สุขภาพกาย | สุขภาพใจ | ความสวย ความงาม | ช้อปปิ้ง | ของกิน | ปาร์ตี้ | ท่องเที่ยว | กีฬา | ภาษาต่างประเทศ
  การศึกษา | กิจกรรม | กฎหมาย | บันเทิง | ไม่เชื่อ แต่อย่าลบหลู่ | ข่าวประชาสัมพันธ์ | รวมLinks | Web Board


Web ที่น่าสนใจ

Webboard
กีฬา

ซุ้มฝากข่าว
ซุ้มคุยกับแป๋ม

{text3}

ส่งหน้านี้ให้เพื่อน


กีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ให้ความสนุกสนานแก่ผู้เล่น เพิ่มพูนพลานามัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และเราจะสนุกสนานมากขึ้นถ้าเราสามารถตีลูกได้อย่างแม่นยำ ตีลงได้ทุกลูกไม่ติดไม่ออก คือ เราสามารถบังคับลูกได้ ทุกคนเมื่อเล่นเทนนิสก็อยากจะเล่นเก่ง จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะส่วนตัวบ้างพอสมควร มีการฝึกหัดซ้อมจนเกิดความชำนาญเป็นนิสัย และอัตโนมัติอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นอยากแนะนำให้รู้ลักษณะของแร็คเก็ตที่ใช้ว่ามีลักษณะอย่างไร ส่วนไหนเรียกว่าอย่างไร เพื่อจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น

ในการเลือกซื้อแร็คเก็ต จะต้องเลือกด้ามหรือแร็คเก็ตให้เหมาะกับมือ ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป จับถนัด สบายมือ ลองเหวี่ยงดู น้ำหนักแร็คเก็ตของสตรีควรหนักประมาณ 13.5 ออนซ์ กรอบแร็กเก็ตที่ดีที่สุดทำจากไม้แอ้ช เอ็นที่ขึงจะต้องเป็นระเบียบ ตึง หลังจากเล่นแล้วก่อนที่จะนำไปเก็บ ควรทำความสะอาดเสียก่อน กรอบไม้ควรทาด้วยขี้ผึ้ง จะช่วยรักษาแร็กเก็ตให้มีอายุยืนนานเก็บไว้ในถุงสำหรับใส่ ซึ่งกันน้ำและความชื้นแล้วนำไปใส่ไว้ในเพรส เพื่อรักษารูปทรงของแร็คเก็ต ไม่เก็บแร็คเก็ตไว้ในที่มีอากาศร้อนชื้น ไม่วางไว้กับพื้น ควรทำที่แขวนเอาไว้

ทักษะเบื้องต้น
ลักษณะเตรียมพร้อม ในการยืนเตรียพร้อมของการเล่นเทนนิส ผู้เล่นจะยืนหันหน้าเข้าหาตาข่ายให้เท้าใดเท้าหนึ่งอยู่ข้างหน้า หรือขนานกัน น้ำหนักตัวอยู่บนปลายเท้าทั้งสองเท่าๆกัน ส้นเท้าเปิด เข่างอเล็กน้อย ถือแร็คเก็ตในทา Forehand Grip ให้แร็คเก็ตอยู่ระดับเอว เป็นท่าที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ตามทิศทางที่ต้องการ การเคลื่อนที่เข้าตีลูกนี้ บางคนใช้วิธีสไลด์ บางคนใช้วิ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล ทิศทางของลูกบอล ระยะทางและความเร็วของลูกบอล นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมในการก้าวใช้เท้าหรือวิ่งต้องสัมพันธ์กับจังหวะที่ตีลูก

การจับไม้ เป็นสิ่งสำคัญ การจับที่ถูกต้องจะช่วยให้การตีลูกได้อย่างแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว สามารถบังคับลูกบอลได้ดีอีกด้วย การจับไม้มีหลายแบบ แต่ที่นิยม มี 3 แบบ คือ

