
กีฬาเทนนิสเป็นกีฬาที่ให้ความสนุกสนานแก่ผู้เล่น
เพิ่มพูนพลานามัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ และเราจะสนุกสนานมากขึ้นถ้าเราสามารถตีลูกได้อย่างแม่นยำ
ตีลงได้ทุกลูกไม่ติดไม่ออก คือ เราสามารถบังคับลูกได้ ทุกคนเมื่อเล่นเทนนิสก็อยากจะเล่นเก่ง
จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีทักษะส่วนตัวบ้างพอสมควร มีการฝึกหัดซ้อมจนเกิดความชำนาญเป็นนิสัย
และอัตโนมัติอย่างถูกวิธี อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นอยากแนะนำให้รู้ลักษณะของแร็คเก็ตที่ใช้ว่ามีลักษณะอย่างไร
ส่วนไหนเรียกว่าอย่างไร เพื่อจะทำให้เกิดความเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
ในการเลือกซื้อแร็คเก็ต จะต้องเลือกด้ามหรือแร็คเก็ตให้เหมาะกับมือ
ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป จับถนัด สบายมือ ลองเหวี่ยงดู น้ำหนักแร็คเก็ตของสตรีควรหนักประมาณ
13.5 ออนซ์ กรอบแร็กเก็ตที่ดีที่สุดทำจากไม้แอ้ช เอ็นที่ขึงจะต้องเป็นระเบียบ
ตึง หลังจากเล่นแล้วก่อนที่จะนำไปเก็บ ควรทำความสะอาดเสียก่อน กรอบไม้ควรทาด้วยขี้ผึ้ง
จะช่วยรักษาแร็กเก็ตให้มีอายุยืนนานเก็บไว้ในถุงสำหรับใส่ ซึ่งกันน้ำและความชื้นแล้วนำไปใส่ไว้ในเพรส
เพื่อรักษารูปทรงของแร็คเก็ต ไม่เก็บแร็คเก็ตไว้ในที่มีอากาศร้อนชื้น
ไม่วางไว้กับพื้น ควรทำที่แขวนเอาไว้
ทักษะเบื้องต้น
ลักษณะเตรียมพร้อม ในการยืนเตรียพร้อมของการเล่นเทนนิส ผู้เล่นจะยืนหันหน้าเข้าหาตาข่ายให้เท้าใดเท้าหนึ่งอยู่ข้างหน้า
หรือขนานกัน น้ำหนักตัวอยู่บนปลายเท้าทั้งสองเท่าๆกัน ส้นเท้าเปิด
เข่างอเล็กน้อย ถือแร็คเก็ตในทา Forehand Grip ให้แร็คเก็ตอยู่ระดับเอว
เป็นท่าที่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว ตามทิศทางที่ต้องการ การเคลื่อนที่เข้าตีลูกนี้
บางคนใช้วิธีสไลด์ บางคนใช้วิ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับความถนัดของแต่ละบุคคล
ทิศทางของลูกบอล ระยะทางและความเร็วของลูกบอล นอกจากนี้ การเตรียมพร้อมในการก้าวใช้เท้าหรือวิ่งต้องสัมพันธ์กับจังหวะที่ตีลูก
การจับไม้ เป็นสิ่งสำคัญ
การจับที่ถูกต้องจะช่วยให้การตีลูกได้อย่างแม่นยำ ถูกต้อง และรวดเร็ว
สามารถบังคับลูกบอลได้ดีอีกด้วย การจับไม้มีหลายแบบ แต่ที่นิยม มี
3 แบบ คือ
- การจับไม้แบบ Eastern
หรือ Shake hand
