่นำไปสู่การลดจำนวนพรรคใหญ่ให้เหลือเพียง 2 หรือ 3 พรรค แต่มีข้อเสียที่สำคัญคือผู้แทนในสภาฯ อาจไม่ใช่ภาพสะท้อนของความคิดเห็นทางการเมืองที่หลากหลายของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ พรรคต่างๆจะได้รับจำนวนที่นั่งในสภาฯ ตามสัดส่วนของคะแนนที่ได้รับ สำหรับพรรคที่ได้รับคะแนนไม่ถึง 5% ก็จะไม่ได้ที่นั่งในสภาฯ จากการเลือกตั้งระบบนี้

การเลือกตั้งแบบบัญชีรายขื่อของประเทศไทยนั้น พรรคที่ส่งผู้สมัครจะส่งชื่อมาเป็นรายชื่อ โดยเรียงลำดับมาเรียบร้อยไม่เกินรายชื่อละ 100 คน บุคคลในรายชื่อจะต้องไม่ซ้ำกับผู้สมัครแบบแบ่งเขตหรือผู้สมัครในบัญชีรายชื่อพรรคอื่นๆ และจะต้องประกอบด้วยรายชื่อจากภูมิภาคต่างๆอย่างเป็นธรรม (มิใช่มีแต่คนในกรุงเทพหรือคนในภูมิภาคหนึ่งใดโดยเฉพาะ) จะมีการสมัครและการให้หมายเลขของบัญชีรายชื่อแต่ละบัญชี ซึ่งก็คือหมายเลขประจำพรรคการเมืองแต่ละพรรคนั่นเอง (อนึ่งการรับสมัครแบบแบ่งเขตจะกระทำทีหลังโดยผู้สมัครแบบแบ่งเขตที่ส่งโดยพรรคใดจะได้รับเลขหมายเดียวกันกับพรรคนั้น) ผู้เลือกตั้งก็จะพิจารณาทั้งชื่อบุคคลในบัญชีรายชื่อ (โดยเฉพาะชื่อต้นๆที่มีโอกาสเป็น ส.ส. หรือ รมต.) และนโยบายตลอดจนความน่าเชื่อถือของพรรค จากนั้นก็จะเลือกบัญชีรายชื่อ (หรือพรรค) ที่เห็นว่าน่าจะเลือกมากที่สุด โดยเลือกเพียงบัญชีเดียว ในการนับคะแนนให้เอาคะแนนที่แต่ละบัญชีรายชื่อได้รับจาก 400 เขตเลือกตั้งทั่วประเทศมารวมกัน

ข้อดีของการเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

  • ทุกคะแนนมีความสำคัญ เพราะนำมารวมกันหมดเพื่อจัดสรรจำนวน ส.ส.
  • เขตเลือกตั้งคือเขตประเทศ มีเขตใหญ่ทำให้ซื้อเสียงยาก
  • ประชาชนเลือกพรรค ช่วยให้ระบบพรรคเข้มแข็ง
  • นักการเมืองที่ดีแต่ไม่เกาะติดพื้นที่ มีโอกาสได้รับเลือก
  • ส.ส. มีวิสัยทัศน์กว้างขึ้น เพราะมาจากผู้เลือกทั้งประเทศ
  • นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้บริหารประเทศมากขึ้น

อำนาจหน้าที่ของผู้ที่ได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.
พรรคใดหรือกลุ่มของพรรคใดมีเสียงข้างมากในสภาฯ เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้า ส.ส.คนใดไปเป็น รมต. จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ส.ส. เมื่อ ส.ส. แบ่งเขตไปเป็น รมต. จะต้องมีการเลือกตั้งซ่อมในเขตนั้น แต่ถ้า ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อไปเป็น รมต. ก็ให้เลื่อนคนถัดไปจากบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นขึ้นมาเป็น ส.ส. ไม่มีการเลือกตั้งใหม่และไม่มี การเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงเสียงข้างมากในสภาฯ จึงมีคนกล่าวขานถึงระบบเช่นนี้ว่า เลือกบัญชีรายชื่อเหมือนเลือกว่าที่รัฐมนตรี

หน้าที่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

  • ออกกฎหมาย
  • ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
  • เลือกตั้งและถอดถอนนายกรัฐมนตรี ถอดถอนรัฐมนตรี

หน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง
คนทั่วไปอาจคิดว่าหน้าที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง คือการไปลงคะแนนในวันเลือกตั้งเท่านั้น แต่มีหน้าที่สำคัญอื่นๆ อีกคือ

