สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board


Web ที่น่าสนใจ

Webboard
กฎหมาย

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

{text3}

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


เนื่องจากทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศไทย ขณะนี้มีบุคคลสัญชาติไทย ทั้งหญิงและชายได้สมรสกับคนต่างชาติ และยังมีความไม่แน่ใจในสิทธิของตน ในเรื่องของกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินในประเทศไทย จึงอยากจะเล่าให้ฟังว่ามีแค่ไหนเพียงไร

เดิมทีนั้น คนต่างชาติรวมทั้งคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติ แม้ว่าจะยังถือสัญชาติไทยอยู่ กฎหมาย ก็ไม่เปิดช่องให้ซื้อหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยได้เลย คงจำกันได้ว่า ประมวลกฎหมายที่ดินกำหนดไว้ชัดเจนว่า คนต่างชาติย่อมไม่สามารถมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินประเทศไทย รวมถึงคนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติด้วย จะมีข้อยกเว้นก็แต่ในกรณีที่ ประเทศไทยมีสนธิสัญญากับประเทศนั้นๆ ที่จะยินยอมให้บุคคลของสัญชาติคู่สัญญาสามารถถือกรรมสิทธิ์ในดินแดนไทยได้ก็ตาม แต่ก็จะเป็นกรณีรัฐบาลต่างชาติมาซื้อที่ดินเพื่อตั้งสถานทูต หรือเป็นที่ อยู่ของบุคคลในคณะทูตเท่านั้น บุคคลธรรมดาซึ่งมีสัญชาติของคู่สัญญาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ซื้อที่ดินได้เลย ทั้งนี้ เพราะข้อบทในสนธิสัญญาระบุไว้ชัดเจนว่า จะต้องเป็นการซื้อและมีกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อวัตถุประสงค์ในการใช้เป็นสถานฑูตหรือทำเนียบฑูต กรณีเก่าเช่นนี้ ก็คงมีที่มาจากการหวงแหนที่ทำกินของคนไทย และกลัวต่างชาติที่ร่ำรวยกว่าเข้ามากว้านซื้อที่ดินไป จนกว่าว่าคนไทยตาดำๆ เองจะต้องเช่าที่ดินอยู่ในเมืองไทยนั่นเอง

มาบัดนี้ ปรากฏว่ากระแสทางด้านสิทธิมนุษยชนทวีความรุนแรง ประเทศไทยพัฒนาการทางด้านนี้ในทางบวกมากขึ้น สิทธิสตรีได้รับการยอมรับให้เทียบเท่ากับบุรุษดังนั้น สตรีไทยเป็นจำนวนมากที่ไปสมรสกับคนต่างชาติ และยังคงถือสัญชาติไทยอยู่ด้วย ต่างก็เรียกร้องสิทธิให้เท่าเทียมกับคนสัญชาติไทยในประเทศไทย เรื่องกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นเรื่องหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญว่า ผู้ที่ไปสมรสกับคนต่างชาติควรจะมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินในประเทศไทยด้วย ดังนั้นจึงได้มีการปรับปรุงระเบียบปฏิบัติของกระทรวงมหาดไทย ในเรื่องนี้เสียใหม่เมื่อปี 2542 โดยอนุญาตให้คนไทยที่มีคู่สมรสเป็นคนต่างชาติ สามารถซื้อที่ดินในประเทศไทยได้ แต่ต้องใช้เงินของตนเอง จะใช้ ของคู่สมรสต่างชาติไม่ได้ ทั้งนี้ทั้งหญิงไทยและสามีชาวต่างชาติจะยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรร่วมกันว่า เงินที่ สตรีไทยนำมาซื้อที่ดินนั้นเป็นสินส่วนตัว ของสตรีไทยแต่เพียงผู้เดียว กล่าวคือเป็นเงินที่เป็นสินส่วนตัวมิใช่สินสมรส สินส่วนตัวนั้นก็คือเงินหรือทรัพย์สินต่างๆ ที่สตรีมรมาแต่ก่อนการสมรสและแบ่งแยกไว้อย่างเรียบร้อย หรือหากเป็นเงินที่ สตรีผู้นั้นหาได้มาหลังการสมรส ก็จะต้องมีการตกลงกันไว้เป็นที่แน่ชัดว่าเป็นเงินที่ใช้เฉพาะของสตรีผู้นั้น