เป็นแบบที่นิยมกันมาก เพราะทำให้การตีมีประสิทธิภาพสูง วิธีการจับคล้ายกับการจับมือของฝรั่งในขณะที่ทักทายกัน
หน้าของแร็คเก็ตตั้งได้ฉากกับพื้นเหยียดแขนที่จะจับชี้ต่ำลงไปข้างหน้าทำมุมกับลำตัวพอประมาณ
คือห่างจากตัวประมาณ 0.5 ฟุต เอาฝ่ามือทาบกับด้ามแร็คเก็ตแล้วค่อยๆกำนิ้วจับด้ามแร็คเก็ต
นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้รัดรอบที่จับ นิ้วชี้ควรยื่นยาวออกไปจากนิ้วกลาง
ทั้งนี้เพื่อช่วยพยุงการจับให้มั่นคงยิ่งขึ้น แร็คเก็ตไม่บิดไปมาง่าย
นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ทำมุมเป็นรูปตัว วี ให้ส่วนล่างของตัววีอยู่ตรงกับสันของแร็คเก็ต
การจับแบบนี้ถ้าเหยียดแขนให้ตรงจะเห็นว่าแร็คเก็ตเป็นเส้นตรงเดียวกันกับแขนและขนานกับพื้นเสมอ
การจับไม้แบบที่กล่าวมานี่ เป็นการจับไม้เพื่อจะตีลูก Forehand
การตีลูกแบบแบ็คแฮนด์
จะมีวิธีการจับคล้ายๆกันกับการตีลูกฟอร์แฮนด์ ต่างกันตรงที่ตีลูกแบ็คแฮนด์
ให้บิดหน้าไม้ไปทางขวามือ หลังจากที่ได้ตีลูกไปแล้ว ควรจะเปลี่ยนการจับมาเป็นแบบแบ็คแฮนด์ทันที
- การจับไม้แบบ Western
การจับแร็คเก็ตแบบนี้วิธีจับง่ายๆคือ วางแร็คเก็ตราบลงกับพื้นแล้วจับแร็กเก็ตที่ด้ามหยิบยกขึ้นมา
แล้วกำให้แน่น เป็นวิธีธรรมดา ปัจจุบันไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้ว เพราะไม่สะดวกในการตีลูกวอลเล่ย์และลูกต่ำ
- การจับไม้แบบ Continental
การจับแบบนี้เหมือนกับการจับแบบ Eastern ในท่าที่จะตีลูกฟอร์แฮนด์
แต่บิดมือทวนเข็มนาฬิกามาประมาณ หนึ่งในสี่ของรอบที่จับ มีประโยชน์คือ
ใช้ตีได้ทั้งฟอร์แฮนด์และแบ็คแฮนด์ โดยไม่ต้องเปลี่ยนท่าจับไม้ใหม่
แต่มีข้อเสียคือ ทำให้กล้ามเนื้อแขนเปลี้ยง่าย รวมทั้งไม่สะดวกในการตีลูกกระดอนสูง
ตำแหน่งของร่างกายและลักษณะการตี
จะต้องมีความสัมพันธ์กันดังนี้ (การตีลูกฟอร์แฮนด์)
- ยืนในลักษณะที่เตรียมพร้อมดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น
- หันไหล่ด้านตรงข้ามกับมือที่จับไม้เข้าหาตาข่าย
สายตาจ้องมองที่ลูกบอล
- เมื่อลูกบอลมาด้านข้างชิดลำตัว
ก้าวถอยหลังด้วยเท้าข้างเดียวกับมือที่จับไม้ กะระยะให้เวลาตีลูกแขนจะตึงพอดี
- เมื่อลูกตกข้างหน้าหรือข้างหลัง
ก่อนจะตีลูกต้องก้าวเท้าให้เท้าตรงข้ามกับมือที่จะตีลูกอยู่หน้าเสมอ
เวลาตีลูกลูกจะอยู่เสมอทางด้านข้างลำตัวแนวเดียวกับกระดูกเชิงกรานด้านหน้า
- เหวี่ยงไม้ไปทางด้านหลัง
ให้สุด แขนตึง เอาไหล่เป็นศูนย์กลาง ใช้แขนเป็นรัศมี เหวี่ยงแขนตามลูก
