|

ปัญหานี้แม่บ้านหลายคนกลัวนักหนา..กลัวว่าคนใช้จะไปแล้วไปลับ
ไม่กลับมาหานาย กลัวว่าจะมาเหนื่อยระหว่างเธอไม่อยู่ กลัวว่าจะทำไม่ได้ดีเท่าคนใช้
(ซึ่งก็ไม่ดีจริงนั่นแหละ) กลัวว่าหน้าตาจะดูไม่ด๊าย
ดูไม่ด้าย เพราะมัวแต่ทำงานบ้านจนลืมสังขาร
หน้าตามันย่อง ผมเผ้ากระเซิง เผลอๆสามีที่เคยนึกว่าเมียคือเทพธิดาประจำบ้าน
อาจจะนึกว่ากลายเป็นผีประจำซอยก็ได้ อย่าลืม จะให้ได้ชื่อว่าเป็นแม่บ้านผู้ชาญฉลาด
น่ารัก น่ายกย่อง (ไว้แทนคนใช้) ก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย
อย่าลืมว่าคนใช้ก็มีที่รักเหมือนเราเช่นกัน!!
เขาก็ต้องไปหา ไปพบคนที่เขารัก เราจะกักเก็บเขาไว้เหมือนสมบัติล้ำค่าไว้ใช้ประจำตระกูลได้อย่างไร
เวลาเขาจะกลับบ้าน เราจึงควรผูกน้ำใจเขาไว้ โดยการให้เงินหรือข้าวของไปเยี่ยมญาติพี่น้องหรือลูกผัวของเขา
ไม่ใช่พอเขาบอกว่าจะกลับบ้าน เราก็บ่นเป็นหมีกินผึ้ง กลับทำไม ทำให้เราลำบาก
คนใช้เลยไม่สบายใจ อยากจะฉะนายสักตั้งแต่กลัวจะโดนด่าซ้ำ เลยจำต้องสงบเสงี่ยมทนฟังไปเรื่อยๆ
เราจึงควรเป็นนายที่ดี
เพื่อเขาไปแล้วจะได้กลับมาหาทำงานกับเราต่อไปให้ได้ เราเองเวลาไปอยู่ที่อื่น
ยังคิดถึงคนโน้นคนนี้ เขามาอยู่กับเราเป็นปี จะไม่ให้เขาคิดถึงบ้านได้อย่างไร
ความมีน้ำใจ
ไม่เห็นแก่ตัว จะทำให้คนใช้อยู่กับเราได้ !!
หากเราดีกับเขาเสมือนหนึ่งญาติ ไม่เหยียบย่ำ เขาก็ต้องอยากกลับมาอยู่กับเรา
ฉะนั้นเวลาคนใช้กลับบ้าน เราจึงควรช่วยเหลือตัวเอง อย่าสร้างภาระให้กับเขา
ด้วยการทำบ้านให้เลอะเทอะ เก็บเสื้อผ้าไว้ให้เขาซักจนเหม็นไปหมด
เราต้องพยายามปรับตัวเท่าที่จะเป็นไปได้
เช่น ถ้าเราเป็นคนทำงานด้วย ต้องยอมรับว่าเราคนเดียวคงทำตัวเป็นหนุมานไม่ได้
ไม่เหมือนแม่บ้านที่เป็นแม่บ้านเต็มตัว ที่ทำงานบ้านได้ทั้งวัน อย่างไรก็ตาม
ถ้าเราทำงานแล้วไม่มีลูก เราคงต้องยอมรับว่า
แค่ 2 คน ผัวเมียควรกินอะไรง่ายๆ เพราะโลกยามเช้า กลายเป็นโลกแห่งความชุลมุน
ต้องรีบออกจากบ้านตั้งแต่ตี 5 6 โมง เนื่องจากหมู่บ้านก็ไม่ได้อยู่ในเมือง
คนในหมู่บ้านก็เยอะ ยิ่งต้องขึ้นรถเมล์จะทำหลับสวยแบบเจ้าหญิงนิทรา มีหวังเป็นบ้า