  • 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ไปอ่านประกาศ ณ ที่ทำการเขต อบต. หรือที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ ว่าเราอยู่ หน่วยเลือกตั้งใด (ส่วนใหญ่ใช้เขตหมู่บ้านเป็นหน่วยเลือกตั้ง) ที่เลือกตั้งอยู่ที่ใด (ส่วนใหญ่ใช้ที่เดิม) เรามีชื่ออยู่ในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งหรือไม่
  • 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง เจ้าบ้านจะได้รับแจ้งรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
  • ไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง หากชื่อตกหล่นให้ไปยื่นคำร้องขอเพิ่มชื่อต่อคณะกรรมการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง (กกต. เขต)
  • ไม่น้อยกว่า 10 วันก่อนวันเลือกตั้ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถยื่นคำร้องต่อ กกต. เขต เพื่อให้ถอนชื่อผู้ไม่มีสิทธิเลือกตั้งออกจากบัญชีรายชื่อ
  • จนถึงวันเลือกตั้ง เจ้าบ้านสามารถนำหลักฐานทะเบียนบ้านมาแสดงเพื่อให้ถอนชื่อผู้บุคคลที่ปรากฎชื่อในบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าอยู่ในทะเบียนบ้านของตน แต่ที่แท้จริงไม่ได้อยู่ในทะเบียนบ้านของตน
  • ไม่น้อยกว่า 7 วันก่อนวันเลือกตั้ง ให้มาแจ้งเหตุที่ไม่อาจไปลงคะแนนเลือกตั้งต่อบุคคลที่แต่งตั้งโดย กกต. เขต หรือทำเป็นหนังสือและมอบหมายให้บุคคลใดไปยื่นก็ได้
  • หลังวันเลือกตั้ง 30 วัน กกต. ประกาศรายชื่อผู้ไม่ลงคะแนนไม่ได้แจ้งเหตุอันควรตาม (ข้อ 6) เพื่อให้ผู้ไม่ ไปลงคะแนนมาแจ้งเหตุภายใน 60 วันนับแต่วันประกาศ คราวนี้ถ้าไม่ไปแจ้งเหตุอันควร จะต้องเสียสิทธิ ตามกฎหมายบัญญัติ

การเลือกตั้งสำหรับผู้อยู่นอกเขตเลือกตั้ง
มาตรการ 105 วรรคสอง บัญญัติว่าผู้อยู่นอกเขตเลือกตั้งย่อมมีสิทธิลงคะแนนตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. พ.ศ. 2541 ดังนี้

  • ผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง ให้มีสิทธิลงคะแนนในเขตเลือกตั้งที่ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านครั้งสุดท้ายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน
  • คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอำนวยความสะดวกเพื่อประกันการใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกเขตเลือกตั้งที่ตนมี ชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน และผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งน้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
  • ผู้ที่มีถิ่นอยู่นอกราชอาณาจักร ลงคะแนนในประเทศที่ตนมีถิ่นที่อยู่ ณ สถานที่เลือกตั้งกลางที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจจัดให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเลือกตั้งทางไปรษณีย์ได้

การใช้สิทธิเลือกตั้งนอกประเทศ

  • ผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศและต้องการจะใช้สิทธิเลือกตั้ง ณ ประเทศนั้น ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2542 เป็นต้นไป ผู้ที่เดินทางไปต่างประเทศเพื่อทำงานหรือศึกษาต่อ และต้องการใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. หรือ ส.ว. นอกประเทศ จะต้องติดต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามที่อยู่ในทะเบียนบ้าน เพื่อขอลงทะเบียนเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร ก็จะไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่ประเทศนั้นได้ หลักฐานในการลงทะเบียนได้แก่
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • หนังสือเดินทาง
    • บัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป
  • ผู้ที่อยู่ต่างประเทศถือสัญชาติไทยและมีทะเบียนบ้านอยู่ในประเทศไทย สำหรับผู้ที่มีถิ่นพำนักอยู่ต่างประเทศ แต่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ประเทศไทย สามารถลงทะเบียนเป็นผู้มี สิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ ณ สถานกงสุล หรือสถานฑูตไทยประจำประเทศนั้นๆ หรือขอเพิ่มชื่อในทะเบียนรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้งนอกราชอาณาจักรได้ พร้อมกับนำหลักฐาน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือหนังสือเดินทางหรือบัตรประจำตัวประชาชน อย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อยืนยันว่า ตนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่ประเทศไทย พร้อมด้วยรูปถ่าย 1 นิ้ว 2 รูป นอกจากนี้ยังสามารถลงทะเบียนทางไปรษณีย์หรือมอบอำนาจให้มาลงทะเบียนแทนได้

การลงคะแนนเลือกตั้ง

  • ผู้มาลงคะแนนต้องลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
  • ผู้มาลงคะแนนจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบที่มีสีต่างกัน หลังจากพิมพ์ลายนิ้วหัวแม่มือที่ต้นขั้วของบัตรแล้ว
  • บัตรเลือกตั้งใบหนึ่งกาได้หนึ่งกากบาท เพื่อเลือกผู้สมัครแบบแบ่งเขต
  • บัตรเลือกตั้งอีกใบหนึ่งก็กาได้หนึ่งกากบาท เพื่อเลือกบัญชีรายชื่อพรรค
  • เมื่อกาบัตรทั้ง 2 ใบแล้ว ผู้มาลงคะแนนหย่อนบัตรด้วยตัวเองทีละใบลงในหีบบัตรเลือกตั้ง

ที่มา : บทความ ของ ดร. โคทม อารียา กรรมการเลือกตั้ง

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com