สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board


Web ที่น่าสนใจ

Webboard
ซุ้มวัยทอง

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

{text3}

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน

1. ตัดชิ้นเนื้อเล็กๆไปตรวจ (BIOPSY)
ในรายที่มีเนื้องอกหรือแผลที่อวัยวะเพศภายนอก ในช่องคลอดหรือปากมดลูก แพทย์จะตัดเนื้อบริเวณนั้นไป ตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ โดยฉีดยาชาเฉพาะที่ให้ก่อนส่วนมากผลจะทราบภายใน 1 สัปดาห์

2. การตรวจโดยเอาน้ำในช่องคลอดหรือช่องท้องไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง (ที่เขาเรียกว่า แป๊ป สเมียร์ PAP SMEAR)
ถ้าตรวจจากช่องคลอดส่วนใหญ่จะเป็นการตรวจหาเชื้อมะเร็งของปากมดลูก การรายงานผลมีสองแบบแล้วแต่สถาบัน

    • แบบแรกแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ
      • ขั้นที่หนึ่ง : ปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง
      • ขั้นที่สอง : มีการอักเสบของช่องคลอดหรือปากมดลูก แต่ไม่มีเชื้อมะเร็ง
      • ขั้นที่สาม : สงสัยอาจจะมีเชื้อมะเร็ง
      • ขั้นที่สี่ : มีเชื้อมะเร็งแต่ยังไม่แน่ใจ 100% ทีเดียว
      • ขั้นที่ห้า : มีเชื้อมะเร็งแน่นอน
    • การแบ่งแบบที่สอง คือ
      • ปกติ ไม่มีเชื้อมะเร็ง
      • มีเซลล์ผิดปกติ แต่ยังไม่เป็นมะเร็ง (DYSPLASIA) ซึ่งถ้าทิ้งไว้นานๆบางคนจะหาย บางคนจะเปลี่ยนเป็นมะเร็งได้
      • สงสัยจะมีเชื้อมะเร็ง (SUSPECIOUS OF CANCER)
      • มีเชื้อมะเร็ง (POSITIVE FOR CANCER)

รายที่ปกติ ก็ควรตรวจมะเร็งปีละ 1-2 ครั้งต่อไป รายที่มีเซลล์ผิดปกติ หรือมีการอักเสบของช่องคลอด แพทย์จะให้ยาแก้อักเสบ ไปเหน็บในช่องคลอดแล้วนัดไปตรวจมะเร็งซ้ำอีกครั้ง แต่ถ้ายังมีเซลล์ผิดปกติอีก ก็จะนัดให้ไปส่องกล้องปากมดลูกและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์

รายที่สงสัยว่ามีเชื้อมะเร็ง แพทย์เขาจะนัดส่องกล้องปากมดลูกและตัดชิ้นเนื้อไปพิสูจน์ (การตัดเนื้อที่ปากมดลูกก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บหรอกน่ะครับ เพราะไม่มีเส้นประสาทรับความรู้สึกอยู่)

รายที่พบว่าเป็นมะเร็งแน่ ก็จะตรวจดูว่ามีแผลที่ปากมดลูกที่เห็นได้นั้นไหม ถ้าได้ก็จะตัดเนื้อไปตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ ให้ทราบแน่ว่าเป็นแน่ไหมและเป็นมากน้อยแค่ไหน แต่ถ้าตัดไปดูแล้วไม่พบมะเร็ง หรือไม่สามารถบอกว่ามะเร็งเป็นมากแค่ไหน ก็จะส่องกล้องดูปากมดลูกและตัดเนื้อไปพิสูจน์อีกครั้ง ถ้าหากตรวจครั้งนี้ยังไม่สามารถบอกถึงความเป็นมาก หรือน้อยของมะเร็ง ก็จะต้องถึงขั้นสุดท้าย คือการตัดเนื้อชิ้นใหญ่ๆแบบ รูปกรวย (CONIZATION) ของปากมดลูกซึ่งเป็นวิธีสุดท้ายที่สามารถบอกถึงความเป็นมากน้อยของมะเร็ง วิธีนี้ต้องทำโดยการดมยาสลบครับ

3. การส่องกล้องดูปากมดลูก (COLPOSCOPY) และตัดเนื้อไปพิสูจน์
วิธีนี้อาศัยกล้องขยายส่องดูที่ปากมดลูกว่าบริเวณใดที่มีลักษณะผิดปกติ แพทย์ก็จะตัดเอาเนื้อจากบริเวณนั้นไปตรวจพิสูจน์ทางกล้องจุลทรรศน์ วิธีนี้ผู้ป่วยหลังทำเสร็จกลับบ้านได้เลย ไม่เจ็บปวดขณะทำ แล้วแพทย์จะนัดฟังผลใน 1 สัปดาห์