ตอนหารถเมล์ขึ้นไม่ได้
ส่วนคนมีรถส่วนตัว ก็ต้องรีบขับออกจากบ้านแต่เช้า
หลายคนจึงต้องหากินง่ายๆ เช่น กาแฟ ขนมปัง หรือไปกินที่ทำงานไม่เสียหายอะไร
ยกเว้นมีแม่บ้านอยู่บ้าน จะทำอะไรให้กินก็ไม่มีปัญหาอะไร ทางที่ดี ควรซื้ออาหารเป็นอาทิตย์ใส่ตู้ช่องแช่แข็งไว้
แล้วหยิบออกมาวางไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดาตอนก่อนออกจากบ้าน
เวลากลับมาบ้านจะได้ทำได้สบาย
ไม่แข็งโป๊กพอปากันเองได้เวลาโมโหหิวตอนทำไม่ทันกิน
ความจริงแม่บ้านสมัยนี้
ไม่ต้องทำตัวเป็นกุลสตรีที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยสลักฟักทอง แตงกวา แบบไม่มีอะไรจะทำเหมือนสมัยก่อน
สมัยนื้อยากกินอะไร
ก็เดินซื้อตามร้านหรือห้างสรรพสินค้าใส่ถุงพลาสติกกลับบ้านก็ย่อมได้
แม่บ้านหลายคนตอนกินข้าวเที่ยงก็ซื้อเตรียมพร้อมไว้สำหรับทำตอนเย็น
บางคนซื้อตั้งแต่เช้าเอาไปใส่ตู้เย็นที่ทำงาน (ถ้ามี) เรียกว่ากลับบ้านก็เป็นกุลสตรีหิ้วถุงพลาสติกได้สบายมาก
ประเภทจะให้มาหน้าดำคร่ำเครียดแกงกันเป็นหม้อๆ คงต้องหาเอาชาติหน้าตอนบ่ายๆ
ผู้ชายสมัยใหม่ก็แสนดี
หมื่นดี ยอมรับว่าเมียเราคงได้แค่นี้ (ทั้งที่ไม่ค่อยอยากได้)
ก็หลวมตัวกันมาแล้ว
จะเอาอะไรหนักหนา กาลเวลาจึงเปลี่ยนความคิดของผู้ชาย เหมือนคุณองอาจ
ตอนเป็นหนุ่มก็ฝันเฟื่องว่ามีเมียต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือนแบบผัวแก้วเมียแก้ว
พอแต่งงานกับคุณปาหนันคนสวยเขาก็ภาคภูมิใจเหลือที่จะกล่าวได้ เพราะเธอตั้งอกตั้งใจทำกับข้าวให้เขากินอยู่เป็นประจำ
แต่คุณปาหนันเป็นผู้หญิงไม่มีศิลปเสน่ห์ปลายจวักด้วยประการทั้งปวง
เรียกว่าทำกับข้าวให้ไม่อร่อยได้สม่ำเสมออย่างน่าสรรเสริญที่คงคุณภาพได้มาตรฐานความห่วยได้ตลอดเวลา
คุณองอาจทนกินได้สักพักอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส
คุณปาหนันไม่รู้เลยยิ่งทำใหญ่ คุณองอาจไม่รู้จะทำอย่างไร เลยต้องเอาเหล้าเข้าช่วย
เมียก็ดื่มเป็นเพื่อน ผลก็คือผัวเมียคู่นี้กลายเป็นผัวแก้วเมียแก้ว เย็นๆคนละแก้วตามตั้งใจ
ตอนหลังคุณองอาจอ้างว่า สงสารเมียที่ต้องเหนื่อย อยู่กันแค่ 2-3 คน ซื้อกินดีกว่า