  1. การจับไม้แบบ Eastern หรือ Shake hand
    เป็นแบบที่นิยมกันมาก เพราะทำให้การตีมีประสิทธิภาพสูง วิธีการจับคล้ายกับการจับมือของฝรั่งในขณะที่ทักทายกัน หน้าของแร็คเก็ตตั้งได้ฉากกับพื้นเหยียดแขนที่จะจับชี้ต่ำลงไปข้างหน้าทำมุมกับลำตัวพอประมาณ คือห่างจากตัวประมาณ 0.5 ฟุต เอาฝ่ามือทาบกับด้ามแร็คเก็ตแล้วค่อยๆกำนิ้วจับด้ามแร็คเก็ต นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้รัดรอบที่จับ นิ้วชี้ควรยื่นยาวออกไปจากนิ้วกลาง ทั้งนี้เพื่อช่วยพยุงการจับให้มั่นคงยิ่งขึ้น แร็คเก็ตไม่บิดไปมาง่าย นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ทำมุมเป็นรูปตัว วี ให้ส่วนล่างของตัววีอยู่ตรงกับสันของแร็คเก็ต การจับแบบนี้ถ้าเหยียดแขนให้ตรงจะเห็นว่าแร็คเก็ตเป็นเส้นตรงเดียวกันกับแขนและขนานกับพื้นเสมอ การจับไม้แบบที่กล่าวมานี่ เป็นการจับไม้เพื่อจะตีลูก Forehand

    การตีลูกแบบแบ็คแฮนด์

    จะมีวิธีการจับคล้ายๆกันกับการตีลูกฟอร์แฮนด์ ต่างกันตรงที่ตีลูกแบ็คแฮนด์ ให้บิดหน้าไม้ไปทางขวามือ หลังจากที่ได้ตีลูกไปแล้ว ควรจะเปลี่ยนการจับมาเป็นแบบแบ็คแฮนด์ทันที


  2. การจับไม้แบบ Western
    การจับแร็คเก็ตแบบนี้วิธีจับง่ายๆคือ วางแร็คเก็ตราบลงกับพื้นแล้วจับแร็กเก็ตที่ด้ามหยิบยกขึ้นมา แล้วกำให้แน่น เป็นวิธีธรรมดา ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว เพราะไม่สะดวกในการตีลูกวอลเล่ย์และลูกต่ำ


  3. การจับไม้แบบ Continental
    การจับแบบนี้เหมือนกับการจับแบบ Eastern ในท่าที่จะตีลูกฟอร์แฮนด์ แต่บิดมือทวนเข็มนาฬิกามาประมาณ หนึ่งในสี่ของรอบที่จับ มีประโยชน์คือ ใช้ตีได้ทั้งฟอร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าจับไม้ใหม่ แต่มีข้อเสียคือ ทำให้กล้ามเนื้อแขนเปลี้ยง่าย รวมทั้งไม่สะดวกในการตีลูกกระดอนสูง
    ตำแหน่งของร่างกายและลักษณะการตี จะต้องมีความสัมพันธ์กันดังนี้ (การตีลูกฟอร์แฮนด์)
    • ยืนในลักษณะที่เตรียมพร้อมดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
    • หันไหล่ด้านตรงข้ามกับมือที่จับไม้เข้าหาตาข่าย สายตาจ้องมองที่ลูกบอล
    • เมื่อลูกบอลมาด้านข้างชิดลำตัว ก้าวถอยหลังด้วยเท้าข้างเดียวกับมือที่จับไม้ กะระยะให้เวลาตีลูกแขนจะตึงพอดี
    • เมื่อลูกตกข้างหน้าหรือข้างหลัง ก่อนจะตีลูกต้องก้าวเท้าให้เท้าตรงข้ามกับมือที่จะตีลูกอยู่หน้าเสมอ เวลาตีลูกลูกจะอยู่เสมอทางด้านข้างลำตัวแนวเดียวกับกระดูกเชิงกรานด้านหน้า
    • เหวี่ยงไม้ไปทางด้านหลัง ให้สุด แขนตึง เอาไหล่เป็นศูนย์กลาง ใช้แขนเป็นรัศมี เหวี่ยงแขนตามลูก แขนตรงข้ามกางออกเล็กน้อยเพื่อช่วยในการทรงตัว
    • ขณะเหวี่ยงแขนตีลูก น้ำหนักตัวจะอยู่เท้าหลัง ลำตัวเอี้ยวตามไป ตามองดูลูกบอล
    • แหงนหน้าไม้แร็กเก็ตขึ้นเล็กน้อย บังคับแร็กเก็ตด้วยข้อมือ ใช้แรงจากไหล่ ลำตัว ขา ให้สัมพันธ์กันในการตีลูกกลับไป
    • เมื่อแร็กเก็ตกระทบลูกบอล เหวี่ยงไม้เสยไปเป็นวงกลม แล้วกลับมาอยู่ท่าเตรียมพร้อมใหม่