4. การตัดปากมดลูกเป็นรูปกรวย (CONIZATION)
วิธีนี้เป็นวิธีสุดท้ายที่จะทำ ในเมื่อวิธีต่างดังกล่าวไม่สามารถบอกถึงความเป็นมากน้อยของมะเร็ง โดยแพทย์จะให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลและต้องดมยาสลบก่อนทำการตัดด้วย การตัดจะตัดเนื้อปากมดลูกเป็นรูปกรวยซึ่งจะได้เนื้อปากมดลูกเป็นรูปกรวยซึ่งจะได้เนื้อค่อนข้างใหญ่ เพื่อจะได้ส่วนใหญ่ของปากมดลูกไปตรวจดูว่ามีมะเร็งมากน้อยแค่ไหน เพื่อประโยชน์ในการรักษาต่อไป

5. การขูดมดลูก (DILATATION AND CURETTAGE หรือ D&C)
การขูดเอาเนื้อจากในโพรงมดลูกเพื่อเอาไปพิสูจน์ว่ามีมะเร็งของเยื่อบุมดลูกหรือไม่มี ทั้งนี้ในกรณีที่จะโดนขูดมดลูกมักเป็นผู้มีอาการเลือดออกจากช่องคลอดนอกเวลาการมีประจำเดือน (นอกจากนี้การขูดมดลูก แพทย์จะใช้กับโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้เหมือนกัน เช่น เยื่อบุมดลูกหนาผิดปกติ ติ่งเนื้อของเยื่อบุมดลูก เป็นต้น)
วิธีการขูดมดลูก
บางแห่งขูดโดยไม่ให้ยาชา หรือยาแก้ปวดหรือดมยาสลบ วิธีนี้จะรู้สึกเจ็บเวลาขูดบางแห่งจะฉีดยาแก้ปวดซึ่งจะทำให้ง่วงนอน วิธีนี้อาจเจ็บบ้างแต่ไม่มากเท่าไร บางแห่งฉีดยาชาเฉพาะที่ข้างๆ ปากมดลูกทำให้เวลาแพทย์ขูดผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บ ถ้าใช้ดมยาสลบผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บเลยเวลาขูด แต่วิธีการค่อนข้างยุ่งยากมาก คือจะต้องอดอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดค้างคืนมาก่อน และอันตรายจากการดมยาก็มีได้ วิธีนี้จึงทำกันน้อย ยกเว้นในรายที่ผู้ป่วยกลัวมาก หรือยังไม่เคยแต่งงาน หลังจากผู้ป่วยฟื้นตัวดีก็กลับบ้านได้ ส่วนวิธีอื่นๆที่กล่าวมาแล้วหลังขูดเสร็จก็กลับได้เลย หลังขูดมดลูกเสร็จแพทย์จะนัดไปฟังผลอีก 1 สัปดาห์

6. การเอาน้ำเข้าไปล้างในมดลูกแล้วเอาน้ำเหล่านั้นไปตรวจหาเชื้อมะเร็ง (JET WASHING)
วิธีนี้ง่ายและผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บ วิธีทำโดยมีเครื่องมือพิเศษที่มีกระบอกสำหรับดันเอาน้ำเข้าไปในโพรงมดลูกแล้วน้ำเหล่านี้จะถูกดูดกลับเข้ากระบอกเพื่อเอาไปตรวจหาเซลล์มะเร็ง วิธีนี้ในเมืองไทยมีคนใช้น้อย เพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างแพง และผลสู้วิธีการขูดมดลูกไม่ได้

7. การตรวจภายใน
เพื่อดูว่ามีเนื้องอกในช่องท้องน้อยหรือไม่ โดยเฉพาะในผู้ที่มีอายุมาก ถ้าพบมีก้อนก็มักจะสงสัยไปทางมะเร็งไว้ก่อน หรือลักษณะอื่นๆที่บ่งไปทางมะเร็ง เช่น ก้อนนั้นค่อนข้างแข็งหรือติดกับอวัยวะอื่นๆ

การตรวจทั้ง 7 อย่างนี้ ผมก็แนะนำให้ทราบเอาไว้ ส่วนจะเลือกวิธีใดนั้น ก็ควรเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ซึ่งจะเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้ป่วยที่สุดล่ะครับ

อย่างไรก็ดี ที่อยากย้ำก็มีอยู่อย่างเดียว คือ เมื่ออายุครบ 21 ปีแล้ว ก็ควรจะไปรับการตรวจหามะเร็งของอวัยวะเพศต่างๆเสียเป็นประจำ อย่าชะล่าใจ เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้โดยไม่คาดคิดเสมอล่ะครับ ยิ่งเจอเร็ว ก็ยิ่งรักษาให้หายได้มากน่ะครับ

ที่มา : คุยกับหมอเรื่องผู้หญิง โดย รองศาสตราจารย์ นายแพทย์จิรศักดิ์ มนัสสากร

 

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com