เมียเลยตื้นตันซื้อตามสามีขอร้อง โดยหารู้ไม่ว่าคุณองอาจกลัวจะตายเพราะรสมือเมีย
ผัวเมียคู่นี้เลยอยู่กันอย่างมีความสุขด้วยอาหารถุง
อย่างว่าแหละ
ปัจจุบัน จะไปกินกันตรงไหนไม่ยาก ยกเว้นเสาร์-อาทิตย์มีเวลาค่อยปรุงแต่งให้สุดที่รักกินบ้างก็พอ
เมียสมัยนี้ถ้ามีลีลาผูกใจสามี ไม่ว่าคนใช้จะอยู่บ้านหรือไม่ก็ตาม
สามีจะรักประดุจแก้วตา ถ้าบ้านไหนมีลูกเล็กๆ
และทำงานทั้งคู่ คงต้องเอาลูกไปฝากญาติหรือสถานเลี้ยงเด็กชั่วคราว
เพราะจะเอาลูกไปเลี้ยงที่ทำงานคงไม่ได้
หรืออาจจ้างคนงานภารโรงที่ทำงานเลี้ยงลูกแทน
โดยให้คนงานหยุดพักร้อนในช่วงนั้น อย่าลืมเลือกคนงานที่สนิทสนมกันและดีๆหน่อย
อย่างน้อยพอรู้ใจกันได้ โดยอาจจะให้ไปอยู่ที่บ้านหรือที่บ้านญาติ ถ้าบ้านไหนทำงานทั้งคู่และมีลูกโตแล้วก็ขอให้แบ่งให้ลูกช่วยงานบ้าน
โดยวางกฏว่าห้องนอนต้องทำเอง ไม่ว่าอยู่รวมกันกี่คนแล้วแบ่งโซนการทำความสะอาด
ตั้งแต่ห้องรับแขก อาหาร ครัว ห้องน้ำ ห้องนั่งเล่น ฯลฯ อาจจะต้องกวาดทุกวัน
และถูวันเว้นวันก็ได้ ลูกจะบ่นว่า การบ้านมาก งานมาก ทำไม่ไหว ไม่ได้
เพราะพ่อแม่ก็ทำงานยังต้องมาดูแลบ้านเหมือนกัน หรือใครมีญาติ ก็ขอร้องให้มาช่วยเฝ้าบ้านในช่วงนั้น
ซึ่งส่วนมากจะเป็นแม่ยายหรือแม่ผัวจะอาสา
ถ้ารักลูกหรือเขยแบะสะใภ้ ซึ่งก็จะไปหวังท่านให้ทำงานแทนคนใช้ไม่ได้
แค่ท่านเฝ้าบ้านกันขโมยให้ก็บุญหล่นทับแล้ว
ส่วนเสื้อผ้า ถ้าซักไม่ไหวจริงๆ
ก็ไปจ้างซัก หรือซักตามร้านรับจ้างที่มีเครื่องซักผ้าแต่ต้องระวัง ผ้าดีๆอย่าได้เข้าเครื่องซักผ้าถ้าไม่อยากเสียรูปเสียทรง
หรือขาดง่าย เช่น ผ้าไหม ผ้าแพร เป็นต้น หรือใครมีเครื่องซักผ้า
ก็ซักตอนกลับจากทำงาน หรือเก็บไว้ซักเสาร์อาทิตย์ ถ้ามีพอใส่หรือทนเหม็นได้
หากรีดไม่เป็นก็ไปจ้างเขารีดดีกว่า รีดแล้วไหม้หรือไม่เรียบ จนทำให้หงุดหงิดทั้งคนรีดและเจ้าของเสื้อผ้า
ทางที่ดีช่วงนี้ควรใส่เสื้อผ้าแบบไม่ยับที่ซักเสร็จเรียบเหมือนเดิม ไม่ต้องรีดให้เปลืองพลังมือ
อย่างไรก็ตาม
ระหว่างคนใช้ไม่อยู่น่าจะพาลูกและสามีไปกินอาหารนอกบ้านแก้เซ็ง
อย่าเก่งแต่การซื้อถุงพลาสติกอย่างเดียว