ข้อแนะนำในการตีลูกฟอร์แฮนด์หรือแบ็คแฮนด์

  1. ต้องย่อเข่าเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักมายังเท้าหน้าเสมอ
  2. การเหวี่ยงไม้มาข้างหลัง จะทำให้ความเร็วของลูกบอลและการบังคับลูกได้แม่นยำขึ้น
  3. สายตาจับอยู่ที่ลูกบอลตลอดเวลา
  4. ควรตีลูกในระดับเอว เพราะจะทำให้ตีลูกได้ถนัดและแรงขึ้น
  5. ควรตีลูกแบบธรรมดาคือให้หน้าแร็กเก็ตตั้งฉากกับพื้น
  6. ควรตีลูกเมื่อลูกกระดอนสูงสุดและกำลังจะตก เพราะจะทำให้เล่นวางลูกได้ แม่นยำ
  7. ตัดสินใจทันทีว่าจะตีด้วย ฟอร์แฮนด์ หรือ แบ็คแฮนด์
  8. ต้องจับด้วยการ follow through ทุกครั้ง
  9. กลับมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมทันที

ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้ เป็นลูกที่ตีหลังจากที่ลูกกระดอนพื้น 1 ครั้งแล้ว เรายังมีการตีลูกอื่นๆอีก ได้แก่ ลูกวอลเล่ย์ ลูกเสิร์ฟ ลูกตบ ลูกฮาล์ฟวอลเล่ย์ ลูกหยอดและลูกโด่ง (ซึ่งเทคนิคการตียังมีอีกมากมายแต่ไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมด)

การเล่นเทนนิสได้แบ่งออกเป็นการเล่นแบบประเภทเดี่ยวและประเภทคู่
ความแตกต่างมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น วิธีการเล่น ตำแหน่งการยืน สนามแข่งขัน และการตีแบบต่างๆที่ใช้ในการแข่งขัน ผู้เล่นเทนนิสประเภทเดี่ยวที่ดีอาจเล่นประเภทคู่ไม่ดีก็ได้ เพราะการเล่นประเภทเดี่ยวมีผู้เล่นฝ่ายละ 1 คนเท่านั้น แต่การเล่นประเภทคู่เป็นการเล่นทีมที่ใช้ผู้เล่นฝ่ายละ 2 คน ความยากง่ายของการเล่นทั้งสองประเภทเราอาจพิจารณาได้จากการที่ Tilden ซึ่งเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงในการเล่นประเภทเดี่ยว บางครั้งก็ได้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันประเภทคู่ แต่ George Lott ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการเล่นเทนนิสประเภทคู่ของโลกในปี ค.ศ. 1933 ไม่สามารถเป็นผู้ชนะในการเล่นประเภทเดี่ยวได้เลย

อุปกรณ์
ประกอบด้วยชุดเทนนิส แบ่งเป็นประเภทชายและหญิง รองเท้าเฉพาะสำหรับกีฬาเทนนิส
แร็คเก็ตขึ้นอยู่กับความถนัดในการจับ ราคาตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป สนามในการแข่งขัน    

Copyright reserved by formumandme.com ::: contact us : webmaster@formumandme.com