แขนตรงข้ามกางออกเล็กน้อยเพื่อช่วยในการทรงตัว
- ขณะเหวี่ยงแขนตีลูก
น้ำหนักตัวจะอยู่เท้าหลัง ลำตัวเอี้ยวตามไป ตามองดูลูกบอล
- แหงนหน้าไม้แร็กเก็ตขึ้นเล็กน้อย
บังคับแร็กเก็ตด้วยข้อมือ ใช้แรงจากไหล่ ลำตัว ขา ให้สัมพันธ์กันในการตีลูกกลับไป
- เมื่อแร็กเก็ตกระทบลูกบอล
เหวี่ยงไม้เสยไปเป็นวงกลม แล้วกลับมาอยู่ท่าเตรียมพร้อมใหม่
ข้อแนะนำในการตีลูกฟอร์แฮนด์หรือแบ็คแฮนด์
- ต้องย่อเข่าเล็กน้อย ทิ้งน้ำหนักมายังเท้าหน้าเสมอ
- การเหวี่ยงไม้มาข้างหลัง
จะทำให้ความเร็วของลูกบอลและการบังคับลูกได้แม่นยำขึ้น
- สายตาจับอยู่ที่ลูกบอลตลอดเวลา
- ควรตีลูกในระดับเอว เพราะจะทำให้ตีลูกได้ถนัดและแรงขึ้น
- ควรตีลูกแบบธรรมดาคือให้หน้าแร็กเก็ตตั้งฉากกับพื้น
- ควรตีลูกเมื่อลูกกระดอนสูงสุดและกำลังจะตก
เพราะจะทำให้เล่นวางลูกได้ แม่นยำ
- ตัดสินใจทันทีว่าจะตีด้วย
ฟอร์แฮนด์ หรือ แบ็คแฮนด์
- ต้องจับด้วยการ follow through
ทุกครั้ง
- กลับมาอยู่ในท่าเตรียมพร้อมทันที
ที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนี้
เป็นลูกที่ตีหลังจากที่ลูกกระดอนพื้น 1 ครั้งแล้ว เรายังมีการตีลูกอื่นๆอีก
ได้แก่ ลูกวอลเล่ย์ ลูกเสิร์ฟ ลูกตบ ลูกฮาล์ฟวอลเล่ย์ ลูกหยอดและลูกโด่ง
(ซึ่งเทคนิคการตียังมีอีกมากมายแต่ไม่สามารถกล่าวได้ทั้งหมด)
การเล่นเทนนิสได้แบ่งออกเป็นการเล่นแบบประเภทเดี่ยวและประเภทคู่
ความแตกต่างมีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น วิธีการเล่น ตำแหน่งการยืน
สนามแข่งขัน และการตีแบบต่างๆที่ใช้ในการแข่งขัน ผู้เล่นเทนนิสประเภทเดี่ยวที่ดีอาจเล่นประเภทคู่ไม่ดีก็ได้
เพราะการเล่นประเภทเดี่ยวมีผู้เล่นฝ่ายละ 1 คนเท่านั้น แต่การเล่นประเภทคู่เป็นการเล่นทีมที่ใช้ผู้เล่นฝ่ายละ
2 คน ความยากง่ายของการเล่นทั้งสองประเภทเราอาจพิจารณาได้จากการที่ Tilden
ซึ่งเป็นผู้เล่นที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงในการเล่นประเภทเดี่ยว
บางครั้งก็ได้เป็นผู้ชนะเลิศในการแข่งขันประเภทคู่ แต่ George Lott ซึ่งเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงในการเล่นเทนนิสประเภทคู่ของโลกในปี
ค.ศ. 1933 ไม่สามารถเป็นผู้ชนะในการเล่นประเภทเดี่ยวได้เลย
อุปกรณ์
ประกอบด้วยชุดเทนนิส แบ่งเป็นประเภทชายและหญิง รองเท้าเฉพาะสำหรับกีฬาเทนนิส
แร็คเก็ตขึ้นอยู่กับความถนัดในการจับ
ราคาตั้งแต่ 2,000 บาทขึ้นไป
สนามในการแข่งขัน

|