โดยพยายามเลือกร้านที่อาหารอร่อยหน่อย
คนในครอบครัวจะได้ไม่โมโหที่เราเลือกร้านกินก็ไม่เป็นอีก เพราะแม่บ้านก็รู้อยู่แล้วว่าใครอยากกินอะไรเราจะทำปัญญาอ่อนเลือกร้านไม่เป็นไม่ได้เป็นอันขาด
เพราะขืนทำแบบนั้น เป็นการแสดงความไม่เอาไหน ไม่เอาใจใส่ลูกและสามีที่ว่ารักนักหนา
คุณแม่บ้านอ่านมาถึงตอนนี้คงจะดีอกดีใจที่ทำได้ทุกอย่างและเหนือที่ว่ามาด้วยซ้ำ
ซึ่งถ้าแม่บ้านคนไหนสามารถรักษาความเป็นกุลสตรีได้เคร่งครัด ก็ขอแสดงความยินดีด้วย
แต่ถ้าแม่บ้านคนไหนปรับตัวไม่ได้ก็เตรียมตัวให้สามีนึกตำหนิในใจ
เขาคงไม่กล้าว่าเราตรงๆเพราะกลัวเถียงสู้เมียไม่ได้
ไม่ใช่กลัวอะไร
ผู้หญิงจึงต้องมีเทคนิคให้สามีเห็นว่าเรานั้นเหนื่อยและวุ่นเพื่อเขาแค่ไหน
หากเขายังคิดว่าเราต้องเป็นเมียที่แสนดีและทำเป็นทุกอย่าง จึงน่าเห็นใจพวกแม่บ้านที่ส่วนมากที่หนักเอาเบาสู้ตามคำพังเพยโบราณที่อยากให้ผู้หญิงเป็นแม่บ้านแม่เรือน
ไม่ใช่เอะอะจะซื้อแต่อาหารปิ่นโตลูกเดียว ถ้าคนใช้ไม่อยู่บ้าน จนสามีไปมีหญิงอื่นทำให้กินอร่อยปากแล้วตัวเองได้แต่นั่งคร่ำครวญแบบหมดอาลัยตายยาก
แต่เมื่อรอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ แจ๋วก็ยังไม่กลับมาต้องทำใจและตัดใจให้ได้
คำแนะนำต่อไปนี้เป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ปราศจากแจ๋ว
ใช้เครื่องทุ่นแรง
พยายามใช้เครื่องทุ่นแรงบ้าง เช่น
เครื่องดูดฝุ่น เครื่องซักผ้า ไมโครเวฟ แทนที่จะนั่งซักผ้าเช้าจรดบ่ายเปียกไปทั้งตัว
เรื่องเครื่องซักผ้าอาจฟังดูเก่าไปหน่อยเพราะเดี๋ยวนี้มีใช้กันแทบทุกบ้าน
เครื่องดูดฝุ่นกับไมโครเวฟก็ดูเหมือนเป็นสิ่งจำเป็นไปเสียแล้วเมื่อลองนึกภาพที่กลับจากทำงานเหนื่อยแสนเหนื่อยและต้องทำความสะอาดบ้านหรือหากับข้าวให้สมาชิกในบ้าน
เชื่อได้แน่ว่า หากมีเครื่องถูบ้านผู้ที่ไม่มีแจ๋วคงสนใจกันอยู่บ้าง
จัดเวลาการทำงานบ้านให้สอดคล้องกัน
แต่ละบ้านย่อมมีรายละเอียดไม่เหมือนกัน
แต่ที่พอจะเป็นแนวได้เช่น ตื่นขึ้นมาเริ่มด้วยการเอาผ้าลงเครื่องซัก
ระหว่างนั้นเสียบปลั๊กกระติกน้ำร้อน ใช้เครื่องดูดฝุ่นแทนการกวาดบ้าน