สำหรับการตกลงกันนั้น จะต้องกระทำเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานในอนาคต การตกลงกันเช่นนี้ สถานฑูตหรือสถานกงสุลไทยสามารถให้การรับรองได้โดยการมาลงชื่อในหนังสือรับรอง ณ ที่ทำการแต่ หากสามีมิอาจเดินทางมาได้ด้วยตนเอง ก็อาจทำหนังสือรับรองเป็นภาษาอังกฤษ แล้วให้โนตารีพลับลิครับรองเพื่อส่งทางไปรษณีย์ให้สถานทูต สถานกงสุลไทยรับรองต่ออีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ โดยให้จัดทำคำแปลเป็นภาษาไทยพร้อมรับรองคำแปลถูกต้องด้วย เนื้อความในคำรับรองก็ควรจะเหมือนกับเนื้อความในหนังสือรับรองเป็นภาษาไทย ซึ่งจะขอได้ที่สถานทูตสถานกงสุลไทยทั่วไป จากนั้น สถานทูตสถานกงสุลก็จะส่งต้นฉบับทางไปรษณีย์ถึงอธิบดีกรมที่ดินต่อไป ส่วนสำเนาก็ให้ผู้ประสงค์จะซื้อที่ดินถือมามอบให้พนักงานที่ดินเพื่อประกอบการจดทะเบียนต่อไป

เมื่อสตรีไทยที่ประสงค์จะซื้อที่ดินหรือรับโอนกรรมสิทธิ์ไปจดทะเบียนการโอนในประเทศไทย ก็จะต้องมี หลักฐานต่างๆ ไปแสดงด้วย ได้แก่สำเนาหนังสือรับรอง ทะเบียนสมรส หนังสือเดินทางของสามี สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อใช้ประกอบการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมต่อไป สำหรับระยะเวลาที่จะต้องใช้นั้น เมื่ออธิบดีกรมที่ดินได้รับต้นฉบับของหนังสือรับรองแล้ว ทางกรมที่ดินจะส่งเรื่องการรับรองของสามีนั้นไปยังสำนักงานที่ดินอำเภอหรือจังหวัดใดๆที่ ที่ดินตั้งอยู่ด้วย ซึ่งจะกินเวลาตั้งแต่ 1 สัปดาห์ขึ้นไป เมื่อมีหลักฐานที่จะต้องใช้ถูกต้องครบถ้วน ผู้ซื้อก็ไปติดต่อสำนักงานที่ดินอำเภอ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ได้เลย

นอกจากนี้ การไปติดต่ออำเภอก็เป็นเรื่องที่สตรีไทยกังวลว่าจะต้องมีการโยกโย้ซักถามอีกเป็นอันมาก ก็ ไม่ต้องกังวล เพราะเมื่อเดือนพฤษภาคม 2543 นี้ กรมที่ดินได้มีคำสั่งไปยังสำนักงานที่ดินทุกจังหวัดให้การบริการสตรีไทย ผู้มาขอจดทะเบียนด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ทั้งนี้ ทางกรมได้กำชับว่าหากสตรีไทยมีหลักฐานที่ได้ รับการรับรอง ในเรื่องของการเงินที่มาซื้อว่าเป็นสินส่วนตัวแล้ว ก็มิให้ พนักงานที่ดำเนินการต้องสอบสวนอีกต่อไป โดยไม่ต้องตั้งคำถามสอบถามอีก เช่นไม่ต้องสอบถามอาชีพ รายได้ของผู้ขอ หรือที่มาของเงินแต่อย่างใด หากสตรี ไทยผู้ได้พบว่ามีการโยกโย้ หน่วงเหนี่ยว หรือเรียกผลประโยชน์ตอบแทน ก็ให้แจ้งให้อธิบดีกรมที่ดินทราบ เพื่อพิจารณาลงโทษตามควรแก่กรณี

สรุปก็คือบัดนี้ผู้ที่สมรสกับคนต่างชาติ ก็สามารถซื้อหรือมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้ ภายใต้ เงื่อนไขที่ว่า เงินที่นำมาซื้อนั้นต้องเป็นของตนเอง เอาเงินของคนอื่นหรือเงินของสามีมาซื้อไม่ได้ และเมื่อซื้อที่ดินนั้นแล้ว ที่ดินก็จะเป็นสินส่วนตัวของหญิงนั้นด้วย ก่อนจะยุติเรื่องนี้ขอเสริมด้วยว่า สิทธิการมีที่ดินนั้น ใช้ได้กับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย

และอีกเรื่องหนึ่ง ขณะนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศ อยู่ภายในภาวะย่ำแย่ จำเป็นต้อง ระดมเงินตราจากต่างประเทศเข้าไปพยุงเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วไว ทางประเทศไทยจึงได้กำหนดนโยบายใหม่ ให้นักลงทุนชาวต่างประเทศนำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ โดยให้สิทธิพิเศษที่จะถือกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย นี่เป็นกรณีคนต่างชาติจริงๆ ซึ่งแตกต่างจากกรณีข้างต้นที่เป็นเรื่องของสตรีไทยที่แต่งงานกับคนต่างชาติ

พระราชบัญญัติแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 8) พ.ศ.2542 กำหนดให้คนต่างชาติซึ่งได้นำเงินมาลงทุนไม่ต่ำกว่าสี่สิบล้านบาท ให้ได้มาซึ่งที่ดินเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยได้ไม่เกินหนึ่งไร่ ทั้งนี้ ธุรกิจการลงทุนของคนต่างชาตินั้น จะต้องเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ หรือเป็นกิจการที่คณะกรรมการส่งเสริมและลงทุนได้ประกาศให้เป็นกิจการที่สามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนไม่น้อยกว่าสามปี ให้สามารถมีที่ดินเพื่ออยู่ อาศัยได้ในเขตกรุงเทพมหานคร เขตเมืองพัทยา เขตเทศบาล หรืออยู่ภายในบริเวณที่กำหนดเป็นเขตที่อยู่อาศัยตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง

อย่างไรก็ตามการให้ต่างชาติเข้ามาถือครองที่ดิน ตามเงื่อนไขข้างต้นนั้น มีข้อจำกัดอยู่บ้าง กล่าวคือ สามารถถือครองที่ดินเพียงจำนวนหนึ่งไร่ ซึ่งก็สมเหตุสมผล เพราะฝรั่งมังค่าตัวโตแค่ไหนก็คงไม่ต้องการที่อยู่อาศัยมากมายอะไร หนึ่งไร่คงจะพอ นอกจากนั้น กฎหมายยังกำหนดไว้อีกว่า หากคนต่างชาติซึ่งได้รับอนุญาตให้ได้ที่ ดินมา แต่ไม่ได้ใช้ที่ดินเพื่ออยู่อาศัยภายในกำหนดสองปี ก็ให้อธิบดีกรมที่ดินมีอำนาจจำหน่ายที่ดินนั้นไป นี่ก็สมเหตุสมผล เพราะเป็นการป้องกันไม่ให้กว้านซื้อที่ดินทำเลงามๆ ทิ้งไว้นั่นเอง ปัจจุบันเงินสี่สิบล้านบาทก็มีค่าแค่หนึ่งล้านเหรียญนับว่าไม่มากเลยสำหรับคนอเมริกันฐานะดี อนึ่งหากอธิบดีได้ขายที่ดินของคนต่างชาติไปเพราะเหตุไม่ได้ อยู่อาศัยในที่ดินนั้นภายใน 2 ปี นับแต่วันจดทะเบียนการได้มาแล้ว ก็ต้องคืนเงินที่ขายได้นั้นให้เจ้าของคนต่างชาติ ไป ซึ่งก็ดูเป็นธรรมดีทั้งสองฝ่าย

ดังนั้น ชาวไทยที่มาแต่งงานกับคนต่างชาติ ก็คงจะเห็นช่องทางในการมีกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยบ้างแล้ว แต่หากไม่เข้าเงื่อนไขคือ ไม่มีเงินสินส่วนตัวเพียงพอ ก็คงต้องยุคู่ชีวิตที่มีฐานะดีนำเงินไปลงธุรกิจในประเทศไทยสัก 1 ล้านเหรียญนะครับ จะได้มีกรรมสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทยได้สักไร่หนึ่ง ไว้ฮันนีมูนรอบสองไงครับ

ที่มา : ปิยวัชร นิยมฤกษ์ กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแองเจลิส

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com