มีเวลาเหลือระหว่างรอซักผ้า ก็ทำกับข้าวง่ายๆอาจจะเป็นการเตรียมหั่น
สับ ปอกไว้ให้พร้อมต่อการหยิบมาปรุงเข้าตู้เย็นไว้ ถ้าขยันจะถูบ้านสักนิดหน่อยก็ได้
แต่คงไม่จำเป็นต้องเอี่ยมอ่องมากนักหากไม่มีเวลา (อันที่จริงเรื่องถูบ้านน่าจะยกให้เป็นหน้าที่ของพ่อบ้านหรือลูกก็ได้)
ระหว่างนี้แจ๋วตัวจริงอาจจะม้วนโรลอยู่บนหัว พอทุกอย่างเสร็จ ผมก็ม้วนได้ที่พอดี
ถ่ายเทงานบ้านให้สมาชิกอย่างทั่วถึง
ควรพยายามสร้างบรรยากาศให้สนุก อาจแบ่งเป็นหน้าที่เฉพาะของแต่ละคนตามความสมัครใจ
เช่น เช็ดโต๊ะ เทขยะ ถูบ้าน รดน้ำต้นไม้ ล้างห้องน้ำ แต่อย่าทำให้คนในบ้านรู้สึกว่าเป็นการบังคับหรือเป็นการยัดเยียดมากเกินไป
ทำอย่างสบายๆสร้างความรู้สึกว่า เป็นเรื่องที่ต้องช่วยกัน เรื่องการช่วยงานบ้านนี้ถ้าลูกรักรับรู้มาตั้งแต่เล็กๆ
เมื่อโตขึ้นเขาจะรู้สึกเต็มใจเป็นอย่างยิ่ง (ถึงแม้บางครั้งเขาอาจจะเกบ้างก็อย่าถือเป็นเรื่องจริงจังที่ต้องบังคับกันมากมาย)
หลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระโดยไม่จำเป็น
จานที่ต้องล้าง อย่าใช้ให้เปลืองโดยไม่จำเป็น
กับข้าวบางอย่างจัดใส่จานของแต่ละคนไปได้เลย ไม่ต้องมีจานใส่รวมให้เปลือง
เสื้อผ้า จำนวนชิ้นของเสื้อผ้าสำหรับแต่ละคนในวันหนึ่งไม่ควรเกินสามชิ้นอันได้แก่
เสื้อ กางเกง (หรือกระโปรง) และเสื้อนอน บ้านที่มีลูกเล็กๆวัยซนคงต้องมีเสื้อผ้าซักมากกว่าบ้านที่ลูกโตแล้วเป็นธรรมดา
หรือถ้าลูกร่ำร้องอยากจะมีสัตว์เลี้ยงแสนรักอย่างสุนัข ต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจว่าการมีสัตว์สักตัวหนึ่ง
เพิ่มภาระให้คนในบ้านมากแค่ไหน อาจเปลี่ยนเป็นสัตว์ที่ไม่ต้องเอาใจใส่ดูแลทุกวัน
เช่น ปลาสักหนึ่งหรือสองตัว (แต่ก็ไม่ปฏิเสธ ถ้าถึงเวลาที่ลูกโตพอจะรับผิดชอบได้)
ถ้าจะปลูกต้นไม้ช่วยให้บ้านดูสดชื่นไม่แห้งแล้ง ควรเลือกปลูกไม้ดอกไม้ประดับทีทนทาน
ต่อสภาพอากาศไม่ต้องดูแลรักษาเป็นพิเศษ หรือไม้ที่ทิ้งใบมากให้เป็นภาระในการเก็บกวาด
ที่มา : นิตยสารคุณแม่คนเก่ง
สุพัตรา สุภาพ แต่งตำราและเป็นผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นพิเศษ
งานเขียนจึงได้ยอมรับอย่างกว้างขวาง
|